แบบอย่างการดำเนินชีวิตของบรรดาซอฮาบะฮ ผู้ที่ได้รับรองสวนสวรรค์
  จำนวนคนเข้าชม  5627

 

แบบอย่างการดำเนินชีวิตของบรรดาซอฮาบะฮ ผู้ที่ได้รับรองสวนสวรรค์

 

เรียบเรียงโดย … อิสมาแอล  บินโซ๊ะ

 

        การดำเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งอิสลาม มิใช่เป็นเส้นทางที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบแต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรค์และบททดสอบต่างๆที่อัลลอฮ์  ได้ทรงทดสอบแก่บรรดามุมิน เพื่อที่จะทดสอบว่าใครคือผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง บรรดาซอฮาบะฮ์ก็เช่นเดียวกัน พวกเขาคือผู้ที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านนบี  มาโดยตลอด พร้อมที่จะยืนหยัด และแบกรับภาระอันหนักหน่วง จนกระทั่งอิสลามได้สร้างความปราชัยให้กับฝ่ายศัตรูผู้รุกรานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน 

 

        สิ่งสำคัญที่เหล่าบรรดาซอฮาบะฮผู้ทรงคุณธรรมได้รับขนานนามว่าเป็นกลุ่มชนที่ดีที่สุด แบบอย่างที่ดีที่สุด และเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮ์  ทรงยกย่องให้เกียรติ จนกระทั่งพระองค์ทรงรับรองพวกท่านด้วยกับสวนสวรรค์อันสถาพรนั่นเป็นเพราะว่า การที่พวกท่านได้ยืดถือแนวทางของท่านรอซูล  ที่นำมาอย่างสุดซึ้ง และน้อมรับโดยสดุดี

 

         ในสังคมอาหรับก่อนการมาของท่านศาสดามูฮัมมัด  เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน มากไปด้วยการทารุณ การฆ่าการซีนาถือเป็นเรื่องที่กระทำกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวอาหรับ หลังจากที่อัลลอฮ์  ได้ส่งท่านศาสนทูตท่านสุดท้ายมาเพื่อปลดปล่อยชนชาวอาหรับออกจากความป่าเถื่อน ให้เป็นสังคมแห่งความสันติ ด้วยกับการนำเสนออิสลามของท่าน ในรูปแบบลับๆและอย่างเปิดเผย ด้วยกับความเมตตาของอัลลอฮ์  ต่อชนชาวอาหรับ ทำให้ชนชาวอาหรับได้รับเกียรติ ณ ที่อัลลอฮ์ 
 

อัลลอฮ์  ตรัสไว้ใน ซูเราะห์ อัลฟัตห์ อายะที่ 28 ความว่า 
 

"พระองค์คือผู้ส่งศาสนทูตของพระองค์ พร้อมด้วยแนวทางที่ถูกต้อง และศาสนาแห่งสัจธรรม

เพื่อพระองค์จะให้ศาสนานั้นประจักษ์แจ้งเหนือศาสนาอื่นทั้งมวล และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน"
 

        การประกาศสัจธรรมจากท่านนบี  นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเหล่าบรรดาซอฮาบะฮในหลายมิติของการดำเนินชีวิตทำให้อิสลามเกิดความรุ่งเรืองทางด้านต่างๆมากมากมาย เพราะพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของเหล่าบรรดาซอฮาบะนั้นตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการตระเตรียมตัวที่จะกลับไปสู่ความเมตตาของอัลลฮ์  อยู่ตลอดเวลา จึงไม่มีการคิดอิจฉากัน หรือแย่งผลประโยชน์อันใดจากดุนยา จึงมีแต่ความรักและความเอื้ออาทรกันในหนทางของอัลลอฮ
 

 

        มาดูตัวอย่างของท่านอบูฮูรอยเราะฮ์  และบรรดาซอฮาบะที่มีความรักและความเป็นห่วงต่อท่านนบี  เมื่อครังหนึ่งที่ท่านนบี  ได้นั่งอยู่ในมัสยิดร่วมกันในมัสยิด
 

รายงานจากท่านอบูฮูรอยเราะฮ์  ได้เล่าว่า ความว่า 
 

     "พวกเราได้นั่งล้อมท่านรอซูล  ซึ่งมีท่าน อบุบักร ท่านอุมัร และท่านอื่นๆ อยู่ร่วมด้วยและแล้วท่านรอซูล  ก็ได้ลุกขึ้นยืนในระหว่างที่พวกเราได้นั่งกันอยู่ โดยที่พวกเราได้ล่าช้ามากที่จะลุกขึ้นตามท่าน พวกเรากลัวว่าท่านจะได้รับอันตรายจากเหล่าศัตรู พวกเราจึงรีบลุกขึ้น และฉันก็เป็นคนแรกที่มีความรวดเร็ว ดังนั้นฉันจึงออกไปหาท่านรอซูล  กระทั่งได้พบกับเรือกสวนชาวอันศอร ดังนั้นฉันจึงเดินเวียนไปมาว่ามีทางเข้าหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีทางเข้าเลย ครั่นเมื่อฉันได้เห็นลำธานเล็กๆ ได้ใหลเข้าสู่เรือกสวนแห่งนั้น ฉันจึงตั้งท่าเข้าไปอย่างสุนัขจิ้งจอกที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ "
 

(บันทึกโดยมุสลิม)
 

       ท่านอบูฮูรอยเราะฮ์  และบรรดาซอฮาบะมีความเป็นห่วง มีความรักต่อท่านรอซูล  พร้อมที่จะปกป้อง และต่อสู้ตลอดเวลา ท่านรอซูล  เป็นผู้ที่มีเกียรติ เป็นผู้มีมารยาทดีที่สุด เป็นผู้ที่อัลลอฮ์  รักมากที่สุด ฉไนเล่าเราถึงไม่ปกป้องเกียรติของท่าน ยามที่ท่านถูกดูหมิ่น กลับนิ่งเฉยไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจ

 

        อีกตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในสงครามอุฮุด ขณะนั้นฝ่ายมุสลิมกำลงตกอยู่ในสภาพที่อับจน เนื่องจากไม่เชื่อฟังคำสั่งท่านนบี  ขณะนั้นฝ่ายศัตรูกำลังจะทำร้ายท่านนบี แต่นาซีบะ ซึ่งลูกๆของนางและสามีของนางได้ช่วยการจัดสงครามในครั้งนี้ ได้หยิบดาบและต่อสู้ปกป้องท่านนบี  จนกระทั่งนางถูกฟันด้วยดาบและเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้นท่านรอซูล  ได้ขอพรให้กับนางและครอบครัวได้อยู่ร่วมกันกับท่านในสวนสวรรค์
 

       แรงศรัทธาอันแรงกล้าของเหล่าบรรดาซอฮาบะฮนำมาซึ่งความรัก และการเสียสละในชีวิตไปในหนทางของอัลลอฮ์  ยอมที่จะละทิ้งดุนยาและปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันในสวนสวรรค์ของอัลลอฮ์ 

 

        เรื่องราวของท่าน บิลาล หนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับรองสวนสวรรค์ ก็เช่นเดียวกัน ด้วยกับการที่ท่านโดนบททดสอบต่างๆต่อการยืนหยัดอยู่ในหลักคำมั่นของอิสลาม ทั้งทะเลทรายที่ร้อนระอุจนเนื้อพอง ก้อนหินทับบนหน้าอก แต่การทดสอบเหล่านี้ก็ไม่อาจที่จะทำให้ท่านปฏิเสธอิสลามได้เลย

        แน่แท้บ่าวคนใดคนหนึ่งที่เขาหวังในความโปรดปรานจากอัลลอฮ์  เขาก็ย่อมเป็นผู้ที่อดทนต่อบททดสอบของพระองค์ ไม่ใช่ตีโพยตีพายหรือ ไม่ยอมรับในบดทดสอบนั้น

อัลลอฮ์  ตรัสความว่า 

"แท้จริงมนุษย์ถูกกำเนิดขึ้นมาให้เป็นคนหวั่นไหว เมื่อเขาประสบกับความทุกข์ยากเขาก็ตีโพยตีพาย กลัดกลุ้ม และเมื่อเขาประสบกับความดีงามเขาก็หวงแหน”

(ซูเราะห์ อัลมะอาริจญ์ อายะที่ 19-21)

        ท่านอบูบักร อัซซิกดิก  พร้อมที่จะละทิ้งทุกอย่าง เตรียมพร้อมที่จะนำท่านนบี  อพยพออกจากมักกะท่ามกลางศัตรูรอบทิศทาง และมีท่านอาลี คอยหลอกล่อโดยการไปนอนแทนที่ท่านนบี  โดยที่ไม่กลัวการตายแต่อย่างใด เช่นเดียวกับท่านอุมัร อิบนุ อัลคอตตอบ ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อได้ฟังคำตรัสของอัลลอฮ์  และน้อมรับอิสลามในที่สุด ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮ์  และท่านอุสมานบินอัฟฟาน ผู้ที่เสียสละทรัพย์สินของท่านจำนวนมาก ในสงครามตะบูก จนท่านนบี  ได้กล่าวว่า ท่านอุสมานจะได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์  ในความผิดที่ผ่านมาและความผิดที่กำลังจะถึง

        การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าบรรดาซอฮบะฮไม่เฉพาะอยู่บนการอีบาดะต่ออัลลอฮ์  เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันครอบคลุมไปถึงสถาบันครอบครัว สังคมและคนรอบข้าง เพราะศาสนาของอัลลอฮ์  ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนๆเดียว บรรดาศอฮาบะฮ์ยอมที่จะละทิ้งสิ่งที่เป็นคำสั่งห้ามแม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติมาอย่างยาวนาน และพร้อมที่จะน้อมรับพระบัญชาของอัลลอฮ์  พร้อมที่จะยืดหยัดอยู่บนแนวทางอิสลามที่มีแบบฉบับมาจากท่านนบี  ทำให้พวกเขาได้รับการรับรองให้เป็นกลุ่มชนผู้ได้รับสวนสวรรค์ของอัลลอฮ์ 

        เรื่องราวของบรรดาซอฮาบะจึงเป็นทุกอย่างของการดำเนินชีวิต ไม่ว่จะอยู่ที่ไหนทำอะไร ล้วนแต่สามารถนำไปประใช้ได้ทั้งสิ้น เพราะมันได้ครอบคลุมทุกความเป็นอยู่ของมนุษย์แล้ว แต่ทำไมเล่าประชาชาติอิสลามกลับยังคงต้องแสวงหาแนวทางอื่น กลับปิดหู ปิดตา ไม่ศึกษาและคิดพิจารณาอย่างถ่องแท้ ทั้งที่ทุกคนล้วนแต่ต้องการความสำเร็จ และเป็นผู้ที่ได้รับสวรรค์ เฉกเช่นผู้ที่อัลลอฮ์  ได้รับรองพวกเขามาแล้ว


อัลลอฮ์  ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ ยูซุฟ อายะที่ 111 ความว่า 

"โดยแน่นอนยิ่งเรื่องราวของพวกเขาเป็นบทเรียนสำหรับบรรดาผู้มีสติปัญา มิใช่เรื่องราวที่ถูกปั้นแต่งขึ้น

แต่เป็นการยืนยันความจริงที่อยู่ต่อหน้าเขา และเป็นการแจกแจงทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นการชี้ทางที่ถูกต้อง

และเป็นการเมตตาแก่หมู่ชนผู้ศรัทธา"

 

        สังคมบ้านเรายังคงห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้เหลือเกิน แม้กระทั่งยืนละหมาดก็ยากแสนเข็ญ ทำละหมาดเหมือนคนจะรีบทำให้เสร็จๆไป ผู้คนในสังคมเริ่มที่จะละทิ้งกัน ไร้ซึ่งการตักเตือนกัน ให้ความสำคัญกับดุนยาจนเลยขอบเขต ทำเสมือนว่าตนจะอยู่ในดุนยานี้อย่างถาวร เพระเหตุอันเนื่องจากการที่เราไม่เคยสนใจที่มาของเรา ปล่อยปะละเลยคำสั่งของอัลลอฮ์  จนก่อสนิมบนหัวใจอยากที่จะขจัดออกไป

อัลลอฮ์ ตรัสไว้ใน ซูเราะห์ อัลฟาติหะฮ อายะที่ 6-7 ความว่า 

"โปรดนำข้าพระองค์สู่ทางที่เที่ยงตรง ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่เขามาแล้ว ไม่ใช่ทางของพวกที่ถูกกริ้วและพวกที่หลงผิด"

       อัลลอฮ์  ทรงให้บ่าวได้ขอต่อพระองค์ถึงแนวทางที่พระองค์ทรงยอมรับ และเป็นแนวทางที่พระองค์ได้มอบให้กับบรรพชนรุ่นก่อนๆ ซึ่งบรรจุไว้ในทุกการละหมาดของประชาชาติของท่านนบีมูฮัมมัด  ดังนั้นจึงจำเป็นต่อประชาชาติอิสลามที่จะต้องแสวงหาถึงแนวทางนี้ แนวทางที่อัลลอฮ์ ได้ให้ความโปรดปราน แก่เหล่าบรรดานบี บรรดาซอฮาบะ และกลุ่มชนก่อนๆ ที่ได้รับทางนำและการรับรองสวนสวรรค์

 

        ในทางตรงกันข้ามของประชาชาติในปัจจุบัน กลับมองข้ามและยอมละทิ้งความเป็นอิสลาม จำนวนน้อยเหลือเกินที่จะใคร่ครวญและนำมาซึ่งการปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง จนพวกเขาได้ตกเป็นเครื่องมือแห่งดุนยายากที่จะสลัดทิ้งมันไป ทำให้มุสลิมขาดความเป็นเอกภาพ ความรัก ความเอื้ออาทรและลืมคิดที่จะตระเตรียมเสบียงสู่โลกหน้า ดั่งเชนบรรดาศอฮาบะฮผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ 

 

ท่านนบีมูฮัมมัด กล่าวว่า "ประชาชาติของฉันยุคหลัง จะรักดุนยา แต่กลัวความตาย"