การอพยพของท่านนะบีมุฮัมหมัด
  จำนวนคนเข้าชม  24525

การอพยพของท่านนะบีมุฮัมหมัด


 
          เมื่อผู้ปฏิเสธชาวกุเรชเห็นว่าบรรดามุสลิมได้อพยพ และรอดพ้นจากน้ำมือพวกเขาไปได้  จึงทวีความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น จึงทำให้รู้ว่าภัยอันตรายที่คิดว่ามาจากนะบีมุฮัมมัด และการเผยแพร่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนถ้าไม่จัดการเสีย หากปล่อยให้บรรดามุสลิมและศาสนทูตอพยพไปมะดีนะฮ์สำเร็จ นั่นหมายความว่า บรรดามุสลิมจะต้องทำสงครามต่อต้านอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีทางอื่นอีก และจะชักช้าไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงเรียกประชุมที่ “ดารุ้ลนัดวะฮ์ ” (دارالندوة  ) เพื่อคิดหาวิธีจัดการกับมุฮัมมัด  ซึ่งอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา   ได้ทรงแจ้งเรื่องนี้ไว้ในอัลกุรอานถึงการประชุมตลอดจนความคิดเห็นที่ถูกเสนอในที่ประชุม ดังที่ทรงตรัสว่า :

           “และจงรำลึกถึงขณะที่ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้วางแผนต่อเจ้า(มุฮัมมัด) เพื่อกักขังเจ้า หรือเพื่อจะฆ่าเจ้า  หรือขับไล่เจ้าออกไป  และพวกเขาได้วางแผนกัน และอัลลอฮ์ ก็ทรงวางแผน และอัลลอฮ์ นั้นเป็นผู้ทรงเยี่ยมกว่าในบรรดาผู้ที่วางแผน” (อัลอันฟาล  8 : 30)
  
          แล้วที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอของอบีญะฮ์ล ที่เสนอให้ทำการสังหารท่านนะบีมุฮัมมัด โดยคัดเลือกชายหนุ่มจากทุกเผ่า เผ่าละหนึ่งคน เพื่อร่วมกันสังหารท่านนะบีมุฮัมมัด พร้อมกัน ซึ่งจะทำให้เป็นการยากลำบากแก่เผ่าของท่านนะบี ในการที่จะตอบโต้บรรดาเผ่าต่างๆได้  และในที่สุดเผ่าของท่านนะบีมุฮัมมัด จะต้องจำใจรับเอาค่าสินไหมเป็นการทดแทน แล้วแผนการสังหารได้ถูกกำหนดขึ้น ภายใต้การควบคุมของอบีญะฮ์ลฺ

          ท่านเราะซูล ได้กระทำการเผยแผ่ และใช้วิธีการต่างๆในการเชิญชวนชาวมักกะฮ์  แต่ท่านได้พบว่าถึงทางตันเสียแล้ว ณ จุดนี้เอง จึงมีคำบัญชาจากอัลลอฮ์ ให้ท่านได้อพยพ ทันทีที่ท่านนะบีได้รับคำสั่ง จึงรีบทำการการอพยพ และมั่นใจว่า อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คือผู้ทรงสนับสนุน เป็นผู้ทำให้การงานสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน ท่านได้ทำสิ่งที่ควรกระทำ และปล่อยเรื่องเหนือความสามารถไว้กับอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่จะทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ  ท่านให้ อาลี บิน อบีฏอลิบ มานอนแทนบนที่นอนในคืนที่มีการนัดหมายจะสังหารท่าน ในขณะเดียวกันได้ให้ท่านอบูบักร์จัดเตรียมพาหนะ และได้ตกลงกับผู้ที่รู้เส้นทางเพื่อนำทางไปยังมะดีนะฮ์  ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก และเลือกถ้ำ“เซ๊าร์”เป็นที่หลบซ่อนตัว 3 วัน  จนกระทั่งการค้นหาเพลาลง
 
          สถานที่ตั้งของถ้ำ “ เซ๊าร์” นั้น อยู่ตรงข้ามกับเส้นทางที่จะไปมะดีนะฮ์  ท่านอยู่ที่นั่นเพื่อหลบบรรดาผู้ตามล่า  โดยที่  อับดุลลอฮ์ บุตรชายของอบูบักร์ จะมาหาคนทั้งสองที่ถ้ำในตอนกลางคืน เพื่อแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของพวกกุเรชและเรื่องราวต่างๆที่ได้ยินมา แล้วจะกลับไปก่อนรุ่งสาง เช่นเดียวกับที่ อามิร บิน ฟุฮัยเราะฮ์ คนรับใช้ของอบูบักร จะมาพร้อมฝูงแพะที่เขาเลี้ยงดูอยู่ เหมือนคนเลี้ยงเแพะ และรอให้ถึงเวลาที่ความมืดปกคลุมไปทั่ว แล้วนำเอานมให้ท่านทั้งสองได้ดื่มกิน  ท่านนะบี ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นแบบอย่างและบทเรียนให้แก่ประชาชาติของท่าน

          สำหรับสิ่งที่นอกเหนือจากความสามารถของมนุษย์ เป็นเรื่องของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์จะทรงจัดการเรื่องนั้นเอง โดยที่พระองค์ทรงให้ท่านนะบี ออกจากบ้านทั้งๆ ที่พวกกุเรชได้ปิดล้อมอยู่  และพวกนั้นไม่สามารถมองเห็นท่านได้  อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงพรางตา พวกเขาจึงมองไม่เห็นท่านนะบี  ขณะที่บางคนไปถึงถ้ำที่หลบซ่อนตัวอยู่เพื่อค้นหา จนกระทั่งถ้าคนใดในพวกนั้นก้มมองลงไปที่เท้าทั้งสองของตัวเองก็จะพบเห็นคนทั้งสองทันที ท่านอบูบักรรู้สึกวิตกกังวลมาก ว่าท่านนะบี จะไม่ปลอดภัย ท่านนะบี จึงได้พูดกับ อบูบักร ว่า :

          (( ماظنك ياأبابكر بإثنين الله ثالثهما ))

           “โอ้อบูบักร  อย่านึกว่าเราจะอยู่กันเพียงแค่สองคนเท่านั้น  อัลลอฮซุบฮานะฮูวะตะอาลา ต่างหากคือผู้ที่สาม  ที่ทรงอยู่กับเรา”  (*1*)

          อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงทำให้พวกนั้นมองไม่เห็น พวกเขาจึงกลับไปโดยมั่นใจว่าในถ้ำนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่สักคน  สุรอเกาะฮ์ บิน มาลิก  ได้ปกปิดเรื่องราวของท่านนะบี  เพื่อหวังจะได้รับรางวัลที่พวกกุเรชประกาศไว้ สำหรับผู้ที่สามารถนำตัวมุฮัมมัดกลับมา ขณะเดินทางเขาตามมาทันท่านทั้งสองปรากฏว่าในแต่ละครั้งที่ม้าเข้าไปใกล้  เท้าม้าทั้งสี่ข้างก็จมลงในดิน เขาจึงทราบทันทีว่า แท้จริง อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงปกป้องท่านให้พ้นจากการจับกุม  เขาจึงต่อรองกับท่านเราะซูล ให้ทำหนังสือรับรองเพื่อเป็นหลักฐาน  ท่านนะบี จึงได้ทำหนังสือรับรองให้แล้วเขาก็กลับไป

          ท่านนะบี และอบูบักรได้ออกจากถ้ำนั้นหลังจากที่ได้พักอยู่สามวันพร้อมกับคนนำทาง  โดยใช้เส้นทางชายฝั่งทะเลซึ่งไม่ค่อยมีคนใช้มากนัก  ส่วนบรรดาชาวมะดีนะฮ์ ที่เป็นมุสลิมเมื่อได้ยินข่าวว่าท่านเราะซูล ได้ออกจากมักกะฮ์มาแล้ว พวกเขาได้มารวมตัวกันนอกเมือง เพื่อรอคอยการมาถึงของท่านนะบีตั้งแต่เช้าตรู่  จนกระทั่งบ่ายคล้อย พอแดดจัดก็กลับเข้าบ้านไป ทำอยู่เช่นนี้ทุกวัน เมื่อวันที่ท่านนะบีมาถึงพวกเขารอคอยอยู่จนกระทั่งดวงอาทิตย์คล้อย แล้วก็ไม่พบร่มเงาใดๆบังแดดพวกเขาจึงกลับไป แล้วคณะของท่านเราะซูล อัลมุบาร็อก ได้มาถึงในช่วงที่พวกเขากลับกันหมดแล้ว แต่มียิวคนหนึ่งเห็นคณะของท่าน เขาจึงส่งเสียงร้องตะโกนบอกบรรดามุสลิม ถึงการมาของผู้ที่กำลังรอคอยอยู่ ท่านนบี ได้มาถึงแล้ว บรรดามุสลิมได้ออกมาต้อนรับด้วยความปิติยินดี ความสุขกระจายไปทั่วในวันอันเป็นที่ประจักษ์  ฝูงชนทั้งผู้ใหญ่  เด็ก ผู้หญิง  และเด็กเล็กๆ ต่างร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงแห่งความปลื้มปิติว่า :

          “ท่านเราะซูลุลลอฮ์ มาถึงแล้ว ท่านเราะซูลุลลอฮ์ มาถึงแล้ว ! ”   

          ท่านเราะซูล ได้ลงพักที่ กุบาอ์ หลายวันและได้สร้างมัสญิดขึ้นหลังหนึ่ง ซึ่ง อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสถึงเรื่องนี้ว่า :

         “เจ้าอย่าไปร่วมยืนละหมาดในมัสยิดนั้นเป็นอันขาด แน่นอน มัสยิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เจ้าจะเข้าไปยืนละหมาดในนั้น เพราะในมัสยิดนั้นมีคณะบุคคลที่ชอบจะชำระตัวให้บริสุทธิ์ และอัลลอฮ์นั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ ”   (อัตเตาว์บะฮ์ 9 : 108)

          ต่อจากนั้น ท่านนะบี ได้ย้ายออกจาก กุบาอ เดินผ่านหลายหมู่บ้านของชาวอาหรับในมะดีนะฮ์  ผู้คนต่างยืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง ห้อมล้อมต้อนรับท่านนะบี ทั้งชายและหญิง มีบางคนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน บรรดาเด็กๆเรียงรายอยู่ตามท้องถนน ร้องตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า :

          “ โอ้ มุฮัมมัด  โอ้เราะซูลของอัลลอฮ์ ”

          ในแต่ละครั้งที่ท่านผ่านหมู่บ้าน พวกเขาจะพากันจับเชือกสะพายอูฐของท่านนะบี แล้วขอให้พักที่บ้านของพวกเขา ท่านนบี จึงกล่าวว่า :

          “ท่านทั้งหลาย ปล่อยมันเถิด  แท้จริงแล้ว มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”

          ในที่สุด อูฐของท่านนะบี ได้คุกเข่าลงบริเวณที่ดินของลูกกำพร้าสองคนจาก บนีมาลิก บิน อันนัจญ๊าร ซึ่งท่านได้สร้างมัสญิดขึ้นที่ตรงนั้น  แล้วลงพักที่บ้านของ อบี อัยยู๊บ  อัลอันซอรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ(*2*) 

          ท่านเราะซูล ได้พำนักกับบรรดาซอฮาบะฮ์ ในเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมักกะฮ์ ชาวมะดีนะฮ์ และบรรดามุสลิมจากเผ่า“ค็อชร๊อญ์” และ “เผ่าเอ๊าซ์” พวกเขาได้ทำให้เป็นที่สัตย์จริงแล้วในคำสัตยาบันที่ให้ไว้กับท่านเราะซูลุลลอฮ์ คือให้มีที่อาศัยพักพิงแก่ท่านเราะซูลที่มะดีนะฮ์  พวกเขามีความปลื้มปิติยินดี

          บรรดาชื่อและสกุลที่เป็นโครงสร้างประจำเผ่าได้มลายหายไป คำว่า “อัลมุฮาญิรีน” กลายเป็นชื่อที่รู้จักกัน หมายถึงผู้ที่อพยพจากมักกะฮ์มายังมะดีนะฮ์   บรรดามุสลิมชาวมะดีนะฮ์ จึงได้ชื่อใหม่ว่า  “อัลอันศ็อร”  (ผู้ให้การช่วยเหลือ)  ชื่อเมืองที่เคยเรียกว่า  “ยัษริบ” มีชื่อใหม่ว่า  “มะดีนะตุรเราะซูล” (เมืองของผู้เป็นเราะซูล)

          จากการอพยพก่อให้เกิดผลในแง่ประวัติศาสตร์มากมาย  ด้วยเหตุนี้การอพยพจึงเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์อิสลาม ที่มุสลิมทั้งหลายต้องศึกษา และจารึกไว้ตราบจนกระทั่งวันกิยามะฮ์ เมื่อรัฐอิสลามได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จึงต้องการพลังเพื่อปกป้องตนเองท่ามกลางกระแสสังคมที่เชี่ยวกราก ขณะที่บรรดาศัตรูจ้องฉวยโอกาสทำลาย และที่สำคัญคือการรวบรวมบรรดามุสลิมให้ได้มากที่สุด ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญและพลังของการดำเนินการ ด้วยเหตุนี้การอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์จึงเป็นภาระหน้าที่สำหรับบรรดามุสลิมทุกคนที่อยู่นอกเมืองมะดีนะฮ์ อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ได้ทรงคาดโทษบรรดาผู้ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งในการอพยพ  ด้วยการลงโทษอย่างรุนแรงโดยไม่มีการละเว้น  จะผ่อนปรนให้เฉพาะผู้ที่ไร้ความสามารถและบรรดาผู้ที่ถูกบีบบังคับ หรือถูกขัดขวางเท่านั้น 

อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า :

          “แท้จริง บรรดาผู้ที่มลาอิกะฮ์ได้เอาชีวิตของพวกเขาไปในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้ก่ออธรรมต่อตัวของพวกเขาเองนั้น  มลาอิกะฮ์ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าปรากฏอยู่บนสิ่งใด ?  พวกเขากล่าวว่า  พวกเราเป็นผู้ที่ถูกนับว่าเป็นผู้ที่อ่อนแอในแผ่นดิน  มลาอิกะฮ์ กล่าวว่า แผ่นดินของอัลลอฮ์ มิได้กว้างขวางพอดอกหรือที่พวกเจ้าจะอพยพไปอยู่  ชนเหล่านี้แหละ ที่อยู่ของพวกเขาคือ นรก ญะฮันนัม  และเป็นที่กลับไปอันชั่วช้ายิ่งนัก” (อันนิซาอ์ 4 :  97)

          อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ยังได้ทรงสัญญากับบรรดาผู้ที่อพยพ  ด้วยการให้ได้รับความดีอย่างท่วมท้น  และผลบุญอันยิ่งใหญ่  ในคำตรัสของพระองค์ ที่ว่า :

          “และผู้ใดที่อพยพไปในหนทางของอัลลอฮ์ เขาจะพบว่าในผืนแผ่นดินนั้นมีความกว้างขวางและมีความมั่งคั่งอันมากมาย และผู้ที่ออกจากบ้านช่องของเขาไปในฐานะผู้อพยพไปยังอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์  แล้วความตายก็มาถึงเขา แน่นอน รางวัลของเขานั้นย่อมปรากฏอยู่แล้ว ณ ที่อัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ” (อันนิซาอ์ 4 : 100)

          ภายหลังจากที่รัฐอิสลามเข้มแข็ง มีพลังสามารถปกป้องตนเองได้ อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ทรงมีบัญชาให้เผยแพร่ไปยังเผ่าต่างๆ ภายหลังสนธิสัญญาสงบศึกที่ “อัลฮุดัยบียะฮ์”  และหลังจากการพิชิตนครมักกะฮ์ได้แล้ว  เรื่องฟัรฎู(บังคับ) ของการอพยพที่ได้เคยเป็นวาญิบ (สิ่งจำเป็น) จึงหมดไป
 
ท่านเราะซูล  ได้กล่าวว่า :

           لاهجرة بعد الفتح 
 

          “ไม่มีการอพยพใดๆอีกแล้ว ภายหลังจากที่ได้พิชิตนครมักกะฮ์”  (บันทึกโดย อิมาม บุคอรีย์) (*3*)  

 

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน

 ...ประเด็นต่างๆในการศึกษาชีวประวัตินะบีมุฮัมมัด


  1. ซอเฮี๊ย อัลบุคอรี กิตาบ ฟะฏออิ้ล อัศฮาบุ้ลนะบี บาบุมนากิบุ้ลมุฮาญิรีน มนากิบ อะบีบักร
  2. ซอเฮี๊ยมุสลิม 4/2311 และดู อัลอัมรี อัซซีร่อตุ้ลนะบวี อัศศ่อฮีฮะอฺ 1/218-219 - ดูการตัครีจฮะดิษ อัลอัมรี อัซซีร่อตุ้ลนะบวี อัศศ่อฮีฮะอฺ 1/219 สายรายงานฮะดิษ อยู่ในขั้น หะซันลิฆอยริฮี
  3. ซอเฮี๊ยบุคอรี  กิตาบุ้ลญิฮาด บาบฟัดลุ้ลญิฮาดวัซซีร