สมรภูมิอัล-อะห์ซาบ
  จำนวนคนเข้าชม  8732

สมรภูมิอัล-อะห์ซาบ

          สมรภูมินี้รียกว่า อัล-อะห์ซาบ  สืบเนื่องจากในปีที่ 5 ของการอพยพได้มีกลุ่มที่เป็นศัตรูของมุสลิมหลากหลายฝ่าย มีทั้งมุชริกีน ชาวยิว ตลอดจนพวกมุนาฟิกีน ซึ่งได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้

สาเหตุของสมรภูมิอัล อะห์ซาบ

          หลังจากที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้พยายามขับไล่ชาวยิวออกจากมะดีนะฮ์ บรรดาหัวหน้าเผ่าชาวยิวจากตระกูล อันนะฎี๊ร ได้ติดต่อกับชาวกุเรชและเผ่าต่างๆที่เป็นมุชริก และพยายามยุยงให้เผ่าต่างๆทำการสู้รบกับมุสลิม อีกทั้งชาวกุเรชต้องการที่จะจัดการกับมุสลิมอยู่แล้ว รวมถึงความต้องการในเส้นทางทางการค้าขาย พวกเขาจึงตกลงที่จะร่วมมือ พร้อมทั้งทำการเชิญชวนเผ่าต่างๆทางเมืองนัจด์ และติฮามะฮ์ทางตอนใต้ ในขณะเดียวกันพวกยิว ได้สร้างความจูงใจให้ เผ่าฆ็อตฟาน ซึ่งเป็นเผ่าใหญ่ของเมืองนัจด์ ด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์ครึ่งหนึ่งที่จะได้รับจากเมือง คอยบัร จึงทำให้นักรบที่ร่วมในสมรภูมินี้มีจำนวนถึง 10,000 คน

มุสลิมกับการขุดสนามเพลาะ

          เมื่อบรรดามุสลิมได้ทราบข่าวการยกทัพมาของเผ่าต่างๆ ท่านเราะซูล จึงได้ปรึกษากับบรรดาศอฮาบะฮ์  ซัลมาน อัล ฟาริซีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เสนอความคิดเรื่องการขุดสนามเพลาะทางด้านเหนือของเมืองมะดีนะฮ์ เพราะเป็นด้านเดียวที่เปิดโล่งอยู่ ในขณะที่ด้านอื่น ๆ นั้นเต็มไปด้วยกำบังทางธรรมชาติ  ที่มีทั้งบ้านเรือนอย่างหนาแน่น และเรือกสวนต่างๆ ส่วนทางด้านอื่นมีแปลงหินภูเขาไฟ (หินสีดำไม่ราบเรียบเป็นร่องรอยของภูเขาไฟระเบิด) ซึ่งเป็นการยากลำบากในการที่จะลุยผ่านเข้ามาได้(*1*) ท่านเราะซูล และบรรดามุสลิมเห็นด้วยกับความคิดของซัลมาน  จึงได้เริ่มปฏิบัติการทันที  ท่านเราะซูล ได้จัดมุสลิมีนออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10 คน ให้ขุดสนามยาว 40 ศอก(*2*)   มุสลิมพบอุปสรรคมากมายในการขุดสนามเพลาะ ทั้งระยะเวลาที่สั้น อากาศที่หนาวเหน็บ เสบียงที่น้อยนิด พื้นดินที่แข็ง และเครื่องมือที่ใช้ไม่แข็งแรงพอ แต่เนื่องจากท่านเราะซูล ได้เข้าร่วมขุดกับบรรดาศอฮาบะฮ์ด้วย จึงส่งผลต่อการทำงานอย่างยิ่งใหญ่ และการขุดคูหรือสนามเพลาะนั้นเป็นเรื่องที่แปลก ซึ่งชาวอาหรับไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกมุชริกีนได้มาถึง จึงเกิดความฉงนแล้วยืนอยู่หน้าสนามเพลาะนั้น พวกเขาไม่สามารถเดินผ่านได้ จึงตั้งทัพอยู่ตรงนั้น ท่านเราะซูลได้จัดวางกำลังมุสลิมจำนวน 3,000 คน ทำหน้าที่เวรยามเฝ้าดูแลในเมืองมะดีนะฮ์ เพราะเกรงว่าพวกยิวและพวกมุนาฟิกีนที่อยู่ในมะดีนะฮ์จะหักหลัง ส่วนกองกำลังที่เหลือได้เฝ้าดูสนามเพลาะ และคอยสกัดกั้นศัตรูที่จะบุกข้ามสนามมา

          บรรดามุชริกได้พยายามหลายครั้งที่จะข้ามสนามเพลาะให้ได้ แต่กองกำลังของมุสลิมได้สกัดกั้นเอาไว้ และเกิดการต่อสู้ด้วยการยิงธนูกัน และมุสลิมยังคงควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้จนกระทั่งได้เกิดวิกฤตขึ้นแก่มุสลิม เมื่อมุชริก ทำการเกลี้ยกล่อมยิวเผ่ากุรอยเซาะฮ์ ที่อยู่ภายในมะดีนะฮ์ให้พวกเขาละเมิดสัญญาและประกาศทำสงครามกับมุสลิม มุสลิมจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก  ท่านเราะซูล ได้โน้มน้าวจิตใจของบางเผ่าให้ถอนตัวออกจากการสู้รบ  โดยยอมจ่ายผลผลิตจำนวนหนึ่งให้แก่พวกเขา แต่ชาวอันศ็อรไม่เห็นด้วย จึงพูดขึ้นว่า :

           “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ว่า ในสมัยญาฮิลียะฮ์พวกเรายังไม่เคยยอมอ่อนข้อให้พวกเขาเลย เมื่อความจริงได้มาแล้ว ทำไมเราถึงจะต้องยอมเขาด้วย”

          สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อพวกมุนาฟิกีน  ได้ปล่อยข่าวว่ามุสลิมเกิดความหวาดกลัวไปทั่ว พร้อมทั้งเย้ยหยันพวกเขา  อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงแจ้งสภาพของบรรดาผู้ศรัทธาขณะที่ตกอยู่ในภาวะคับขันว่า :

 

           “เมื่อพวกเหล่านั้นได้ยกทัพมายังพวกเจ้า ทั้งจากทางด้านบนของพวกเจ้า และจากทางด้านล่างของพวกเจ้า และเมื่อนัยน์ตาได้เหลือกลาน และหัวใจได้มาจุกอยู่ที่คอหอย และพวกเจ้านึกคิดกันไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับอัลลอฮ์” (อัลอะฮฺซาบ 39 : 10)

          บรรดามุสลิมได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งหาต้นเหตุต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เกินกำลังความสามารถของพวกเขา และแล้วการช่วยเหลือของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้มาถึง ทั้งๆที่มุสลิมไม่เคยเผชิญกับกองกำลังที่เข้มแข็งอย่างนี้มาก่อน แต่ความเสียหายกลับมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมุชริก กับพวกยิว โดยที่นะอีม บิน มัสอู๊ด ได้เข้ารับอิสลาม แต่พวกมุชริกและยิว นั้นไม่รู้เรื่อง นะอีม ซึ่งมีความสนิทสนมกับทั้งสองฝ่าย เขาจึงทำการยุแหย่ให้เกิดความเคลือบแคลงทั้งสองฝ่ายจนเกิดความแตกแยก ต่างฝ่ายไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน(*3*)  และอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงส่งกองกำลังของพระองค์ลงมายังเผ่าต่าง ๆ โดยที่พระองค์ตรัสว่า :

          “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  ! จงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ที่มีต่อพวกเจ้า ขณะที่กองทัพข้าศึกเข้ามารุกรานพวกเจ้า แล้ว เราได้ส่งลมพายุพัดใส่พวกเขา และเราได้ส่งกำลังทหารที่พวกเจ้ามองไม่เห็นลงมา และอัลลอฮ์ ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัลอะฮ์ซาบ 39 :  9)

เผ่าต่าง ๆ จึงรีบเคลื่อนย้ายออกจากมะดีนะฮ์อย่างเสียขวัญ 

          “และอัลลอฮ์ ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาถอยทัพกลับไปด้วยความเคียดแค้นของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขามิได้ประสบความดีแต่อย่างใด และอัลลอฮ์ ทรงพอเพียงแล้วสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาในการสู้รบ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพลังเป็นผู้ทรงอำนาจอย่างเหลือหลาย” (อัลอะฮ์ซาบ 39 : 25)

          เมื่อสงครามสิ้นสุดลง บรรดามุสลิมจึงเปลี่ยนจากการที่ต้องปกป้องเมืองมะดีนะฮ์ เป็นการออกไปสู้รบกับบรรดามุชริกีนและเข้าโจมตีพวกเขาถึงถิ่นของพวกเขา ท่านเราะซูล ได้พูดถึงผลลัพธ์นี้ว่า ทันใดที่เผ่าต่าง ๆ ถอยร่นกลับไปโดยที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า :
 
          (( الآن نَغْزُوْهُمْ وَلاَ يَغْزُوْنَنَا ، نَحْنُ نَسِيْرُ إِلَيْهِمْ ))

          “ต่อไปนี้เราจะออกไปรบพวกเขา พวกเขาไม่ต้องมารบพวกเรา พวกเราจะเดินไปหาพวกเขาเอง”

 

ดร.อัดุลลอฮฺ  อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน

 ...ประเด็นต่างๆในการศึกษาชีวประวัตินะบีมุฮัมมัด


  1. อิบนุ สะอ์ดฺ อัฏฏอบะก็อต อัล กุบรอ : 2/66,67. อัล อัมรียฺ : อัซซีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ อัซซอฮีฮะฮฺ 2/420
  2. ประมาณ 20 เมตร
  3. เรื่องของนะอีม บิน มัสอู๊ด ไปดูที่ ซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม ของ อัลวากิดีย์ เรื่อง อัล มะฆอซีย์ ที่อิบนิ กะษี๊ร อัซซีเราะฮฺอันนะบะวียะฮฺ 214