กรณีใส่ร้าย ท่านหญิงอาอิชะห์ พร้อมด้วยข้อชี้แจง
  จำนวนคนเข้าชม  7083

 

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาของบรรดาผู้ศรัทธา (4)


โดย...One Muslimah.

 
 กรณีใส่ร้าย ท่านหญิงอาอิชะห์ พร้อมด้วยข้อชี้แจง


          ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้รับการทดสอบอย่างหนักที่สุดตั้งแต่เมื่อท่านหญิงอาอิชะฮ์อายุยังน้อย โดยนางได้ถูกปรักปรำจากพวกตลบตะแลง คือ อับดุลลอฮฺ บิน อุบัย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางกลับจากสงครามบนูอัลมุสฏอลิก ในปี ฮ.ศ. ที่  5 ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้กล่าวว่า

 

“ก่อนที่ท่านรอซูลจะออกเดินทางสู่การรบ ท่านเคยใช้วิธีการเลือกโดยอาศัยดอกธนูว่าท่านจะให้ภรรยาของท่านคนใดไปกับท่าน ในสงครามครั้งหนึ่ง ฉันต้องออกไปกับท่านหลังจากที่คำสั่งเรื่องฮิญาบได้ถูกประทานมา โดยปกติแล้วฉันจะเดินทางในที่นั่งบนหลังอูฐที่ปกปิดมิดชิด เราได้เดินทางไปกับท่านรอซูล  จนกระทั่งท่านเสร็จสงคราม

ขณะเดินทางกลับใกล้จะถึงมะดีนะห์ เราได้หยุดพักตอนกลางคืน หลังจากนั้นท่านก็สั่ง ให้เราเดินทางต่อ ฉันได้ออกมาจากที่นั่งและเดินห่างออกมาจากกองทหารเพื่อผ่อนคลายตัวเอง เมื่อฉันกลับมา ปรากฏว่าสร้อยคอเส้นโปรดของฉันได้หลุดหล่นหายไป ดังนั้น ฉันจึงได้เดินค้นหาจนทั่ว ขณะนั้นกองทัพได้ออกเดินทางไปแล้ว และคนแบกแคร่ได้ยกแคร่ขึ้นบนหลังอูฐโดยคิดว่าฉันนั่งอยู่ในนั้น โดยที่พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าฉันอยู่ในนั้นหรือไม่เมื่อพวกเขายกแคร่ขึ้น เพราะในตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กมาก

หลังจากนั้น พวกเขาจึงจูงอูฐออกเดินทางต่อ ฉันพบสร้อยคอของฉันหลังจากที่ทหารออกเดินทางไปแล้ว และฉันได้ตะโกนเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ ฉันจึงอยู่ที่นั่นโดยคิดว่าพวกเขาไม่เห็นฉัน พวกเขาจะย้อนกลับมารับฉัน ในขณะที่ฉันนั่ง คอยอยู่นั้น ฉันได้เผลอหลับไป”

          ซอฟวาน อิบนุล มุอัฏฏอ อัสสะละมี ซึ่งเดินทางตามหลังกองทัพ (เพื่อดูสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง) ได้มาเห็นฉันเข้าและเขารู้ว่าฉันเป็นใคร เพราะเขาเคยเห็นฉันมาก่อนที่จะมีคำสั่งเรื่องฮิญาบ เมื่อฉันตื่นขึ้นมา เขาก็ถอยออกไปและฉันก็เอาเสื้อคลุมมาปิดหน้าของฉัน และด้วยพระนามของอัลลอฮฺเขาไม่ได้กล่าวอะไรออกมาสักคำและฉันก็ไม่ได้ยินอะไรจากเขา นอกจากเห็นเขาถอยห่างไป หลังจากนั้นเขาก็ได้ให้ม้าของเขาคุกเข่าลงเพื่อให้ฉันขึ้นนั่งบนหลังม้า และเขาก็นำฉันไปจนกระทั่ง เราได้มาทันกองทหาร

หลังจากนั้น ฉันก็ถูกนินทาใส่ร้ายและถูกตำหนิเป็นเดือน ผู้คนได้เริ่มซุบซิบและแพร่ข่าวเท็จ ในระหว่างที่ฉันป่วย ฉันเริ่มระแวงและรู้สึกว่าไม่ได้รับความเอ็นดูจากท่านรอซูล

เมื่อท่านเข้ามาในห้อง ท่านได้ทักทายเราและกล่าวว่า “เป็นอย่างไรกันบ้างวันนี้”

แล้วก็ออกไป ฉันไม่รู้ว่าทำไมท่านได้พูดเช่นนั้น จนกระทั่ง ฉันฟื้นจากไข้และสามารถออกไปข้างนอกได้ ขณะที่ฉันได้ไปห้องนํ้ากับอุมม์มุซัตตา

นางได้กล่าวว่า “เธอได้ยินสิ่งที่กำลังรํ่าลือกันไหม”

แล้วนางก็บอกฉันเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้คนโจษขานกัน หลังจากได้ยินเช่นนั้น ฉันก็รู้สึกเจ็บไข้ยิ่งกว่าเก่า หลังจากที่ฉันกลับบ้านได้ไม่นาน

ท่านรอซูลก็ได้เข้ามาและกล่าวว่า “เป็นอย่างไรกันบ้างทุกคน”

ฉันได้กล่าวว่า “ฉันขออนุญาตให้ท่านนำพ่อแม่ของฉันมาหน่อยได้ไหม” เมื่อท่านอนุญาตและพ่อแม่ได้มาหาฉัน"

ฉันได้บอกแม่ของฉันว่า “แม่ผู้คนกำลังพูดเรื่องอะไร”

แม่ได้กล่าวว่า “ลูกสบายใจเถอะ เพราะมันเป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงสวยๆอย่างลูก และเป็นที่รักของสามีเช่นเดียวกับเป็นที่รักของรอซูลจะไม่ถูกผู้หญิงด้วยกันซุบซิบ”

และฉันกล่าวว่า “ซุบฮานัลลอฮฺ ผู้คนพูดกันถึงเรื่องนั้นหรือ”

         คืนนั้นฉันร้องไห้จนกระทั่งไม่มีนํ้าตาจะไหล และไม่ได้นอนตลอดคืน เมื่อไม่มีวะฮีย์มาขจัดความสงสัยนี้ ท่านรอซูลก็ได้ถามอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ และอุซามะฮฺ อิบนุ อัลเซด ว่าท่านจะแยกครอบครัวดีไหม

อุษมาน บิน เซด ให้คำปรึกษาว่า "เขารู้ว่าครอบครัวของท่านบริสุทธิ์ และรู้ว่าทุกคนเป็นคนดี"

 ส่วนอะลี ได้ให้คำแนะนำว่า “ท่านรอซูล ทำไมท่านไม่ถามสาวใช้ของเธอหล่ะ และนางจะบอกความจริงแก่ท่าน”

ดังนั้น ท่านรอซูลจึงได้เรียกบุรอยเราะห์มาถามว่า “บุรอยเราะห์ เธอเห็นอะไรบางอย่างน่าสงสัยบ้างไหม”

           บุรอยเราะห์ ได้กล่าวว่า “ไม่เคยเลย ด้วยพระนามของพระองค์ผู้ส่งท่านมาพร้อมสัจธรรม ฉันไม่เห็นเธอบ่นเรื่องอะไร นอกไปจากว่า เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่เผลอหลับไปในขณะที่ฉันกำลังทำขนมปังให้แก่พ่อแม่ของเธอ และลูกไก่ก็ออกมากินมันจากเธอ

          ท่านรอซูลได้ไปยังมิมบัร (แท่นเทศนา) และกล่าวว่า “มุสลิมทั้งหลาย พวกท่านจะว่าอย่างไรเกี้ยวก่บคนที่พูดไม่ดีถึงคนในบ้านของฉัน ? ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวของฉัน นอกจากสิ่งที่ดีๆเกี่ยวกับพวกเขา แต่พวกเขาก็พูดถึงชายคนหนึ่งซึ่งฉันไม่รู้อะไรนอกไปจากความดีและไม่เคยเข้าบ้านของฉันยกเว้นกับฉัน”

          ฉันยังคงนํ้าตาไหลและไม่ได้นอนตลอดทั้งวัน พ่อและแม่ของฉันที่อยู่กับฉันเห็นฉันร้องไห้มาสองคืนก็ไม่ได้นอน ในขณะที่ทั้งสองพักอยู่กับฉัน ผู้หญิงชาวอันซอรฺคนหนึ่งได้ขออนุญาตนั่งอยู่กับฉันระหว่างนั้นเอง ท่านรอซูลได้เข้ามาทักทายเราและนั่งลง ท่านไม่ได้มาอยู่กับฉันตั้งแต่เมื่อมีการเริ่มแพร่ข่าวเท็จ จนเวลาผ่านไปเดือนหนึ่งแล้วก็ยังไม่มีวะฮีย์ลงมา

         ท่านได้นั่งลงและกล่าวว่า “อาอิชะฮฺถ้าเธอบริสุทธิ์ อัลลอฮฺก็จะมีหลักฐานให้ ถ้าเธอผิดจงขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺและสำนึกผิด ถ้าหากบ่าวยอมรับผิดและสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะยอมรับการสำนึกผิดของเขา”

เมิ่อท่านรอซูลพูดจบ ฉันก็เช็ดนํ้าตาและได้พูดกับพ่อของฉันว่า “พ่อตอบท่านรอซูลแทนฉันหน่อยสำหรับเรื่องที่ท่านได้พูด”

ท่านได้ตอบว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับท่านรอซูล”

ฉันจึงหันไปพูดกับแม่ว่า “ตอบท่านรอซูลหน่อย”

แม่ก็บอกว่า “ฉันไม่รู้จะพูดอะไรกับท่านรอซูล”

          ในที่สุด ฉันได้กล่าวว่า “ฉันเป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้อ่านกุรอานมาก ฉันรู้ว่าพ่อแม่ได้ยินเรื่องเหล่านั้นและเชื่อมัน ถ้าหากฉันบอกพ่อแม่ว่าฉันบริสุทธิ์ และอัลลอฮฺทรงรู้ว่าฉันบริสุทธิ์ พ่อแม่ก็จะเชื่อฉัน ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่สามารถจะหาอะไรบอกพ่อแม่นอกไปจากคำพูดของพ่อยูซุฟ ที่กล่าวว่า “ฟะซ็อบรุนญะมีลุน” (ความอดทนคือสิ่งที่ดี)

         ฉันได้นั่งอยู่บนเตียงโดยรู้ว่าฉันบริสุทธิ์ และอัลลอฮฺก็จะทำให้ฉันเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ฉันไม่อาจคิดว่าอัลลอฮฺจะประทานวะฮีย์ลงมาเพื่อฉันเพราะฉันคิดว่าฉันมีความสำคัญน้อยเกินกว่าที่อัลลอฮฺจะพูดถึงฉันในกุรอาน แต่ฉันก็ยังต้องการให้ท่านรอซูลได้เห็นภาพที่อัลลอฮฺได้ทรงพิสูจน์ว่าฉันเป็นผู้บริสุทธิ์  หลังจากนั้น อัลลอฮฺ  ได้ประทานอัลกุรอานซูเราะห์อันนูรฺลงมาเป็นบทพิสูจน์ว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นผู้บริสุทธิ์  ความว่า


"แท้จริงบรรดาผู้นำข่าวเท็จมานั้น เป็นบุคคลกลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้า พวกเจ้าอย่าได้คิดว่ามันเป็นการชั่วแก่พวกเจ้า แต่ว่ามันเป็นการดีแก่พวกเจ้า

 สำหรับทุกคนในพวกเขานั้น คือสิ่งที่เขาได้ขวนขวายไว้จากการทำบาป

ส่วนผู้ที่มีบทบาทมากในเรื่องนี้ในหมู่พวกเขานั้น เขาผู้นั้นจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์

 

เมื่อพวกเจ้าได้ยินข่าวเท็จนี้ ทำไมบรรดามุอ์มินและบรรดามุอ์มินะฮ์ จึงไม่คิดเปรียบเทียบกับตัวของพวกเขาเองในทางที่ดี และกล่าวว่า

“นี่เป็นเรื่องโกหกอย่างชัดแจ้ง”

 

ทำไมพวกเขาจึงไม่นำพยานสี่คนมาเพื่อมัน หากพวกเขาไม่นำพยานเหล่านั้นมาแล้ว ดังนั้นชนเหล่านั้น ณที่อัลลอฮ์พวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ

และหากมิใช่ความโปรดปรานของอัลลอฮ์แก่พวกเจ้า และความเมตตาของพระองค์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแล้ว

แน่นอนการลงโทษอย่างมหันต์ก็จะประสบแก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังง่วนกันอยู่

 

ขณะที่พวกเจ้าได้รับข่าวนั้น ด้วยการพูดกันระหว่างพวกเจ้า และพวกเจ้าพูดกันในสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีความรู้

และพวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก แต่ ณ ที่อัลลอฮ์นั้นมันเป็นเรื่องใหญ่

 

เมื่อพวกเจ้าได้ยินมัน ทำไมพวกเจ้าจึงไม่กล่าวว่า “ไม่บังควรที่เราจะพูดถึงเรื่องนี้ มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน นี่มันเป็นการกล่าวร้ายอย่ามหันต์ !”

อัลลอฮ์ทรงตักเตือนพวกเจ้า เพื่อมิให้กลับไปประพฤติเช่นนี้อีกเป็นอันขาด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา

และอัลลอฮ์ทรงชี้แจงโองการทั้งหลายอย่างชัดเจนแก่พวกเจ้า  และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ

 

แท้จริงบรรดาผู้ชอบที่จะให้เรื่องบัดสีแพร่หลายไปในหมู่ผู้ศรัทธานั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บปวด ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้และพวกเจ้าไม่รู้ และหากมิใช่ความโปรดปรานของอัลลอฮ์แก่พวกเจ้า และความเมตตาของพระองค์แล้ว

และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ"

(กุรอาน 24: 11-20)


         หลังจากที่อัลลอฮฺได้ประทานอายะห์กุรอานดังกล่าวลงมาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่านหญิงอาอิชะฮ์ จึงทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้รับความสบายใจ พ่อแม่ของท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้บอกให้นางไปหาท่านนบี  แต่ด้วยความมีศักดิ์ศรีแห่งเพศหญิง นางได้คอยให้ท่านนบี มาหาเพราะนางไม่ได้ทำความผิด

และนางได้กล่าวว่า “นางไม่จำเป็นต้องขอบคุณใคร นอกจากอัลลอฮฺ

 

          และแม้ว่าความบริสุทธิ์ ของท่านหญิงได้รับการยืนยันจากอัลลอฮฺ เองแล้ว การลงโทษ อับดุลลอฮฺ บิน อุบัย ผู้แพร่ข่าวลือ และสร้างความเสียหายให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮ์นั้น ก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเขาไม่ยอมรับผิด และไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะมาลงโทษเขาได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

แต่หนึ่งในบรรดาผู้ทำผิดก็คือ มิสตะฮฺ บิน อุซาซะฮฺ ที่ท่านอบูบักรให้การอุปการะเลี้ยงดูอยู่ ดังนั้นท่านอบูบักร จึงได้ลงโทษคนผู้นี้ โดยการเลิกให้การอุปการะอีกต่อไป เพราะว่าเขาได้มีส่วนร่วมในการแพร่ข่าวลือครั้งนี้ และด้วยสาเหตุนี้เอง ที่อัลลอฮฺได้มีวะฮีย์ลงมา ความว่า


"และผู้มีเกียรติและผู้มั่งคั่งในหมู่พวกเจ้าอย่าได้สาบานที่จะไม่ให้ (ความช่วยเหลือ) แก่ญาติมิตร

และคนยากจน และผู้อพยพในหนทางของอัลลอฮ์  และพวกเขาจงอภัย และยกโทษ (ให้แก่พวกเขาเถิด)

 พวกเจ้าจะไม่ชอบหรือที่อัลลอฮ์จะทรงอภัยให้แก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ"

(กุรอาน 24:22)

 


บทสรุป

          ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้ใช้ชีวิตอย่างสมถะเรียบง่าย และเป็นบรมครูผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดวิชาความรู้ และเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของศาสนาอิสลาม เป็นระยะเวลาอีก 48 ปี ภายหลังจากการเสียชีวิตของท่านรอซูลุลลอฮฺ

          ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้ล้มป่วยและเสียชีวิตในคืน วันอังคารที่ 17 เดือนรอมฏอน ปี ฮ.ศ. 58 ขณะที่ท่านอายุได้ 66 ปี (บางทัศนะกล่าวว่า 73 ปี) โดยมีท่านอบูฮุรอยเราะฮฺเป็นผู้นำละหมาดญะนาซะฮฺ และร่างอันทรงเกียรติของท่านหญิงอาอิชะฮฺได้ถูกฝังไว้ ณ กุโบรอัลบะกีอฺ พร้อมกับภริยาคนอื่นๆ ของท่านศาสดามูฮัมหมัด

          แม้ว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ สตรีผู้เป็นที่รักยิ่งของท่านศาสดา และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับท่านในฐานะภริยาอย่างทรงคุณค่าที่สุดตลอดระยะเวลา 9 ปีจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ชื่อเสียงและเกียรติประวัติ ตลอดจนคุณงามความดี ความรู้ของสตรีผู้เพียบพร้อม เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และจริยวัตรอันงดงามเหล่านี้ ยังคงมีบทบาทสูงสุดต่อคำสอนของอิสลาม และเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดแก่บรรดาสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย ทั้งในด้านการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ ครอบครัว และสังคม ซึ่งควรน้อมนำไปปฏิบัติตาม และนี่คือเรื่องราวของ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฏิยัลลอฮุอันฮุมา” มารดาแห่งศรัทธาชน

 


"นะบี นั้นเป็นผู้ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง  และบรรดาภริยาของเขา (นะบี) คือมารดาของพวกเขา

และเครือญาติร่วมสายโลหิต  บางคนในหมู่พวกเขาใกล้ชิดกับอีกบางคนยิ่กว่าบรรดาผู้ศรัทธาและบรรดาผู้อพยพในบัญญติของอัลลอฮฺ 

เว้นแต่พวกเจ้าจะกระทำความดีแก่สหายสนิทของพวกเจ้า  นั่นได้มีบันทึกไว้แล้วในคัมภีร์"

(กุรอาน 33:6)

 

 



อ้างอิง

1. บรรจง บินกาซัน. บรรพชนอิสลาม. สำนักพิมพ์ อัล อะมีน. กรุงเทพฯ. 2546.
2. พาตือเม๊าะ หงะหงอ. บทบาทของท่านหญิงอาอิชะฮฺ บินตฺ อบีบักร (เราะฏิยัลลอฮุอันฮุมา) ในด้านสังคม การเมือง และวิชาการ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอิสลามศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 2547.
3. อักบัร ชาห์ นะญีบ อะบาดี. ประวัติศาสตร์อิสลาม เล่ม 1. บรรจง บินกาซัน ผู้แปล. บริษัท ออฟเซ็ท จำกัด. กรุงเทพฯ. 2552.
4. อัลกุรอาน แปลไทย โดยสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ http://www.alquran-thai.com/
5. อัลกุรอาน ออนไลน์ http://tanzil.net/#33:6
6. เอส เอ็ม มะดานี อับบาซี. ภรรยานบีมุฮัมหมัด. บรรจง บินกาซัน ผู้แปล. พิมพ์ครั4งท)ี 1.สำนักพิมพ์ อัล อะมีน. กรุงเทพฯ. 2544.
7. ฮะดีษที4ถูกรวบรวมไว้ http://hadithcollection.com/