ไม่มีสิ่งถูกสร้างที่คู่ควรต่อการมอบอิบาดะฮฺ
  จำนวนคนเข้าชม  355


ไม่มีสิ่งถูกสร้างที่คู่ควรต่อการมอบอิบาดะฮฺ


 

แปลเรียบเรียง อาบีดีณ โยธาสมุทร 

 


ประเด็นที่ 1 

 

       ไม่มีสิ่งถูกสร้างตนใดทั้งนั้นที่คู่ควรต่อการมอบอิบาดะฮฺให้ ไม่ว่าอิบาดะฮฺนั้นจะเป็นอิบาดะฮฺชนิดใดก็ตาม ที่ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะสิ่งถูกสร้างเป็นสิ่งถูกสร้างที่ไม่มีความสามารถในการสร้าง  ไร้ความสามารถในการสร้าง ในการบังเกิด ในการดลบันดาลให้สิ่งต่างๆมีขึ้นมาได้จากที่เคยเป็นสิ่งที่ไม่มีมาก่อน ไร้อำนาจ ไม่ได้มีความสามารถเบ็ดเส็จในการที่จะอำนวยประโยชน์และให้คุณแก่ใครได้ ยิ่งไปกว่านั้น กับแค่ตัวของตัวเองก็ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างเบ็ดเส็จเด็ดขาดในทุกเรื่องได้ มีความต้องการที่จะต้องพึ่งพาผู้อื่น และต้องอาศัยสิ่งต่างๆเพื่อให้ตนยังคงอยู่รอดต่อไปได้ 

 

        สภาพของสิ่งถูกสร้างทั้งหมด ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่หรือล้ำเลิศขนาดไหนก็ตามแต่ ยังไงๆ ก็หนีไม่พ้นข้อจำกัดเหล่านี้ แล้วกับผู้ที่มีสภาพแบบนี้น่ะหรือ ที่เหมาะสมที่เราจะฝากชีวิตจิตใจ ฝากความหวัง ฝากอนาคต หันตัว หันหน้าและหันใจเข้าหา เพื่อไปมุ่งหวังอ้อนวอน ไปสรรเสริญเทิดทูน ไปภาวนาวอนขอ ไปให้เกียรติให้ความยิ่งใหญ่อย่างสุดหัวใจ ไปยอมก้มกราบและศิโรราบให้ด้วยความรักและความหวั่นเกรง?

อัลลอฮฺ ตรัสไว้ความว่า


أَيُشْرِكُونَ مَا لَا يَخْلُقُ شَيْئًا وَهُمْ يُخْلَقُونَ [٧:١٩١]وَلَا يَسْتَطِيعُونَ لَهُمْ نَصْرًا وَلَا أَنفُسَهُمْ يَنصُرُونَ [٧:١٩٢]

"พวกเขานำเอาสิ่งที่ไม่ได้สร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาเลย ซ้ำยังถูกสร้างให้มีขึ้นมาอีกทีหนึ่งเสียอีกด้วย ให้มาเป็นหุ้นส่วนกระนั้นหรือ?

อีกทั้ง พวกสิ่งเหล่านั้นเองต่างก็ไม่มีความสามารถในการให้การช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นแก่พวกเขาได้

และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งเหล่านั้นก็ยังช่วยเหลือตัวของพวกตนเองไม่ได้อีกด้วย"

ข้อมูลนี้เผยให้เราได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงสองประการด้วยกันคือ

       ๑. พฤติกรรมการตั้งภาคีต่อพระเจ้า การอ้างว่าพระเจ้ามีคนอื่นมาหุ้นอยู่ในสิทธิบางอย่างหรือทุกอย่างของพระองค์ด้วย ตามที่คนในยุคเราๆท่านๆกำลังทำออกมานั้น เป็นพฤติกรรมการตั้งภาคีที่อยู่ในจำพวกเดียวกันกับพฤติกรรมการตั้งภาคีของพวกมุชริกีนในยุคก่อนที่ได้ทำกันไว้ ซึ่งทั้งหมดล้วนขัดต่ออัลอิสลามทั้งสิ้น

       ๒. พฤติกรรมการตั้งภาคีนี้ นอกจากจะเป็นพฤติกรรมที่นับว่าเป็นการอธรรมขั้นสุดและเป็นสาเหตุของการต้องเข้าไปอยู่ในนรกอย่างถาวรแล้ว ยังเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลยให้แก่ตัวผู้กระทำในโลกปัจจุบันของเขาเองอีกด้วย ซึ่งสภาพเช่นนี้ คือสภาพตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับทุกผู้ทุกคนที่เข้ามาทำการยกให้สิ่งถูกสร้างไปอยู่คู่กับพระเจ้า  หรือไปเป็นหุ้นส่วนของพระเจ้า และอ้างว่าสิ่งเหล่านั้นก็มีสิทธิที่จะได้รับเรื่องราวต่างๆ ที่จำกัดไว้เฉพาะเพื่อมอบให้แก่ผู้ที่เป็นพระเจ้าเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงบางส่วนหรือจะเป็นทั้งหมดของเรื่องราวเหล่านั้นก็ตาม

       ซึ่งสำหรับสภาพตรงนี้ ไม่ได้มีการจำแนกไว้เลยว่า สิ่งถูกสร้างที่พวกเขายกขึ้นมาให้เป็นภาคีกับพระเจ้านั้นจะเป็นใคร? เป็นอะไร? มีสถานะเป็นอย่างไร? เป็นสิ่งถูกสร้างชั้นสูงหรือชั้นต่ำ?  ตราบใดที่ใครคนใดที่ไปมีพฤติกรรมการตั้งภาคีกับพระเจ้า ไม่ว่าเจ้าภาคีที่ยกขึ้นมาจะเป็นสิ่งถูกสร้างชนิดไหนก็ตาม คนๆนั้นก็ย่อมหนีไม่พ้นจากสภาพที่ได้ชี้แจงไปไว้เมื่อครู่นี้อยู่ดี นั่นคือ การต้องตกเป็นบุคคลที่ขาดทุน ทั้งในดุนยาและในอาคิเราะฮฺนั่นเอง



ประเด็นที่ 2 

        อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสชี้แจงเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่พวกมุชริกีนได้ยกขึ้นมา ให้มาเป็นภาคีกับพระองค์เอาไว้ว่า


يُولِجُ اللَّيْلَ فِي النَّهَارِ وَيُولِجُ النَّهَارَ فِي اللَّيْلِ وَسَخَّرَ الشَّمْسَ وَالْقَمَرَ كُلٌّ يَجْرِي لِأَجَلٍ مُّسَمًّى ۚ ذَٰلِكُمُ اللَّهُ رَبُّكُمْ لَهُ الْمُلْكُ ۚ وَالَّذِينَ تَدْعُونَ مِن دُونِهِ مَا يَمْلِكُونَ مِن قِطْمِيرٍ [٣٥:١٣] إِن تَدْعُوهُمْ لَا يَسْمَعُوا دُعَاءَكُمْ وَلَوْ سَمِعُوا مَا اسْتَجَابُوا لَكُمْ ۖ وَيَوْمَ الْقِيَامَةِ يَكْفُرُونَ بِشِرْكِكُمْ ۚ وَلَا يُنَبِّئُكَ مِثْلُ خَبِيرٍ [٣٥:١٤]

        "พระองค์ทรงทำให้กลางคืนขยับเข้าไปในกลางวัน และทรงทำให้กลางวันขยับเข้าไปในกลางคืน และทรงทำให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวก ซึ่งทั้งหมดล้วนโคจรไปตราบจนกระทั่งวาระหนึ่งที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ นั่นแหละคือ อัลลอฮฺ พระเจ้าของพวกเจ้า ผู้ที่อำนาจที่แท้จริงเป็นของพระองค์เท่านั้น

          ส่วนพวกบุคคลที่พวกเจ้าพากันไปวอนขอกัน ซึ่งเป็นอื่นจากอัลลอฮฺนั้น พวกเขาไม่ได้ครอบครองแม้แต่เพียงเยื่อหุ้มเมล็ดอินธผาลัมสักเยื่อหนึ่งไว้เลยแต่อย่างใด. ถึงพวกเจ้าจะไปวอนขอจากพวกเขา พวกเขาเองก็ไม่ได้ยินคำวอนขอของพวกเจ้า และแม้ว่าพวกเขาจะได้ยิน พวกเขาก็ไม่มีทางตอบรับอะไรให้แก่พวกเจ้าได้อยู่ดี ซ้ำในวันกิยามะฮฺพวกเขาก็จะทำการปฏิเสธต่อการตั้งภาคีของพวกเจ้าอีกด้วย และไม่มีใครจะบอกให้เจ้าได้รู้แจ้งได้เยี่ยงพระผู้ทรงเชี่ยวชาญอย่างที่สุด อีกแล้ว"

อายะฮฺนี้ได้แจ้งข้อมูลไว้ให้พวกเราได้รับทราบดังนี้

        ๑. ผู้ที่มีสิทธิโดยชอบอย่างแท้จริงในการมอบอิบาดะฮฺ (ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การวิงวอนหรือการขอ(ดุอาอฺ) และแท้จริงแล้ว อิบาดะฮฺทุกชนิดก็คือ การขอดุอาอฺ เพราะการทำอิบาดะฮฺทุกอย่างที่ได้ทำไปนั้น ย่อมแฝงไว้ด้วยการขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺทรงพอพระทัยและเมตตาตัวของผู้กระทำเอง) ของเราให้เขานั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจอย่างสมบูรณ์ในการครอบครองและบริหารทุกๆสิ่งเท่านั้น ซึ่งแปลว่า ใครที่ไม่ได้มีลักษณะตามนี้ เขาก็ไม่ใช่บุคคลที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการอิบาดะฮฺใดๆทั้งสิ้น ซึ่งผู้ที่มีอำนาจอันเบ็ดเส็จและสมบูรณ์ในการครอบครองและบริหารทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ผู้ที่เป็นพระเจ้าเท่านั้น 

         ดังนั้น ใครคนอื่นไม่ว่าเขาจะดูดีมีฐานะ มีค่า มีเกียรติและมีความล้ำเลิศขนาดไหน ตราบใดที่เขาคือ สิ่งถูกสร้าง ตราบใดที่ไม่ได้ครอบครองอะไรสักอย่างไว้ด้วยอำนาจและกรรมสิทธิ์อันสมบูรณ์ ตราบใดที่เขาไม่ใช่พระเจ้า เขาผู้นั้นก็ย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการอิบาดะฮฺใดๆ เพราะการอิบาดะฮฺเป็นสิทธิเฉพาะของผู้ที่เป็นพระเจ้าเท่านั้น

        ๒. สภาพตามความเป็นจริงของบุคคลที่ถูกพวกที่ตั้งภาคียกขึ้นมาให้เป็นหุ้นส่วนกับพระเจ้านั้น คือ ตัวพวกเขาเองไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์อันเด็ดขาดและสมบูรณ์ในการครอบครองอะไรไว้เลย แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆไร้ค่าสักสิ่งหนึ่งก็ตาม เพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา แล้วจะให้มากล่าวว่าตัวเองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ครอบครองสิ่งเหล่านั้นไว้โดยสมบูรณ์ได้อย่างไร ! 

        กล่าวคือ เมื่อตัวของพวกเขาเองไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิ์อันสมบูรณ์ในการครอบครองอะไรสักอย่างเอาไว้เลย เช่นนี้แล้วพวกเขาจะเข้ามาให้หรือไม่ให้อะไรแก่ใครได้อย่างไรกัน? สิ่งนี้บ่งบอกว่า ผู้ที่จะสามารถให้หรือไม่ให้อะไรแก่ใครได้ แท้จริงแล้วมีเพียงผู้ที่เป็นพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ดังนั้น เวลาขอก็จงขอจากพระองค์

        ๓. ความจริงอีกอย่างที่เราได้รับจากข้อมูลในอายะฮฺนี้คือ บรรดาบุคคลหรือบรรดาสิ่งที่ถูกพวกที่ตั้งภาคีไปวอนขอนั้น พวกเขาไม่ได้ยินคำขอของคนพวกนั้น หรือถ้าได้ยิน มันก็ไม่ได้มีสิทธิ์และความสามารถในการตอบรับและให้การสนองตอบต่อคำวิงวอนใดๆได้ ดังนั้น พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จึงเป็นพฤติกรรมที่เหลวไหลและโง่เขลาสิ้นดี เหมือนที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสเอาไว้ความว่า 


وَمَنْ أَضَلُّ مِمَّن يَدْعُو مِن دُونِ اللَّهِ مَن لَّا يَسْتَجِيبُ لَهُ إِلَىٰ يَوْمِ الْقِيَامَةِ وَهُمْ عَن دُعَائِهِمْ غَافِلُونَ [٤٦:٥] وَإِذَا حُشِرَ النَّاسُ كَانُوا لَهُمْ أَعْدَاءً وَكَانُوا بِعِبَادَتِهِمْ كَافِرِينَ [٤٦:٦] 

       "และใครกันเล่าจะหลงและหลุดออกจากทางยิ่งไปกว่า บุคคลที่ไปทำการวอนขอจากผู้อื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮฺ ซึ่งเป็นผู้ที่จะไม่ให้การตอบรับใดๆแก่เขาเลยกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ ซ้ำพวกเขาเองก็เป็นผู้ที่เฉยเมยต่อคำขอของกลุ่มคนเหล่านั้นอีกด้วย และเมื่อถึงตอนที่มนุษย์ถูกให้ฟื้นคืนชีพกลับขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็จะมาเป็นศัตรูของคนกลุ่มดังกล่าว

และพวกเขาก็จะเป็นผู้ที่ปฏิเสธต่อการอิบาดะฮฺของคนกลุ่มนั้นอีกด้วย"

"ซ้ำพวกเขาเองก็เป็นผู้ที่เฉยเมยต่อคำขอของกลุ่มคนเหล่านั้นอีกด้วย"

         เชค อับดุ้รรอฮฺมาน บิน นาศิ้ร อั้ซซะอฺดี้ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า “คือ พวกเขาไม่ได้ยินคำวอนขอใดๆเลยจากคนพวกนั้นและไม่ตอบสนองต่อคำร้องเรียกใดๆของพวกเขาเลย” 



ประเด็นที่ 3 

         ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่พูดถึงสภาพความเป็นจริงของสิ่งถูกสร้างที่ถูกยกขึ้นมาเป็นภาคีกับอัลลอฮฺทั้งหมด โดยไม่ได้ละหรือยกเว้นสิ่งถูกสร้างตนใดตนหนึ่ง สมมุติว่าสิ่งถูกสร้างที่กำลังพูดถึงกันอยู่เป็นสิ่งถูกสร้างที่มีความประเสริฐที่สุดและเป็นมนุษย์ที่ดีเลิศที่สุดอย่างท่านนบีมุฮัมหมัด ﷺ  เราจะตั้งให้ท่านเป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะทำอิบาดะฮฺและวอนขอจากท่าน ขอความช่วยเหลือและภาวนาจากบ้างจะได้หรือไม่?

อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า 


قُل لَّا أَمْلِكُ لِنَفْسِي ضَرًّا وَلَا نَفْعًا إِلَّا مَا شَاءَ اللَّهُ ۗ لِكُلِّ أُمَّةٍ أَجَلٌ ۚ إِذَا جَاءَ أَجَلُهُمْ فَلَا يَسْتَأْخِرُونَ سَاعَةً ۖ وَلَا يَسْتَقْدِمُونَ [١٠:٤٩]

         "จงพูดว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ครอบครองสิทธิในการที่จะให้มีเรื่องที่เป็นโทษหรือที่เป็นคุณประโยชน์เกิดขึ้นแก่ตัวของข้าพเจ้าเองไว้เลย ยกเว้นสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประสงค์เท่านั้น สำหรับทุกประชาชาติก็จะมีกำหนดการณ์อยู่ เมื่อใดที่กำหนดการณ์ของพวกเขามาถึง พวกเขาก็จะไม่ได้รับการประวิงเอาไว้แม่แต่สักช่วงเวลาหนึ่งและพวกเขาก็จะไม่ถูกเร่งให้เร็วกว่ากำหนดการณ์นั้นอีกด้วย"

     ในหนังสือ “ศ่อเฮี้ยฮฺ มุสลิม” ได้ระบุรายงานถึงท่านอนัส ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ไว้ โดยท่านได้เล่าว่า 

         “ วันสงครามอุฮุด ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ ถูกทำร้ายจนฟันซี่ที่อยู่ข้างๆฟันหน้าของท่านหักและศีรษะของท่านก็ถูกเล่นงานจนแตกเป็นแผล ท่านจึงได้ทำการปาดเลือดของท่านออกพร้อมกับพูดขึ้นว่า “กลุ่มชนที่ทำให้นบีของพวกเขาถึงกับศีรษะแตกและทำให้ฟันซี่ที่อยู่ข้างๆฟันหน้าของท่านหัก ทั้งๆที่ท่านได้ทำการเรียกร้องพวกเขาสู่อัลลอฮฺนั้น จะประสพความสำเร็จกันได้อย่างไรกัน?” 

อัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล จึงประทานอายะฮฺที่ว่า


لَيْسَ لَكَ مِنَ الْأَمْرِ شَيْءٌ [٣:١٢٨]       "เจ้าไม่ได้มีสิทธิ์ในเรื่องนี้แต่อย่างใดเลย"

         และในหนังสือ “ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์” ได้ระบุรายงานถึงท่าน อิบนุอุมัร ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ไว้ โดยท่านได้เล่าว่า ท่านได้ยินท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ กล่าวตอนที่ท่านเงยศีรษะของท่านขึ้นมาจากการรุกั้วะในร็อกอะฮฺสุดท้ายของละหมาดฟะยัร(ศุบฮิ)ว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงสาปแช่ง คนนั้น คนนั้น และคนนั้นด้วยเถิด”

    ภายหลังจากที่ท่านได้พูดว่า “ซะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮฺ ร้อบบะนาวะละกั้ลฮัมดฺ” เสร็จเรียบร้อยแล้ว

     อัลลอฮฺจึงทรงประทานอายะฮฺที่ว่า     لَيْسَ لَكَ مِنَ الْأَمْرِ شَيْءٌ ((เจ้าไม่ได้มีสิทธิ์ในเรื่องนี้แต่อย่างใดเลย)) จนกระทั้งถึง   فَإِنَّهُمْ ظَالِمُونَ ((เพราะเเน่นอนว่า พวกเขาคือ พวกที่อธรรม)) ลงมา

 (ดู เลขที่ 4069)

อายะฮฺเต็มๆคือ 


لَيْسَ لَكَ مِنَ الْأَمْرِ شَيْءٌ أَوْ يَتُوبَ عَلَيْهِمْ أَوْ يُعَذِّبَهُمْ فَإِنَّهُمْ ظَالِمُونَ [٣:١٢٨]

"เจ้าไม่ได้มีสิทธิ์ในเรื่องนี้แต่อย่างใดเลย หรือพระองค์จะทรงให้พวกเขากลับตัว

หรือจะทรงลงโทษพวกเขา เพราะเเน่นอนว่า พวกเขาคือ พวกที่อธรรม"


         ในหนังสือศ่อเฮี้ยฮฺทั้งสองเล่ม ได้ระบุรายงานถึงท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ไว้ว่า ท่านได้กล่าวว่า เมื่ออัลลอฮฺ อั้วซะวะญั้ล ได้ประทาน


 وَأَنذِرْ عَشِيرَتَكَ الْأَقْرَبِينَ [٢٦:٢١٤]     "และเจ้าจงกล่าวเตือนวงศ์วานของเจ้าที่เป็นญาติใกล้ชิด" ลงมา 

          ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ ได้ลุกขึ้นยืนและประกาศว่า “ชาวกุเรชทั้งหลาย -หรือคำอื่นในทำนองนี้- พวกท่านจงซื้อตัวของพวกท่านไว้เสีย ฉันเองช่วยอะไรพวกท่านจากอัลลอฮฺไม่ได้เลย เหล่าทายาทขออับดุ้ลมะน้าฟ ฉันเองช่วยอะไรพวกท่านจากอัลลอฮฺไม่ได้เลย อั้บบ้าส บุตรของอับดุลมุ้ตตอเล็บ ฉันเองช่วยอะไรท่านจากอัลลอฮฺไม่ได้เลย ศ่อฟียะฮฺ ผู้เป็นป้า(หรืออา) ของร่อซูลุ่ลลอฮฺ ฉันเองช่วยอะไรเธอจากอัลลอฮฺไม่ได้เลย ฟาติมะฮฺ ลูกสาวของมุฮัมหมัด ﷺ จงมาขอทรัพย์สินของฉันได้ตามที่เธอต้องการ ฉันเองช่วยอะไรเธอจากอัลลอฮฺไม่ได้เลย"

(ดู ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์ เลขที่ 2753 ศ่อเฮี้ยฮฺมุสลิม เลขที่ 206 )

ข้อมูลข้างต้นนี้บอกให้เราทราบว่า

     ๑. ท่านนบี ﷺ เองไม่ได้มีอำนาจในการที่จะดลบันดาลให้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับตัวท่านหรือปัดเป่าเรื่องไม่ดีๆให้พ้นไปจากตัวท่านได้ ด้วยความสามารถของท่านเอง

     ๒. ท่าน ﷺ ไม้ได้มีอำนาจในการที่จะดลบันดาลให้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับญาติของท่านหรือปัดเป่าเรื่องไม่ดีๆให้พ้นไปจากบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดกับท่าน อย่างลูกๆของท่าน หรือลุง ป้า น้า อาของท่านเองได้เลย ยกเว้นในเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์ทั่วๆไปจะกระทำให้กันได้เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่พ้นไปจากวิสัยที่มนุษย์กระทำให้ได้นั้น ท่านไม่สามารถทำให้ใครได้เพราะท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นทาสของอัลลอฮฺและเป็นฑูตของพระองค์ ส่วนเรื่องการให้ใครเข้าสวรรค์ เข้านรก ให้ร่ำรวย ให้ยากจน ให้มีอำนาจ ให้หมดอำนาจ ให้ป่วย ให้หายป่วย ให้เป็นหรือให้ตายนั้น ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในวิสัยที่มนุษย์จะสามารถทำให้กันได้ตามกรอบความสามารถปกติที่มนุษย์มีอยู่ เรื่องพวกนี้ อยู่ในอำนาจของอัลลอฮฺ ดังนั้นเวลาจะขอให้ไปขออัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น

     ๓. ท่านร่อซู้ล ﷺ เอง เวลามีเรื่องกลัดกลุ้ม เวลาตกทุกข์ได้ยาก ท่านก็ไปวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ ไม่ได้ขอจากตัวท่านเอง ไม่ได้ไปขอจากนบีคนอื่นๆ ไม่ได้ไปขอจากมะลาอิกะฮฺหรือจากสิ่งอื่นใดทั้งสิ้นที่นอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ สิ่งนี่บ่งบอกว่า ตัวท่านเองก็มีความต้องการและมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาและอาศัยอัลลอฮฺ ตะอาลา พระผู้เป็นเจ้าแห่งทุกสิ่ง เมื่อเป็นแบบนี้จึงพูดได้เต็มปากว่า ตัวท่านเองก็ไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะให้ใครมาอิบาดะฮฺท่าน เพราะถึงแม้ท่านจะเป็นร่อซู้ลของอัลลอฮฺแต่ท่านก็ยังคงเป็นทาสคนหนึ่งในบรรดาทาสของอัลลอฮฺ ตะอาลา อยู่ดี ดังนั้น ผู้ที่ถือสิทธิ์อันถูกต้องในเรื่องของการอิบาดะฮฺนั้น จึงมีเพียงอัลลอฮฺ ตะอาลา แต่เพียงผู้เดียว

     ๔. เรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ตะอาลา พระองค์มีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการเพราะทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์ ส่วนสิ่งอื่นหรือผู้อื่นแม้จะมีเกียรติขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาเอี่ยวกับพระองค์หรือเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ แม้แต่ท่านนบี ﷺ เอง อัลลอฮฺยังทรงเตือนท่านให้รู้ถึงสภาพของท่านเองเลยว่า "เจ้าไม่ได้มีสิทธิ์ในเรื่องนี้แต่อย่างใดเลย" เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว คำตอบของคำถามที่เราตั้งกันไว้ตอนต้นว่า คำตอบของมันจะต้องออกมาในรูปใด? 

          นี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับท่านนบีผู้ทรงเกียรติของพวกเรา ผู้ที่มีความประเสริฐสูงสุดในบรรดาสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้นมา ท่านมีความต้องการที่จะต้องพึ่งพาพระเจ้าของท่าน ท่านให้คุณให้โทษแก่ใครด้วยตัวของท่านเองไม่ได้ แม้แต่กับตัวท่านเอง ท่านก็ยังไม่มีสิทธิในเรื่องนั้น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องที่เราจะหันเข้าไปทำการวิงวอนจากท่าน บนบานไว้กับท่าน หรือกระทำอิบาดะฮฺใดๆทั้งสิ้นต่อท่าน เพราะท่านคือ ทาสของอัลลอฮฺซึ่งเราจะไปอิบาดะฮฺต่อท่านไม่ได้ และเป็นฑูตของพระองค์ที่เราจะเข้ามาอหังการ์ปฏิเสธและกล่าวหาว่าท่านพูดปดไม่ได้ด้วยเช่นกัน ﷺ 



ประเด็นที่ 4 


           มะลาอิกะฮฺที่เป็นสิ่งถูกสร้างที่มีความน่าเกรงขามและน่าชื่นชม มะลาอิกะฮฺ สิ่งถูกสร้างที่มีร่างกายใหญ่โตและมีพละกำลังเหลือล้น มะลาอิกะฮฺสิ่งถูกสร้างที่เปี่ยมไปด้วยความดี มั่นคงในการเชื่อฟัง และเสมอต้นเสมอปลายในการภักดี นี่เป็นบางส่วนของลักษณะของมะลาอิกะฮฺที่ได้ทราบมาจากข้อมูลที่อัลลอฮฺและร่อซู้ลของพระองค์ได้ทรงแจ้งไว้ให้ทราบ จะเห็นได้ว่าลักษณะต่างๆของบรรดามะลาอิกะฮฺที่ได้บรรยายไว้นี้ มีแต่สิ่งที่ดีๆทั้งนั้น เมื่อเป็นแบบนี้แล้วเราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า การที่เราจะหันไปทำอิบาดะฮฺมอบให้แก่มะลาอิกะฮฺบ้าง กล่าวคือ ถ้าเราจะหันไปวอนขอจากมะลาอิกะฮฺ ไปเทิดทูน ไปมอบหมาย ไปภาวนา หรือไปบนบานต่อบรรดามะลาอิกะฮฺบ้าง ก็คงไม่น่าจะผิดอะไร เพราะลักษณะของมะลาอิกะฮฺ แต่ละข้อดูศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น 

อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า



قُلِ ادْعُوا الَّذِينَ زَعَمْتُم مِّن دُونِ اللَّهِ ۖ لَا يَمْلِكُونَ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ فِي السَّمَاوَاتِ وَلَا فِي الْأَرْضِ وَمَا لَهُمْ فِيهِمَا مِن شِرْكٍ وَمَا لَهُ مِنْهُم مِّن ظَهِيرٍ [٣٤:٢٢]وَلَا تَنفَعُ الشَّفَاعَةُ عِندَهُ إِلَّا لِمَنْ أَذِنَ لَهُ ۚ حَتَّىٰ إِذَا فُزِّعَ عَن قُلُوبِهِمْ قَالُوا مَاذَا قَالَ رَبُّكُمْ ۖ قَالُوا الْحَقَّ ۖ وَهُوَ الْعَلِيُّ الْكَبِيرُ [٣٤:٢٣]

 

         "จงพูดว่า พวกท่านจงไปวอนขอจากบรรดาบุคคลที่พวกท่านได้อ้างกันขึ้นมานอกเหนือจากอัลลอฮฺกันสิ พวกเขาไม่ได้ครอบครองแม้แต่สิ่งที่มีน้ำหนักเพียงเท่ากับมดตัวเล็กๆตัวหนึ่งไว้เลย ไม่ว่าจะในฟากฟ้าหรือในผืนแผ่นดินก็ตามแต่ อีกทั้ง พวกเขาก็ไม่ได้มามีหุ้นส่วนเกี่ยวข้องใดๆในเรื่องของฟากฟ้าและผืนแผนดินอีกด้วย และสำหรับพระองค์เองแล้ว ก็ไม่ได้มีใครคนใดเลยสักคนในพวกเขาเหล่านั้นที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนแก่พระองค์หรือเป็นผู้ช่วยของพระองค์. และการเข้ามาเป็นตัวแทนในการวอนขอให้แก่ผู้อื่น(การขอชะฟาอะฮฺ)นั้น มันไม่ได้มีประโยชน์อะไร ณ ที่อัลลอฮฺเลย ยกเว้นกับบุคคลที่พระองค์ได้ทรงให้อนุญาตกับเขาแล้วเท่านั้น กระทั่ง เมื่อความตื่นตระหนกได้ถูกทำให้คลี่คลายหมดไปจากหัวใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็กล่าวกันว่า พระเจ้าของพวกท่านตรัสอะไรหรือ? พวกเขาก็กล่าวตอบไปว่า (พระองค์ทรงตรัส) ความจริง และพระองค์คือ ผู้ทรงสูงส่งผู้ทรงยิ่งใหญ่"

          ในหนังสือ “ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์” ได้ระบุรายงานถึงท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ ไว้ว่า ท่านได้รายงานถึงท่านนบี ﷺ ไว้ ท่านกล่าวว่า

     “เมื่ออัลลอฮฺทรงรับสั่งกิจการบนฟากฟ้า บรรดามะลาอิกะฮฺก็จะพากันตีปีกของพวกเขาเพื่อเป็นการน้อมรับและยอมสยบต่อคำดำรัสของพระองค์ เหมือนกับโซ่ที่ลากอยู่บนแผ่นหินเกลี้ยง ซึ่งมันจะผ่านเข้าไปในหัวใจของพวกเขาและตรึงอยู่ในนั้น และเมื่อความตื่นตระหนกได้ถูกทำให้คลี่คลายหมดไปจากหัวใจของพวกเขาแล้ว
     พวกเขาก็กล่าวกันว่า พระเจ้าของพวกท่านตรัสอะไรหรือ? 

     พวกเขาจึงกล่าวตอบกับผู้ถามไปว่า (พระองค์ทรงตรัส) ความจริง และพระองค์คือ ผู้ทรงสูงส่งผู้ทรงยิ่งใหญ่...” 

(ดู เลขที่ 4701)

        อีกสำนวนหนึ่งของฮะดี้ษตามที่ท่านเชคมุฮัมหมัด บิน อับดิ้ลวะฮ้าบ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ท่านได้อ้างไว้ในหนังสือ “กิตาบุ้ตเตาฮีดฯ” ของท่าน โดยระบุข้อมูลไว้ความว่า มีรายงานจาก อันเนาว้าส บิน ซัมอาน ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านได้กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า

       “เมื่ออัลลอฮฺทรงประสงค์จะทำการบัญชากิจการใดๆ พระองค์ก็จะทรงตรัสเป็นคำบัญชานั้นออกมา ซึ่งมันทำให้ฟากฟ้าถึงกับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ด้วยความหวาดกลัวต่ออัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล ครั้นเมื่อชาวฟ้าได้ยินสิ่งนั้น พวกเขาก็จะพากันช็อคหมดสติ และพากันลดตัวลงมาอยู่ในท่าก้มสุญูดต่ออัลลอฮฺ และบุคคลแรกที่จะเงยศีรษะขึ้นมาก็คือ ท่านญิบรี้ล อลัยฮิสสลาม แล้วอัลลอฮฺก็จะตรัสกับท่านเกี่ยวกับบัญชาของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงประสงค์....” 

(ดู ص 174/ تحقيق: د. دغش بن شبيب العجمي/ مكتبة أهل الأثر، الكويت/ الطبعة الخامسة/ 1435 هـ )  หมายเหตุ เชคซุลัยมาน อั้รรุฮัยรี่ย์บอกว่า เป็นฮะดี้ษศ่อเฮี้ยฮฺลิฆอยริฮี

ข้อมูลนี้ได้ให้ความกระจ่างแก่เราโดยบอกให้เราได้ทราบว่า

     ๑. ตัวของบรรดามะลาอิกะฮฺเองไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดในการครอบครองสิ่งใดเลย
     ๒. บรรดามะลาอิกะฮฺไม่ได้เป็นหุ้นส่วนของอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่ว่าจะในเรื่องใดก็แล้วแต่
     ๓. บรรดามะลาอิกะฮฺไม่ได้เป็นผู้ที่ให้การช่วยเหลืออัลลอฮฺในกิจการต่างๆของพระองค์แต่อย่างใด เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว พระองค์ไม่ต้องการพึ่งพาใครทั้งสิ้น แต่หน้าที่ต่างๆที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้บรรดามะลาอิกะฮฺทำนั้น จริงๆแล้วมันเป็นความเมตตาที่พระองค์ทรงมีให้แก่พวกท่านต่างหาก ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงต้องการให้มีใครเข้ามาช่วยงานพระองค์แต่อย่างใด
     ๔. บรรดามะลาอิกะฮฺไม่ใช่เจ้าของการชะฟาอะฮฺ การขอชะฟาอะฮฺไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของบรรดามะลาอิกะฮฺแต่อย่างใด มะลาอิกะฮฺจะเข้ามาทำหน้าที่นี้ได้ก็ต่อเมื่ออัลลอฮฺทรงอนุญาตเท่านั้น และจะขอให้แก่คนที่อัลลอฮฺทรงพอพระทัยกับเขาเท่านั้นด้วย ซึ่งอัลลอฮฺ ตะอาลา ไม่มีทางพอพระทัยบุคคลที่ตั้งภาคีกับพระองค์อย่างแน่นอน
     ๕. บรรดามะลาอิกะฮฺไม่ได้มีอำนาจในการที่จะสร้างอะไรให้มีขึ้นมาได้เลย
     ๖. บรรดามะลาอิกะฮฺเป็นสิ่งที่ถูกสร้างให้มีขึ้นมาอีกทีหนึ่ง
     ๗. บรรดามะลาอิกะฮฺไม่สามารถอำนวยประโยชน์อะไรให้ใครได้นอกจากจะด้วยกับอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น
     ๘. บรรดามะลาอิกะฮฺไม่สามารถให้โทษอะไรกับใครได้นอกจากจะด้วยกับอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น
     ๙. บรรดามะลาอิกะฮฺก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นเหมือนกัน ซึ่งอะไรก็ตามแต่ที่สามารถเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นกับตนได้นั้น นั่นก็เท่ากับว่าสิ่งๆนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรต่อการเป็นผู้ที่ถือครองสิทธิ์โดยชอบในการได้รับการอิบาดะฮฺ
     ๑๐. มะลาอิกะฮฺก็ตกใจ และหมดสติได้เหมือนกัน ซึ่งลักษณะเหล่านี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า พวกท่านไม่ได้เป็นผู้ที่ถือครองสิทธิ์โดยชอบในการได้รับการอิบาดะฮฺ แต่อย่างใด
     ๑๑. การที่มะลาอิกะฮฺตกใจได้นั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เราได้ทราบว่า พวกท่านไม่รู้เรื่องเร้นลับใดๆเลย นอกจากเรื่องที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงบอกให้พวกท่านได้รู้เท่านั้น
     ๑๒. พวกท่านไม่สามารถขจัดความตกใจและหวาดกลัวที่เกิดขึ้นกับพวกท่านให้หมดไปได้ด้วยตัวของพวกท่านเอง
     ๑๓. พวกท่านต่างยอมสยบต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา แต่โดยดีกันทั้งหมด


        ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ให้คำตอบแก่พวกเราได้อย่างกระจ่างชัดแล้วว่า บรรดามะลาอิกะฮฺนั้น แม้ว่าพวกท่านจะประเสริฐขนาดไหน แข็งแกร่งขนาดไหน พวกท่านก็ยังเป็นทาสของอัลลอฮฺ และเป็นสิ่งถูกสร้างสิ่งหนึ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา เมื่อเป็นแบบนี้ การจะไปกระทำอิบาดะฮฺใดๆ ต่อพวกท่านจึงถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่โง่เง่าและอธรรมสิ้นดี เพราะพวกท่านไม่มีสิทธิได้รับเรื่องพวกนี้ เพราะเรื่องอิบาดะฮฺมีแต่อัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้างทุกสิ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์


         นี่คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบ่าวของอัลลอฮฺที่มีความประเสริฐที่สุดซึ่งได้แก่ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ﷺ และบ่าวของอัลลอฮฺที่เรียกได้ว่ามีความเข้มแข็งและมีวินัยที่สุดซึ่งได้แก่ บรรดามะลาอิกะฮฺ พวกท่านทั้งหมดไม่มีใครสักคนที่คู่ควรต่อการอิบาดะฮฺเลย แล้วประสาอะไร กับพวกโต้ะ พวกตะเกียบ พวกที่นอนหมอนมุ้ง มนุษย์ที่อัลลอฮฺ ประทานสติปัญญาดีๆมาให้จะหันไปมอบอิบาดะฮฺของตนต่อสิ่งเหล่านั้นได้ยังไงกัน  วั้ลลอฮุ้ลมุวั้ฟฟิก 



وصلى الله على محمد وآله وصحبه أجمعين


ที่มา ข้อมูลส่วนใหญ่สรุปและถ่ายทอดมาจากคำอธิบายของเชค ซุลัยมาน อั้รรุฮัยรี่ย์ ในการอธิบาย หนังสือ กิตาบุ้ตเตาฮีดฯ