สาระธรรมอิสลาม : อัล อะกีดะฮ์ ศาสนาอัล อิสลาม

ศาสนา อัล – อิสลาม

               อัล-อิสลาม วิถีแนวทางการดำเนินชีวิตที่พระองค์อัลลอฮฺ   ทรงประทานแด่ท่านนบีมุฮัมมัด   พระองค์ทรงให้อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายที่สมบูรณ์เพื่อปวงบ่าวของพระองค์ ทรงให้ความโปรดปรานครบถ้วนแก่พวกเรา และพึงพอใจ(เลือก)อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเราโดยไม่ทรงรับรองจากผู้ใดซึ่งศาสนาอื่น  พระองค์ทรงตรัสว่า

“มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นรสูลของอัลลอฮฺ และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่ง”                       (อัล อะหซาบ 40)

“.....วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว  ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า  และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว.....”                           (อัลมาอิดะฮ 3 ) 

“ แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮฺคืออิสลาม.....”            ( อาละ อิมรอน 19 )

“และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นไปจากศาสนาอิสลามแล้ว(การนอบน้อมต่ออัลลอฮฺเพื่อสันติ) ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา   เป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน”                ( อาละ อิมรอน 85 )    

               อัลลอฮฺ   ทรงได้บัญญัติให้มวลมนุษย์ชาติ นับถือศาสนาเพื่อพระองค์ ดังได้ทรงตรัสแก่ท่านรสูล   ว่า

“ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย   แท้จริงฉันคือรสูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่านทั้งมวล   ซึ่งพระองค์นั้นอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นของพระองค์  ไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย  ดังนั้น พวกท่านจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็น  ซึ่งเขาศรัทธาต่ออัลลอฮฺและดำรัสทั้งหลายของพระองค์  และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขาเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับคำแนะนำ”                (อัล อะอรอฟ 158)

ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺรฎิฯ กล่าวไว้ในศอฺหิหบุคอรีว่า  ท่านรสูล   ได้กล่าวว่า

((والذي نفس محمد بيده لا يسمع بي أحد من هذه الأمة يهودي ولا نصراني ، ثم يموت ولم يؤمن بالذي أرسلت به إلا كان من أصحاب النار )).

“ฉันขอสาบานด้วยพระผู้ซึ่งชีวิตมุฮัมมมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  ฉันไม่เคยได้ยินว่าผู้ใดในประชาชาตินี้  ไม่ว่าจะเป็นยะฮูดี (ยิว) หรือนัศรอนี (คริตสเตียน)หลังจากสิ้นชีวิตโดยเขามิได้ศรัทธามั่นต่อสิ่งที่ถูกประทานมาแก่ฉัน  นอกจากว่า เขาผู้นั้นเป็นชาวนรก”

               การศรัทธาต่อท่านรสูล   คือ การยอมรับเชื่อฟังและปฏิบัติตามในสิ่งที่ท่านได้ชี้แนะ มิใช่แค่การยอมรับเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ลุงของท่าน อบูฎอลิบจึงยังมิได้ศรัทธาต่อท่านรสูล   แม้ว่าจะยอมรับในสิ่งที่ท่านนำมาเป็นพยานว่าเป็นศาสนาอันประเสริฐสุดก็ตาม

               ศาสนาอิสลาม มีคุณประโยชน์มากมาย ดั่งเช่นศาสนาที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้านี้ แต่จุดเด่นของอัลอิสลามคือ ความเหมาะสมสำหรับทุกกาลสมัย ทุกสถานที่ และทุกประชาชาติ ดังที่อัลลอฮฺ   ทรงตรัสแก่ท่านรสูล   ว่า

“ และเราได้ประทานคัมภีร์ (อัล กุรอาน) ลงมาแก่เจ้า (มุฮัมมัด) ด้วยความจริง ในฐานะเป็นที่ยืนยันคัมภีร์เบื้องหน้ามัน และเป็นที่ควบคุมคัมภีร์ (เบื้องหน้า)นั้น ดังนั้นเจ้าจงตัดสินระหว่างพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺ ประทานลงมาเถิด......” (อัล มาอิดะฮ 48)          

              ความหมายที่ว่าอิสลามนั้นเหมาะสมที่สุดสำหรับ ทุกกาลเวลาสถานที่และทุกประชาชาตินั้นคือ ผู้ใดได้ยึดมั่นไม่ว่าสมัยไหน สถานที่ใด จะไม่ขัดต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชาติ(อุมมะฮฺ)นั้นๆ อิสลามมีความเที่ยงธรรม ยุติธรรมและถูกต้องเสมอ อิสลามไม่ยอมจำนนหรืออ่อนข้อให้แก่กาลเวลา สถานที่ และมวลประชาชาติดังที่บางท่านเข้าใจ

          ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่ทรงธรรม ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ   ทรงรับประกันสิทธิของผู้ยึดมั่น และสัญญาจะช่วยเหลือแก่ผู้ใดก็ตามที่ยึดถือและปฏิบัติตาม  พระองค์จะทรงยกย่องเขาเหนือกว่า และดีเด่นกว่าผู้อื่น 
ดังพระองค์ทรงตรัสว่า

“พระองค์คือผู้ทรงส่งรสูลของพระองค์ด้วยการชี้นำทางและศาสนาแห่งสัจธรรม เพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาอิสลามอยู่เหนือศาสนาทั้งมวล แม้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีจะเกลียดชังก็ตาม”                                       ( อัศ ศอฟ  9 ) 

“ อัลลอฮฺทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า  และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า  แน่นอน พระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงในแผ่นดิน  เสมือนดังที่พระองค์ ทรงให้แก่บรรดาชนก่อนหน้าพวกเขา  เป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราน เป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา  และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขา ได้รับความปลอดภัย หลังจากความกลัวของพวกเขา  โดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้า   ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้าและผู้ใดปฎิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือ ผู้ฝ่าฝืน”                   (อัน นูร 55)

ศาสนาอิสลาม ประกอบขึ้นด้วยหลักการศรัทธา (อะกีดะฮฺ) หลักกฎหมาย (ชะรีอะฮฺ)  ที่สมบูรณ์ ดังนี้

1. บทบัญญัติในเรื่องหลักเอกภาพ (เตาฮีด) ห้ามการตั้งภาคี (ชิรกฺ)

2. บทบัญญัติในเรื่องความสัจจะ ห้ามการพูดเท็จ พูดโกหก

3. บทบัญญัติในเรื่องความยุติธรรม ห้ามการคดโกง ฉ้อฉล

4. บทบัญญัติในเรื่องความซื่อสัตย์ ห้ามการบิดพลิ้ว

5. บทบัญญัติในเรื่องความซื่อสัตย์ต่อสัญญา ห้ามการทุจริตคดโกง

6. บทบัญญัติในเรื่องการทำความดีต่อบิดามารดา ห้ามการเนรคุณ

7. บทบัญญัติในเรื่องความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ห้ามการตัดญาติขาดมิตร

8. บทบัญญัติในเรื่องอัธยาศัยไมตรีที่ดีงาม ห้ามกระทำความเลวทราม    

สรุป โดยทั่วไปว่า อิสลาม บัญญัติใช้ในเรื่องคุณธรรมจรรยามารยาที่ดีงาม และห้ามการกระทำสิ่งที่ต่ำช้าเลวทรามทั้งหลาย อิสลามใช้ให้กระทำและส่งเสริมให้ปฏิบัติความดีงามทุกประการ
พระองค์ทรงตรัสว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำดี   และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด และให้ละเว้นการทำลามก และการชั่วช้า  และการอธรรม  พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้า  เพื่อพวกเจ้าจักได้รำลึก”   (อัล นะห์ล 90)

                                                                            หลักการ และพื้นฐาน Click here

พิมพ์จาก : http://www.islammore.com/main/content.php?category=42&id=214
วันที่ : วันนี้**
มุสลิมไทย http://www.islammore.com