ก า ร ซิ ก รุ้ ล ล อ ฮ์
  จำนวนคนเข้าชม  5138

 

ก า ร ซิ ก รุ้ ล ล อ ฮ์

 

โดย... อ.อิสฮาก พงษ์มณี


 

 "ความหมายของคำว่า ซิกรุ้ลลอฮ์" 

 

        คำว่าซิกรุ้ลลอฮ์นั้นมีความหมายกว้างมาก เพราะการ ละหมาดก็เรียกว่าเป็นการซิกรุ้ลลอฮ์ได้ อัลลอฮ์ กล่าวในซูเราะฮ์ ฏอฮา อายะห์ที่ ๑๔ ความว่า "จงดำรงละหมาดเพื่อรำลึกถึงฉัน" การอ่านอัลกุรอ่านก็เป็นการรำลึกถึงอัลลอฮ์ การกระทำใดๆ ที่ทำให้เราไม่ลืมอัลลอฮ์ เรียกได้ว่าเป็นการซิกรุ้ลลอฮ์ 
 

(ศ่อเฮี๊ยะห์ อิบนุ คุซัยมะห์ เล่ม ๑ หน้า ๑๐๔)

 

          หากพิจารณาตัวบทและหลักฐานทางศาสนาโดยละเอียดแล้ว พบว่าการซิกรุ้ลลอฮ์มีอยู่สองลักษณะ คือ เฉพาะที่ เฉพาะเวลา และการซิกรุ้ลลอฮ์โดยทั่วไป แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ถ้อยคำที่จะใช้ซิกรุ้ลลอฮ์นั้น ต้องได้มาจากหลักการและหลักฐานทางศาสนา ไม่ใช่ประดิษฐ์คำซิกรุ้ลลอฮ์ขึ้นเอง การซิกรุ้ลลอฮ์เฉพาะที่เฉพาะเวลานั้นได้แก่คำกล่าวในละหมาด ในวาระต่างๆ เช่นการกล่าวตักบีรในวันอีด การกล่าวตั้ลบียะห์ในขณะทำหัจญ์ หรือการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์หลังละหมาด ฟัรฎู เป็นต้น ถ้าหากเราไม่เข้าใจตามนี้ นั่นหมายความว่าเวลา เราสุญูด รุกั้วอ์ และเปลี่ยนอิริยาบถในละหมาด เราก็สามารถ กล่าวอะไรก็ได้ที่เป็นคำรำลึกถึงอัลลอฮ์ หรืออาจเปลี่ยนเป็นอ่านอัลกุรอ่านก็ได้ ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เราไม่กล่าวคำว่า อัลลอฮุอักบัร ในขณะสุญูดทั้งๆ ที่การกล่าว อัลลอฮุอักบัร ก็เป็นการซิกรุ้ลลอฮ์เช่นกัน และเราไม่กล่าวคำว่า ซุบฮานะรอบียัลอะอ์ลา ในขณะเงยขึ้นจาก รุกั้วอ์ ทั้งๆ ที่การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการซิกรุ้ลลอฮ์ เช่นกัน

 

        การซิกรุ้ลลอฮ์โดยทั่วไป คือไม่จำกัดว่าเป็นเวลาใดหรือ สถานที่ใดยกเว้นเวลาและสถานที่ๆ ต้องห้าม (ในห้องส้วม ขณะถ่ายทุกข์ หรือร่วมประเวณี )เช่น ฮะดีษที่ว่า


 حدثنا عبد الله بن مسلمة عن 6042 مالك عن سمي عن أبي صالح عن أبي هريرة رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال من قال سبحان الله وبحمده في يوم مائة مرة حطت خطاياه وإن كانت مثل زبد البحر

 

มีรายงานจากอะบูฮุรอยเราะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า 

"ผู้ใดกล่าวว่า ซุบฮานั่นลอฮ์วะบิฮัมดิฮี ร้อยครั้งต่อวัน ความผิดบาปของเขา ถูกลดลงแม้จะเท่าฟองน้ำทะเลก็ตาม"

(อัลบุคอรี / ๖๐๔๒)

          แม้เราจะพูดว่าการซิกรุ้ลลอฮ์ในลักษณะที่สองนี้มิได้ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ แต่ก็ยังถูกจำกัดด้วยถ้อยคำที่จะนำมากล่าวเพื่อซิกรุ้ลลอฮ์ คือ เราไม่สามารถจะซิกรุ้ลลอฮ์ด้วยถ้อยคำใดก็ได้ตามที่เราคิดขึ้นเอง เช่น การซิกรุ้ลลอฮ์ด้วยคำว่า ฮู ฮา ฮุ หรือ ฮุว่า ถ้อยคำที่ใช้ในการซิกรุ้ลลอฮ์ที่ถูกต้องนั้นต้องได้ มาจากตัวบทหลักฐาน คงไม่มีผู้ใดซิกรุ้ลลอฮ์ด้วยถ้อยคำว่า พระเจ้า พระเจ้า พระเจ้า, ตุฮัน ตุฮัน ตุฮัน, ก๊อด ก๊อด และก็ก๊อด เป็นแน่ เพราะคำเหล่านี้ไม่มีอยู่ในคำสอนไม่ว่าจะจากอัลกุรอ่าน อัซซุนนะห์ที่ถูกต้อง หรือจากแนวปฏิบัติของศ่อฮาบะห์ ท่านหนึ่งท่านใด ดังนั้นการที่เรากล่าวว่า มิได้จำกัดนั้น หมายถึง เวลาและสถานที่ หาใช่ถ้อยคำที่จะกล่าวไม่

         ส่วนประเด็นที่เราพูดถึงนี้คือการซิกรุ้ลลอฮ์หลังละหมาด ซึ่งเป็นซิกรุ้ลลอฮ์ที่มีการระบุเวลาที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์โดยทั่วๆ ไป ดังนั้นเราคงไม่นำคำกล่าวใด ๆ ที่ไม่มีคำสอนให้กล่าวหลังละหมาดมากล่าวหลังละหมาดเป็นแน่ เช่น ซุบ ฮานะรอบบิยัลอะลา หรือ ซุบฮานะรอบบิยัลอะซีม ทั้งๆ ที่สอง คำนี้ก็เป็นการซิกรุ้ลลอฮ์ เช่นกัน สรุปง่ายๆ คือการซิกรุ้ลลอฮ์ หลังละหมาดมีตัวบทหลักฐานเฉพาะ ไม่ควรนำเรื่องการซิกรุ้ลลอฮ์โดยทั่วไปมาเกี่ยวข้อง


        กรณีของศ่อฮาบะห์ที่รวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงอัลลอฮ์ ในมัสยิดตามที่ผู้เขียนได้ยกตัวบทจากการบันทึกของอิหม่ามมุสลิมมาอ้างอิงนั้น หาได้มีข้อความใดระบุว่าเป็นการกระทำหลังละหมาด และตัวบทที่อ้างถึงนั้นก็มิได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์พร้อมๆ กัน ความหมายของฮะดีษดังกล่าวอาจ เป็นไปได้ทั้งสองทางคือรวมตัวกันซิกรุ้ลลอฮ์โดยกล่าวคำหนึ่งคำใดพร้อมๆ กัน หรือมีการรวมตัวกันจริง แต่เป็นลักษณะต่างคนต่างซิกรุ้ลลอฮ์ของตนไป ความหมายหลังนี้ไม่มีผู้ใดบอกว่าไม่ได้ ส่วนความหมายแรกนั้นเป็นความเข้าใจที่น่าจะไม่ถูกต้อง และผู้ชี้ว่าไม่ถูกต้องก็คือ ศ่อฮาบะห์นั่นเอง ดังปรากฏตัวบทดังนี้


- عن أبي البختري قال بلغ عبد الله بن 5408 مسعود أن قوما يقعدون من المغرب إلى العشاء يسبحون يقولون قولوا كذا قولوا كذا قال عبد الله إن قعدوا فآذنوني بهم فلما جلسوا آذنوه فانطلق إذا آذنوه فدخل وعليه برنس فأخذوا في تسبيحهم فحسر عبد الله عن رأسه البرنس وقال أنا عبد الله بن مسعود فسكت القوم فقال لقد جئتم ببدعة ظلما أو لقد فضلتم أصحاب محمد صلى الله عليه وسلم علما قال فقال رجل من بني تميم ما جئنا ببدعة ظلما وما فضلنا أصحاب محمد صلى الله عليه وسلم علما فقال عمرو بن عتبة بن فرقد أستغفر الله يا ابن مسعود وأتوب إليه قال فأمرهم أن  يتفرقوا

         มีรายงานจากอะบุลบุคตุรี่ว่า ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ มัสอู๊ด ทราบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งนั่ง(ล้อมวงกัน) ช่วงระหว่างมัฆริบถึงอิชาอ์ โดยที่พวกเขากล่าวตัสเบี๊ยห์กัน โดยจะสั่งกันและกันให้กล่าวอย่างนั้นอย่างนี้

     ท่านอิบนุมัสอู๊ดสั่งว่าหากพวกเขานั่งทำอีก ก็ให้(ผู้ที่เห็นการกระทำดังกล่าว) มาบอกท่าน(ต่อมา) พวกเขาก็นั่ง (ล้อมวงเพื่อซิกรุ้ลลอฮ์ในลักษณะดังกล่าวอีก )จึงได้มีคนมาบอกท่าน 

     ท่านไป(หาพวกเหล่านั้น)พร้อมกับผู้มาบอก บนศีรษะท่านมีผ้าคลุม (เมื่อไปถึงก็พบว่าพวกเขา) ทำการกล่าวตัสเบี๊ยห์ กันอยู่ท่านอิบนุมัสอู๊ดจึงเปิดผ้าคลุมศีรษะออกพลางกล่าวว่าฉัน คืออับดุลลอฮ์ อิบนุ มัสอู๊ด พวกนั้นจึงเงียบ 

     ท่านกล่าวต่อไปว่า พวกท่านนำมาซึ่งบิดอะห์ (อุตริกรรม) ที่อธรรม หรือไม่เช่นนั้น พวกท่านก็ประเสริฐกว่าบรรดาศ่อฮาบะห์ของร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งความรู้ 

     มีชายผู้หนึ่งจากบะนู ตะมีม กล่าวขึ้นว่า เรามิได้(ประสงค์)ทำบิดอะห์(อุตริกรรม) ที่อธรรม และเราก็มิได้มีความรู้ประเสริฐไปกว่าบรรดาศ่อฮาบะห์ ของท่านร่อซู้ล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 

     ต่อมา(บุคคลผู้ หนึ่งที่นั่งร่วมวงซิกรุ้ลลอฮ์ชื่อว่า) อัมร์ อิบนุ อุตบะห์ อิบนุ ฟัร กอด จึงกล่าวขึ้นว่า ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ โอ้ท่านอิบนุมัสอู๊ด และขอกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ 

( อะบุ้ลบุคตุรี่เล่าต่อไปว่า ) ท่านอิบนุมัสอู๊ดได้สั่งให้พวกนั้นแยกย้ายกันไป 

(มุศอนนัฟ ของ อับดุรรอซซาก เล่ม ๓ หน้า ๒๒๑ ฮะดีษลำดับที่ ๕๔๐๘)

        จากรายงานข้างต้นนี้พอยืนยันได้ว่า การรวมตัวที่กล่าวถึงในบันทึกของอิหม่ามมุสลิมนั้นหาใช่เป็นการรวมตัวเพื่อกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ในลักษณะพร้อมๆ กันไม่ หากแต่เป็นการรวมตัวกัน ในลักษณะต่างคนต่างปฏิบัติ เพราะอิบนุมัสอู๊ดผู้เป็นศ่อฮาบะห์ อาวุโสท่านหนึ่งไม่ยินยอมที่จะให้มีการตั้งวงซิกรุ้ลลอฮ์ใน ลักษณะกล่าวพร้อมๆ กัน ผู้ที่ตำหนิการกระทำดังกล่าวหาได้มีเพียงอิบนุมัสอู๊ดเท่านั้น หากแต่มีศ่อฮาบะห์อาวุโสอีกท่านหนึ่งที่ แสดงความรังเกียจการกระทำเช่นว่านี้ด้วย ศ่อฮาบะห์ท่านนั้นคือ อะบูมูซา อัลอัชอะรี่ ดังปรากฏตามบันทึกของอัฏฏอบรอนี่ ใน มั๊วญัมอัลกะบีร ลำดับฮะดีษเลขที่ ๘๖๓๖ 

 

        ดังนั้น การอธิบายฮะดีษใดๆ ควรนำแนวปฏิบัติของศ่อฮาบะห์หรือคำพูดคำสอนของ ท่านเหล่านั้น มาอธิบายจะถูกต้องเที่ยงตรงกว่า เพราะท่านเหล่านั้นเข้าใจในคำพูดของร่อซู้ล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ดีกว่าเรา