ประวัติศาสตร์อิสลาม : เครื่องหมายการเป็นนะบีของมุฮัมมัด

ข่าวดีของบรรดาอันบิยาอฺ 3


เครื่องหมายการเป็นนบีของท่านนบีมูฮัมหมัด


มีรายงานจากท่านอิบนิ อับบ๊าสแจ้งว่า อบูซุฟยาน อิบนิ ฮัรบฺ ได้เล่าให้ฉันฟังจากปากของท่านเองว่า :

          ในช่วงที่ฉันกำลังต่อต้านท่านรอซูล นั้น ฉันกำลังเดินทาง และในขณะที่ฉันอยู่ที่ประเทศชาม ก็มีผู้นำสาส์นจากท่านนบีไปมอบให้ฮิร๊อกลฺ จักรพรรดิแห่งโรมัน และผู้ที่ถือสาส์นนั้นก็คือ ดียะห์ อัลกัลป์บีย์ ได้มอบสาส์นดังกล่าวให้ข้าหลวงเมืองบุศรอ เพื่อนำไปมอบให้จักรพรรดิโรมันอีกต่อหนึ่ง เมื่อจักรพรรดิโรมันได้รับสาส์นดังกล่าวแล้ว จึงกล่าวว่า :
          มีใครสักคนไหมในที่นี้ที่เป็นพวกของชายที่อ้างตนว่าเป็นนบี?

บรรดาข้าราชบริพารจึงทูลตอบว่า :
          มีพะยะค่ะ

          อบูซุฟยานเล่าต่อไปอีกว่า  ฉันก็ถูกเรียกตัวเข้าไปในวังพร้อมกับชาวกุเรชอีกหลายคนเพื่อตอบข้อซักถามของจักรพรรดิโรมันโดยตรง

โดยเริ่มคำถามที่ว่า :
          ใครเป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของชายผู้นี้(มุฮัมหมัด)?


อบูซุฟยานตอบว่า :
          ฉันเองที่เป็นญาติสนิทของเขา

         ดังนั้นข้าราชบริพารจึงให้ฉันขยับไปนั่งข้างหน้าจักรพรรดิและให้พวกของฉันขยับมาอยู่ด้านหลังฉัน จักรพรรดิโรมันได้เรียกล่ามประจำพระองค์และพูดว่า :
         บอกพวกของเขา(อบูซุฟยาน)ว่า ฉันจะถามเขาถึงบุคคลที่อ้างตนว่าเป็นนบี หากว่าเขาโกหกก็ขอให้พรรคพวกของเขาบอกมาเลยว่าโกหก

          อบูซุฟยานได้เล่าว่า ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ว่า หากว่าฉันไม่กลัวผู้คนจะประณามว่าฉันเป็นคนโกหกแล้วละก็ ฉันจะโกหกเขา

ฮิร็อกลฺ กล่าวผ่านล่ามว่า :
          ถามเขาซิว่า เชื้อสายตระกูลของเขา(มุฮัมหมัด) เป็นมาอย่างไร?

อบูซุฟยานกล่าวว่า : ฉันตอบว่า
          เขา(มุฮัมหมัด) สืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่มีเกียรติในหมู่พวกเรา

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          บรรพบุรุษของเขานั้น มีใครเคยเป็นกษัตริย์หรือไม่?

ฉันตอบว่า :
          ไม่มี

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          ก่อนที่เขาจะประกาศตนว่าเป็นนบี พวกท่านเคยกล่าวหาว่าเขาเป็นคนโกหกหรือไม่?

ฉันตอบว่า :
          ไม่

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          มีใครบ้างที่ปฏิบัติตามเขา? เป็นคนที่มีฐานะ หรือเป็นคนที่ไม่มีฐานะ?

ฉันตอบว่า :
          ครับ แท้จริงผู้ที่ปฏิบัติตามเขาล้วนมาจากผู้ที่ไม่มีฐานะ

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          ผู้ที่ปฏิบัติตามเขานั้น มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หรือลดลง?

ฉันตอบว่า :
          มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          ผู้ที่ปฏิบัติตามเขานั้น ต่อมาก็ออกจากศาสนา อันเนื่องมาจากไม่ชอบศาสนานั้น มีบ้างหรือไม่?

ฉันตอบว่า :
          ไม่มี

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          พวกท่านสู้รบกับเขาหรือไม่?

ฉันตอบว่า :
          ถูกแล้ว เราสู้รบกับเขา

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          การสู้รบปรากฏผลเป็นเช่นใดบ้าง?

ฉันตอบว่า :
          ก็ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ

ฮิร็อกลฺ ถามอีกว่า :
          เขาเป็นคนผิดสัญญาหรือไม่?

ฉันตอบว่า :
          เขาไม่เคยผิดสัญญา และในขณะนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเอาอย่างไรกับเราแน่
          (ขณะนั้นท่านนบีทำสัญญา “ฮุดัยบียะห์” กับพวกมุชริกีน)

อบูซุฟยานจึงกล่าวต่อไปวว่า :
          ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอีกแล้ว นอกจากช่วยบอกเขาถึงเรื่องนี้ด้วย

ฮิร็อกลฺ จึงถามอีกว่า :
          คำอ้างเป็นนบีของเขานั้นมีใครเคยอ้างมาก่อนหรือไม่?

ฉันตอบว่า :
          ไม่มี

ฮิร็อกลฺ จึงพูดกับล่ามว่า :


          บอกกับอบูซุฟยานซิว่า ที่ฉันถามถึงเชื้อสายตระกูลของเขา(มุฮัมหมัด) ในหมู่พวกท่าน และพวกท่านก็ตอบว่า เชื้อสายตระกูลของเขา(มุฮัมหมัด)นั้นมีเกียรตินั้น
นั่นแหละเหมือนกับที่บรรดารอซูลทั้งหลายได้ถูกคัดเลือกและได้รับการแต่งตั้งมาจากตระกูลที่มีเกียรติ 


          ที่ฉันถามว่า “บรรพบุรุษของเขานั้นมีผู้ใดเคยเป็นกษัตริย์หรือไม่?” และท่านก็ตอบว่า “ไม่มี” นั้น ฉันขอบอกว่า
ถ้าหากบรรพบุรุษของเขาเคยเป็นกษัตริย์ ฉันก็จะพูดได้ว่า บุคคลนี้กำลังแสวงหาอำนาจแห่งบรรพบุรุษของตน

          ที่ฉันถามว่า “ก่อนที่เขาประกาศตนเป็นนบีนั้น พวกท่านเคยกล่าวหาว่าเขาเป็นคนโกหกหรือไม่” และท่านก็ตอบว่า “ไม่”นั้น
ฉันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนประเภทไม่โกหกต่อมนุษย์แล้วไปโกหกต่ออัลเลาะห์


          ที่ฉันถามว่า “ผู้ที่ปฏิบัติตามเขา แล้วต่อมาก็ออกจากศาสนา อันเนื่องมาจากไม่ชอบศาสนานั้นมีบ้างหรือไม่?” แล้วท่านก็ตอบว่า “ไม่มี”นั้น
พึงรู้เถิดว่า ในทำนองเดียวกัน ความสะอาดบริสุทธิ์ของการศรัทธาเมื่อเข้าผสมผสานอยู่ในหัวใจแล้ว ก็จะไม่ออกไปไหน


          ที่ฉันถามว่า “ผู้ที่ปฏิบัติตามเขานั้น มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหรือลดลง?” และท่านก็ตอบว่า “มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น” นั้น
พึงรู้เถิดว่า ในทำนองเดียวกัน การอีหม่านศรัทธานั้น จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะเต็มบริบูรณ์


          ที่ฉันถามว่า “พวกท่านสู้รบกับเขาหรือไม่? และท่านตอบว่า “ถูกแล้ว เราสู้รบกับเขา” และว่าผลของการสู้รบก็คือ “ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ” นั้น
พึงทราบเถิดว่า ในทำนองเดียวกัน บรรดารอซูลนั้นต้องถูกทดสอบ และในบั้นปลายนั้น(ชัยชนะ)จะเป็นของบรรดารอซูล


          ที่ฉันถามว่า “เขาเป็นคนผิดสัญญาหรือไม่?” และท่านก็ตอบว่า “เขาไม่เคยผิดสัญญา” นั้น
พึงรู้เถิดว่า ในทำนองเดียวกัน บรรดารอซูลนั้นจะไม่ผิดสัญญา


          ที่ฉันถามว่า “การอ้างเป็นนบีของเขานั้น มีใครเคยอ้างมาก่อนหรือไม่?” และท่านก็ตอบว่า “ไม่มี”
พึงรู้เถิดว่า ฉันขอกล่าวว่า หากมีผู้ใดอ้างเช่นนั้นก่อนเขา ฉันพูดได้ว่า เขาก็เอาอย่างผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเช่นนั้นมาแล้ว

อบูซุฟยานในฐานะที่เป็นผู้รายงานฮะดีษนี้ได้เล่าต่อไปว่า

ฮิร็อกลฺ กล่าวว่า :
         
ถ้าหากสิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แน่นอนเขาก็คือนบี และฉันรู้มาก่อนแล้วว่าเขาจะมาปรากฏ แต่ฉันไม่นึกว่าเขาจะมาจากคนในหมู่พวกท่าน ถ้าหากว่าฉันพอมีทางที่จะไปพบเขาได้ ฉันก็อยากจะไปพบเขา ถ้าหากฉันมีโอกาสได้อยู่กับเขา ฉันจะเช็ดรองเท้าให้เขา และแน่นอนอำนาจของเขาก็จะแผ่คลุมมาถึงผู้อยู่ใต้การปกครองของฉันด้วย

          จากนั้นฮิร็อกลฺ ก็ให้คนนำสาส์นของท่านรอซูลมา แล้วก็อ่านสาส์นนั้น

บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม


คำอธิบาย

          ฮะดีษนี้นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแสดงว่าท่านนบีมุฮัมหมัด เป็นผู้มีจริยธรรมอันสูงส่ง จนกระทั่งผู้ที่เป็นศัตรูต้องยอมสยบต่อความจริงในฐานะที่ท่านเป็นนบีของอัลเลาะห์อย่างแท้จริง ดังที่เราได้ทราบจากคำพูดของอบูซุฟยาน เพราะในช่วงเวลานั้น อบูซุฟยานยังไม่ได้เข้ารับอิสลาม ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นศัตรูตัวฉกาจของท่านรอซูลอีกด้วย

          คำตอบที่อบูซุฟยานตอบจักรพรรดิโรมันนั้น นอกจากเป็นการยืนยันถึงจริยธรรม และสภาพความจริงของท่านรอซูล และบรรดาผู้ที่เชื่อถือและปฏิบัติตามท่าน ตลอดจนการสู้รบเกิดขึ้นระหว่างท่านนบีกับหมู่คณะของท่านแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คนอาหรับในสมัยญาฮิลียะห์นั้น ไม่ชอบการโกหก แม้นว่าจะพูดถึงศัตรูก็ตาม ดังจะเห็นได้จากท่าทีของอบูซุฟยานในเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าถ้าหากพูดโกหกแม้เพียงในเรื่องนี้ ก็จะทำให้บรรดาผู้ติดตามที่เข้าพบฮิร็อกลฺ นำเรื่องดังกล่าวเล่ากันต่อๆไป อันจะเป็นเหตุทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้ว่าเขาเป็นคนโกหก และจะหมดความเชื่อถือ
  
          การที่อบูซุฟยานกลัวเรื่องนี้มากนั้น นับเป็นการชี้ให้เห็นว่าคำตอบของเขานี้เองเป็นเหตุทำให้จักรพรรดิโรมันได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านรอซูล และเป็นแรงผลักดันให้จักรพรรดิโรมันมีเจตนาอย่างแน่วแน่ที่จะศรัทธาและรับใช้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากได้เรียนรู้เรื่องการมาปรากฏของท่านนบีจากคัมภีร์ก่อนๆ ซึ่งคัมภีร์เหล่านั้น ได้ระบุถึงผู้ที่จะมาเป็นนบีคนสุดท้ายต่อจากท่านนบี อีซา นั่นก็คือท่านนบีมุฮัมหมัดนั่นเอง

          ที่น่าเสียดายในเรื่องนี้ก็คือ ทั้งๆที่จักรพรรดิโรมันยอมรับว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด คือรอซูล ผู้ประกาศศาสนาของอัลเลาะห์ แต่ท่านเองก็ไม่ได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ทั้งนี้เพราะว่า บรรดาข้าราชบริพารรอบๆท่านเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบาทหลวงในคริสต์ศาสนา ได้พยายามทำทุกวิถีทางที่จะยับยั้งมิให้ท่านเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม และในที่สุดความพยายามนั้นก็ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้ด้วยการข่มขู่จักรพรรดิโรมันว่า :
        “หากพระองค์เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ราชบัลลังก์ของพระองค์ก็เห็นทีจะถึงกาลวิบัติสิ้นสุดกัน”
          ในที่สุดจักรพรรดิโรมันก็ไม่ได้เข้ารับอิสลาม

วัสสลาม


Click <<< ข่าวดีของบรรดาอันบิยาอฺ (อะลัยฮิมุสสลาม) 2                                

การเข้ารับอิสลามของอัมรฺ อิบนุลอ๊าศ และคอลิด อิบนุวะลีด 

ที่มา : ประวัติศาสดามุฮัมหมัด ในอัซซุนนะห์

โดย : สายสัมพันธ์                                      

พิมพ์จาก : http://www.islammore.com/main/content.php?category=10&id=966
วันที่ : วันนี้**
มุสลิมไทย http://www.islammore.com