การชดใช้หนี้สิน
  จำนวนคนเข้าชม  9811

 

การชดใช้หนี้สิน

 

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

 

          มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอความสุข ความจำเริญและความสันติจงประสบแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ เพียงองค์เดียวไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัด เป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์
 

ท่านญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า
 

        “ชายคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง พวกเราจึงอาบน้ำและห่อศพให้แก่เขา แล้ววางศพลง ณ สถานที่ซึ่งเตรียมไว้เพื่อรอให้ท่านเราะสูล  มาละหมาดให้ เมื่อท่านเราะสูล กำลังจะเดินทางมาถึง  

ท่านก็ถาม ขึ้นว่า “สหายของพวกท่านมีหนี้สินหรือไม่?” 

พวกเขาตอบว่า “ใช่ครับ เขามีหนี้เป็นเงินสองดีนาร์” 

ท่านนบี จึงถอยออกมาแล้วกล่าวว่า “พวกท่านจง ละหมาดให้สหายของพวกท่านเถิด”

ชายคนหน่ึงชื่ออบูเกาะตาดะฮฺ จึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้ท่านเราะสูลลุลฮฺ ฉันจะรับผิดชอบสองดีนาร์นั่นเอง” 

ท่านเราะสูล จึงกล่าวถามว่า “ท่านจะรับผิดชอบชดใช้สองดีนาร์นี้ด้วยทรัพย์สินของท่าน และถือว่าผู้ตายได้หมดภาระหนี้สินไปใช่หรือไม่?” 

เขาตอบ ว่า “ครับ” 

ท่านนบี จึงละหมาด ให้แก่ผู้ตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่ท่านนบีได้พบเจออบูเกาะตาดะฮฺ 

ท่านก็จะถามว่า “ท่านจัดการเงินสองดีนาร์นั้นหรือยัง?” 

กระทั่งท้ายที่สุดเขาก็ตอบว่า “ฉันได้ชดใช้หนี้สินเรียบร้อยแล้ว” 

ท่านเราะสูล จึงกล่าวว่า “ในที่สุด ท่านก็ทำให้ผิวหนังของเขาเย็นลงเสียที” 

(บันทึกโดยอัลหากิม หะดีษเลขที่ 2393)

          หะดีษข้างต้นและหะดีษอื่น ๆ อีกมากมายเป็นหลักฐาน ยืนยันอย่างชัดเจนว่า หนี้สินนั้นเป็นเรื่องท่ีสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ควรที่จะถูกมองข้าม และยังเป็นเรื่องร้ายแรงที่อิสลามไม่อาจยกเว้นให้ได้ ดังเช่นในหะดีษข้างต้น ถึงแม้จะเป็นเพียงหนี้สินเล็กน้อยก็ตาม ลูกหนี้ที่เสียชีวิตก็จะต้องได้รับบทลงโทษ และความเจ็บปวดในหลุมศพ จนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชำระชดใช้

          ในช่วงแรกของอิสลามนั้น ท่านนบี จะไม่ละหมาดให้กับศพที่ยังมีหนี้สินค้างคา เพราะหนี้สินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการสะสาง แต่หลังจากที่รัฐอิสลามได้เจริญรุ่งเรืองและมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ท่านนบี  ก็รับชำระหนี้สินให้แทน และทำการละหมาดให้แก่ผู้ตาย

ผู้ศรัทธาทุกคนมีภาระผูกพันกับหนี้สินของเขา จนกว่าเขาจะชำระหนี้สินนั้นเสีย อบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า

"วิญญาณของผู้ศรัทธาจะถูกกักไว้ โดยจะยังไม่ได้รับรางวัลของความดีที่กระทำไว้

จนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชดใช้” 

(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ หะดีษเลขที่1078และ1079)

          อัชเชากานีย์ กล่าวว่า “หะดีษบทนี้ชี้ให้เห็นว่าอิสลามได้ ส่งเสริมให้ทายาทผู้รับมรดกชดใช้หนี้สินแทนผู้ตาย โดยเน้นย้ำว่าผู้ตายที่ยังมีหนี้สินอยู่นั้น จะถูกกักตัวไว้ก่อนจนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชำระ ที่กล่าวมานี้เป็นกรณีที่ผู้ตายมีทรัพย์สินเพียงพอแต่หากเป็นผู้ขัดสนซึ่งไม่มีทรัพย์สินและตายไปในสภาพที่เขามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะชำระหนี้ให้ได้ เช่นนี้อัลลอฮ์ ก็จะทรงชดใช้หนี้สินแทนเขา ดังมีหลักฐานจากหะดีษ มากมายที่ระบุถึงเรื่องนี้” 

(นัยลุลเอาฏอร เล่ม 2 หน้า 53)

         ทั้งนี้ ผู้ศรัทธานั้นอาจจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าสวรรค์ด้วย เหตุที่เขายังมีหนี้สินค้างชำระ ดังมีหะดีษบันทึกโดยอบูดาวูด จากสะมุเราะฮฺ เล่าว่า ท่านเราะสูลลุลอฮฺ  ได้กล่าวใน คุฏบะฮฺว่า 

“มีผู้ใดในที่นีมาจากเผ่านี้ (ท่านระบุช่ือเผ่าหนึ่ง) ไหม?” 

ไม่มีผู้ใดตอบ ท่านจึงกล่าวซ้ำอีกว่า “มีผู้ใดมาจากเผ่านี้ไหม?”

ก็ไม่มีผู้ใดตอบอีก ท่านจึงกล่าวอีก “มีผู้ใดมาจากเผ่านี้ไหม?” 

จึงมีชายคนหนึ่งลุกขึ้น และกล่าวว่า “ฉันเอง โอ้ ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ” 

ท่านจึงกล่าวแก่ชายคนนั้นว่า “เหตุใดเล่าท่านจึงไม่ตอบฉันตั้งแต่สองครั้งแรกที่ฉันถาม ที่จริงแล้วฉันมิได้กล่าวถึงพวกท่านเว้นแต่ในทางที่ดี"

"ฉันจะบอกว่าพี่น้องของท่าน คนหนึ่งยังคงถูกกักตัว (ไม่ได้เข้าสวรรค์) เนื่องจากหนี้สินของเขาที่ยังคงค้างชำระ” 

จากนั้นฉันก็เห็นชายคนดังกล่าวช่วยชำระหนี้ให้แก่ผู้ตายจนกระทั่งไม่มีผู้ใดทวงถามให้ชำระอีกต่อไป 

(บันทึก โดยอบูดาวุด หะดษี เลขท่ี 3341)

ในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า

          "ชายคนหน่ึงในหมู่พวกท่านท่ีเสียชีวิตลง ได้ถูกกักตัวไว้ไม่ให้ เข้าสวรรค์เพราะยังมีหนี้สินยังค้างชำระ หากพวกท่านประสงค์ ก็จงช่วยปลดปล่อยเขาเสีย (ด้วยการชดใช้หนี้แทนเขา) หรือไม่ก็ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับการลงโทษของอัลลอฮ์ไป” 

(บันทึกโดย อัลหากิม หะดีษเลขที่ 2216)

          และแม้แต่ชะฮีด (ผู้สละชีพในหนทางของอัลลอฮฺ) ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการลบล้างบาปทั้งหมด ก็ยังถูกยกเว้นในเรื่องหนี้สิน  ดังที่ อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี กล่าวว่า

"ทุก ๆ บาปของชะฮีดนั้นจะได้รับการยกโทษ ยกเว้นเรื่องหนี้สิน” 

(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขท่ี 1886)

มุหัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ บิน ญะหฺช เล่าว่า

มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี แล้วกล่าวว่า “โอ้ท่านเราะสูลลุลอฮฺ ฉันจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบ แทนหากว่าฉันถูกฆ่าตายในหนทางของอัลลอฮฺ?” 

ท่านตอบว่า “สวรรค์” เมื่อชายคนดังกล่าวหันหลังจะเดินกลับไป

ท่านนบี ก็กล่าวว่า “ยกเว้นในกรณีที่ท่านมีหนี้สินค้างชำระ ญิบรีล อะลัยฮิสลาม เพิ่งกระซิบบอกฉันเมื่อกี้นี้”

(บันทึกโดยอะหฺมัด หะดษีเลขท่ี17253)

          ♦ ทั้งนี้ เพราะหนี้สินที่ติดค้างกับมนุษย์ด้วยกันนั้น จำเป็นต้องชดใช้ ไม่ว่าจะในดุนยาหรืออาคิเราะฮฺ และสิ่งที่เป็นสิทธิของมนุษย์ด้วยกันจะไม่ได้รับการยกเว้น นอกเสียจากว่า เจ้าของสิทธิจะยอมยกให้

          ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า การมีหนี้สินนั้นถือเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะมันทำให้จิตใจของผู้เป็นหนี้ว้าวุ่น มีชีวิตที่ไม่เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเราควรหลีกห่างการกู้หนี้ยีมสิน พยายามใช้จ่ายอย่างประหยัด เราจะเห็นว่า มีผู้ขัดสนมากมายท่ีอยากจะใช้จ่ายเยี่ยงเศรษฐี จึงต้องกู้หนี้ยืมสินจากทุก ๆ ทางที่จะทำได้ ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้ว หากแม้ว่าในหนึ่งวันเขาจะมีเพียงอาหารมื้อเดียวก็ไม่ควรจะไปกู้ยืมใครอีก แต่ควรที่จะอดทน และกล่าวว่า 

" โอ้ อัลลอฮ์ ขอพระองค์ประทานความร่ำรวยให้แก่ฉันด้วยเถิด "

อัลลอฮ์ตรัสว่า

“และหากพวกเจ้ากลัวความยากจน อัลลอฮฺก็จะทรงให้พวกเจ้ามั่งมี ด้วยความกรุณาของพระองค์” 

(อัตเตาบะฮฺ: 28) (ชัรห์ริยาดุศศอลิหีน เล่ม 5 หน้า 366)

          และตัวอย่างของการไม่ให้ความสำคัญกับการมีหนี้สินก็คือ การท่ีบางคนกู้ยืมเงินจำนวนมากเพ่ือทำธุรกิจหรือเล่นหุ้น แล้วเขาก็ขาดทุนย่อยยับ จนสุดท้ายอาจต้องติดคุกติดตาราง หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวลและไม่เป็นสุข ทั้งหมดนี้เกิดจากการไม่ให้ความสาคัญกับเรื่องหนี้สิน ทั้งนี้ แม้แต่การตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮ์ ก็ยังมิอาจจะช่วยให้หลุดพ้นจากภาระหนี้สินได้


 สำหรับเจ้าหนี้น้ันก่อนท่ีจะให้ผู้อื่นกู้ยืมทรัพย์สินก็ควรที่จะคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปน้ี 

1. ให้กู้ยืมจากทรัพย์สินที่ดีอัลลอฮ์ตรัสว่า

“และพวกเจ้าอย่าได้มุ่งเอาสิ่งเลวจากนั้นมาบริจาคทั้งๆท่ีพวกเจ้าเองก็ไม่ (อยากจะ) รับสิ่งนั้น ” 

(อัลบะเกาะเราะฮฺ: 267)

2. ให้ตระหนักเสมอว่า เขาจะได้รับผลบุญจากการช่วยเหลือผู้อื่นในครั้งนี้ มิใช่รู้สึกเป็นบุญคุณแก่ผู้ขอยืม หากคิดเช่นนั้นเขาอาจไม่ได้รับผลบุญใด ๆ อัลลอฮ์ ตรัสว่า

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงอย่าทำลายการทำทานของพวกเจ้า โดยการลำเลิกและยังความเจ็บปวด” 

(อัลบะเกาะเราะฮฺ: 264)

         และผลบุญของการให้กู้ยืมนั้น ดังเช่นผลบุญของการบริจาคทาน อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี  กล่าวว่า

"แท้จริงการกู้ยืมนั้น เปรียบได้ดั่งครึ่งหน่ึงของการบริจาคทาน” 

(อิหม่ามอะห์มัด หะดีษเลขท่ี 3911)

3. ควรท่ีจะมีความเห็นอกเห็นใจลูกหนี้ โดยอาจลดหย่อนหนี้สินบางส่วนให้แก่เขา หากเห็นว่าเขามีความยากลำบาก และประสงค์ที่จะชดใช้จริง ๆ อัลลอฮฺ ตรัสว่า

“ถ้าหากลูกหนี้ของสูเจ้าอยู่ในภาวะคับแค้น ก็จงผ่อนปรนให้แก่เขาจนกว่าสถานการณ์ของเขาจะดีขึ้น” 

(อัลบะเกาะเราะฮฺ: 280)

อบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

“มีพ่อค้าคนหน่ึงให้ผู้อื่นยืมเงิน เมื่อใดท่ีเห็นว่าลูกหนี้ของเขามีความยากลำบาก เขาก็จะกล่าวแก่เด็กรับใช้ของเขาว่า

‘พวกเจ้าจงยกหนี้ให้แก่เขาเถิด เผื่อว่าอัลลอฮฺจะทรงผ่อนปรนแก่เรา’ อัลลฮฮฺจึงทรงผ่อนปรนยกโทษให้แก่เขา”

 (อัลบุคอรีย์ หะดีษ เลขท่ี 2078 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 1562)

4. ควรท่ีจะทำสัญญาหนี้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมี พยานรู้เห็น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า

“และเจ้าทั้งหลายจงอย่าระอาที่จะทำการบันทึกมันไม่ว่า (หนี้สินนั้น)

จะเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อย หรือจำนวนมากก็ตาม จนถึงกำหนดของมัน ”

 (อัลบะเกาะเราะฮฺ: 282)


 ส่วนผ้เูป็นหนี้สินก็ควรที่จะปฏิบัตตัวดังต่อไปนี้ 

1. ต้องมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ท่ีจะชดใช้หนี้สิน อบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

“ผู้ใดเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยตั้งใจจะชดใช้คืน อัลลอฮฺจะทรงชดใช้ให้เขา (ด้วยการให้เขาได้มีโอกาสชดใช้)

ส่วนคนท่ีเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไป โดยไม่ตั้งใจที่จะชดใช้คืน อัลลอฮฺจะทำให้มันเสียหาย” 

(อัลบุคอรีย์  หะดีษเลขที่ 2387)

2. จะต้องรีบเร่งชดใช้หนี้สินไม่ผัดผ่อนชักช้า อบูฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

“การผลัดผ่อนชักช้าของผู้ท่ีมีความสามารถจะใช้หนี้นัน ถือเป็นการอธรรมประการหน่ึง” 

(อัลบุคอรีย์ หะดีษเลขท่ี 2288 และ มุสลิม หะดีษเลขที่1564)

          ในหะดีษอีกบทหน่ึงระบุว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้เป็นหนี้ชายคนหนึ่งด้วยการขอยืมอูฐตัวผู้อายุน้อยมาตัวหน่ึง ต่อมาเม่ือมีการรวบรวมอูฐท่ีเป็น ซะกาตมายังส่วนกลาง ท่านนบี  จึงสั่งให้ อบูรอฟิอฺเลือกซื้ออูฐตัวผู้อายุน้อยตัวหน่ึงจากอูฐซะกาต เพื่อนำไปใช้คืนแก่ชายคนนั้น 

แต่อบูรอฟิอ์ กลับมาหาท่านแล้วรายงานว่า “ฉันพบว่ามีแต่อูฐดีๆ ที่อายุครบหกปีไปแล้ว” 

ท่านนบี จึงกล่าวว่า "จงให้อูฐท่ีดีนั้นแก่เขาไป แท้จริงคนท่ีดีที่สุดคือ คนท่ีชดใช้ส่ิงที่ดีที่สุดในหมู่พวกเขา” 

(อัล-บุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 2288 และ มุสลิม หะดษีเลขที่1564)

กวีคนหนึ่งกล่าวไว้(ในทำนองประชดลูกหนี้)  ฉันจะขอผลัดไปวัน ๆ จนกว่าคุณจะเบื่อ และจำใจยอมรับชำระหนี้เพียงครึ่งเดียว

3. ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ให้พ้นจากการมีหนี้สิน

          " โอ้พระผู้อภิบาลแห่งข้า แท้จริง ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความกังวลใจและความโศกเศร้า ความอ่อนแอ และความเกียจคร้าน ความขลาดกลัวและความตระหนี่ การติดหนี้ท่ีมากมายจนล้นตัว และการถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้อธรรม" 

(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 2893)

     ได้มีทาสคนหนึ่งมาหาท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ และ กล่าวว่า “โอ้ อมีรุลมุอ์มินีน ฉันอยากจะไถ่ตัวฉันจากการเป็นทาสแต่ฉันไม่มีความสามารถ”

     ท่านอะลีจึงกล่าวแก่เขาว่า : ฉันจะสอนให้ท่านกล่าวถ้อยคำหนึ่งซึ่ง ท่านเราะสูล  ได้เคยสอนฉันไว้ (หากท่านกล่าวแล้ว) แม้ว่าท่าน มีหนี้สินมากมายขนาดภูเขาศีรฺ อัลลอฮฺก็จะทรงช่วยเหลือท่าน ให้สามารถชำระหนี้นั้นได้

ท่านจงกล่าวว่า

          "โอ้ อัลลอฮฺ ขอให้ข้าพระองค์มีความรู้สึกเพียงพอกับส่ิงท่ีพระองค์ทรงอนุมัติด้วยเถิด เพื่อท่ีจะได้ไม่ต้องไปแสวงหาส่ิงที่พระองค์ทรงห้าม และขอให้ข้าพระองค์มีความมั่งคั่งด้วยความโปรดปรานของพระองค์ โดยไม่ต้องหันไปพึ่งพาผู้ใดนอกจากพระองค์”

 

 

(บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ หะดีษเลขท่ี 3563)


 

แปลโดย : อุศนา พ่วงศิริ / Islamhouse