พระเจ้าทรงสถิตอยู่เบื้องบน (1)
  จำนวนคนเข้าชม  438


พระเจ้าทรงสถิตอยู่เบื้องบน (1)

   เรียบเรียงโดย... อาบีดีณ  โยธาสมุทร 

بسم الله الرحمن الرحيم

         หนึ่งในเรื่องที่เป็นหลักสำคัญของแนวทางซุนนะฮฺก็คือ การเชื่อถือในทุกๆข้อมูลที่อัลลอฮฺ ﷻ  และร่อซู้ลของพระองค์ ﷺ ได้ทรงแจ้งเอาไว้ ทั้งที่ถูกระบุในอั้ลกุ้รอ่านหรือในอั้ลฮะดีษที่เชื่อถือได้ โดยจะต้องเชื่อว่า ทุกๆข้อมูลที่พระองค์ได้ทรงแจ้งเอาไว้นั้นล้วนเป็นความจริง ตรงกับข้อเท็จจริง และถูกสื่อสารไว้ด้วยถ้อยคำที่เหมาะสม ชัดเจนและยังเป็นคำที่สามารถบ่งบอกถึงจุดมุ่งหมายของข้อมูลนั้นๆไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วอีกด้วย
 

          ซึ่งหนึ่งในจำนวนข้อมูลที่อัลลอฮฺ ﷻ ทรงแจ้งไว้ให้พวกเราได้รับทราบ ก็ได้แก่ ข้อมูลที่ได้ทรงแจ้งไว้ให้พวกเราได้รับรู้และศรัทธากันว่า พระเจ้า ﷻ นั้นทรงอยู่เบื้องบน ทรงอยู่เหนือสิ่งถูกสร้างทั้งมวล ซึ่งเป็นการอยู่เหนือขึ้นไปที่เหมาะสมและคู่ควรกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้นเหมือนกับพระองค์

  

หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้มีอยู่หลายประเภทด้วยกันดังนี้

     ๑.  ข้อมูลที่พระองค์ทรงแจ้งถึงพระนามของพระองค์ที่มีความหมายยืนยันว่า พระองค์นั้นทรงสูงส่ง เช่น พระนามที่ว่า “อั้ลอะลี, อั้ลอะอฺลา และอั้ลมุตะอาล” ดังที่ถูกระบุไว้ใน ซูเราะฮฺอั้ลอะอฺลา/1 , อั้ลบะกอเราะฮฺ/255 (อายะฮฺ อั้ลกุ้รซีย์) และอั้รเราะอฺดุ/9 เป็นต้น.

 

     ๒. ♦ ข้อมูลที่ให้การยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงประทับอยู่เหนือบัลลังก์

ดังที่ปรากฏใน ดำรัสของพระองค์ที่ว่า

( إِنَّ رَبَّكُمُ اللَّهُ الَّذِي خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٍ ثُمَّ اسْتَوَىٰ عَلَى الْعَرْشِ...)

"แน่นอนว่า พระเจ้าของพวกเจ้านั้นคือ อัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างบรรดาฟากฟ้าและแผ่นดินขึ้นในหกวัน

จากนั้น พระองค์ก็ทรงประทับอยู่เหนือบัลลังก์"

 (อั้ลอะอฺร้อฟ/54)

           และข้อมูลข้างต้นนี้ยังได้ถูกระบุไว้ในอีกหลายซูเราะฮฺในอั้ลกุรอ่านดังต่อไปนี้ ซึ่งได้แก่ ซูเราะฮฺ ยูนุส/3 , อั้รเราะอฺดุ/2 , ตอฮา/ 5, อั้ลฟุรกอน/ 59, อั้ซซัจดะฮฺ/ 4-5 และอั้ลฮะดี้ด/4. และยังรวมไปถึงข้อมูลที่ถูกระบุไว้ในฮะดี้ษรายงานโดยท่านอนัส เล่าถึงความประเสริฐของ วันศุกร์เอาไว้ความว่า 

“เป็นวันที่พระเจ้าของเจ้าทรงประทับบนบัลลังก์ในวันนั้น”

(ดู ศ่อฮี้ฮฺอั้ตตั้รฆีบ เลขที่ 694 และดูฟะตาวา ชัยคุ้ลอิสลาม 6 /410-416)

 

     ๓. ♦ ข้อมูลที่ระบุโดยตรงว่า พระองค์ทรงอยู่เบื้องบน 

อัลลอฮฺ ﷻ ตรัสว่า 

( وَهُوَ الْقَاهِرُ فَوْقَ عِبَادِهِ وَهُوَ الْحَكِيمُ الْخَبِيرُ )

"พระองค์คือ พระผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดเหนือปวงบ่าวของพระองค์"

(อั้ลอันอาม/18)

และตรัสว่า

( يَخَافُونَ رَبَّهُم مِّن فَوْقِهِمْ وَيَفْعَلُونَ مَا يُؤْمَرُونَ )

"และพวกเขาต่างกลัวพระเจ้าของพวกเขา จากทางเบื้องบนของพวกเขา และพวกเขาก็จะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งใช้"

(อันนะฮลฺ/50)

และฮะดี้ษที่ท่านนบี ﷺ กล่าวถึงการตัดสินของท่านซะอดฺที่ว่า

 “ท่านได้ทำการตัดสินพวกเขาด้วยคำตัดสินของพระผู้ทรงครอบครองอำนาจ จากเบื้องบนของฟ้าทั้งเจ็ด

 (ดู อั้ลบุคอรีย์เลขที่4121/ มุสลิมเลขที่ 1769)

          ในศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์ / ฮะดี้ษที่รายงานโดยท่านอนัสที่เล่าถึงคำพูดของท่านหญิงไซหนับที่ว่า “พวกเธอนี้ ทางครอบครัวของพวกเธอเป็นผู้ทำการสมรสให้พวกเธอ แต่ตัวฉัน อัลลอฮฺทรงทำการสมรสให้ฉันจากเบื้องบนฟากฟ้าทั้งเจ็ด”

(ดู เลขที่7420)

          ท่านอับดุลลอฮฺอิบนุมัสอู้ด กล่าวว่า “ผู้เป็นบ่าวนั้นจะพยายามจัดแจงและดูแลกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องการเมืองการปกครอง เพื่อให้มันดำเนินไปได้อย่างสะดวก โดยที่อัลลอฮฺทรงมองดูเขาอยู่เหนือฟ้าทั้งเจ็ด

          แล้วพระองค์ก็ตรัสกับมะลาอิกะฮฺว่า จงผันเรื่องนี้ให้พ้นเขาไปเสีย เพราะถ้าหากข้าอำนวยให้เขาได้รับเรื่องนี้ไว้ล่ะก็ ข้าก็จะจัดให้เขาต้องเข้าสู่นรก”  

(ดู อั้ลลาละกาอีย์/ เลขที่ 1219)

          ท่านอิบนุมัสอู้ด ยังได้กล่าวไว้อีกว่า บัลลังก์นั้นอยู่เหนือน้ำ และอัลลอฮฺทรงอยู่เหนือบัลลังก์ ไม่มีการกระทำใดๆเลยของพวกเจ้าแม้แต่การกระทำเดียวที่จะอำพรางให้หลุดรอดจากพระองค์ไปได้” 

(อั้ลลาละกาอีย์/ เลขที่ 659)

 

     ๔. ♦ ข้อมูลที่มีการระบุไว้โดยชัดเจนว่าพระองค์ทรงอยู่บนฟากฟ้า/ทรงอยู่เบื้องบน

พระองค์ ﷻ ตรัสว่า 

( أَأَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاءِ أَن يَخْسِفَ بِكُمُ الْأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ . أَمْ أَمِنتُم مَّن فِي السَّمَاءِ أَن يُرْسِلَ عَلَيْكُمْ حَاصِبًا فَسَتَعْلَمُونَ كَيْفَ نَذِيرِ )

"พวกเจ้ารู้ถึงวางใจกับการที่พระผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าจะทรงให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าลงไป แล้วมันก็จะสั่นสะท้านกันอย่างนั้นหรือ?

หรือว่าพวกเจ้ารู้สึก วางใจกัน กับการที่พระผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้า จะทรงส่งพายุที่หอบเอาการลงโทษมาจัดการกับพวกเจ้า

แล้วพวกเจ้าก็จะได้รู้ว่าการตักเตือนนั้นเป็นเช่นไร"

(ดู อั้ลมุ้ลกฺ /16-17)

ท่านร่อซู้ล ﷺ กล่าวว่า

“พวกท่านจะไม่ไว้ใจข้าพเจ้ากันหรอกหรือ ทั้งๆที่ข้าพเจ้านี้ คือ ผู้ที่เป็นที่ได้รับความไว้วางใจ ของพระผู้ทรงอยู่บนฟ้า 

(ดู อั้ลบุคอรีย์ เลขที่ 3344และ มุสลิม เลขที่ 1064)

          มีรายงานจากท่าน มุอาวิยะฮฺ อิบนิ้ล ฮะกัม เล่าว่า ท่านกล่าวว่า ผมเคยมีทาสที่เป็นเด็กผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง ทำหน้าที่ออกไปเลี้ยงแกะให้ผมตรงแถวๆภูเขาอุฮุดและอั้ลยู้วานะฮฺ (พื้นที่ใกล้เคียงกับภูเขาอุฮุด ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมะดีนะฮฺ )  ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่ง หมาป่าได้เข้ามาจับแกะที่เธอเลี้ยงอยู่ไปหนึ่งตัว ซึ่งตัวผมเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกันกับคนอื่นๆ ก็โกรธเป็นเหมือนกับที่คนอื่นเขาโกรธ แต่ประเด็นคือ ผมได้เข้าไปทำการตบหน้าเด็กหญิงคนนั้นหนึ่งทีน่ะสิครับ ผมจึงไปหาท่านร่อซูลลุ่ลลอฮฺ ﷺ โดยที่ผมรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก 

ผมได้พูดกับท่านไปว่า ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ครับ จะให้ผมปล่อยทาสคนนั้นให้เป็นไทเลยหรือไม่ครับ? 

ท่านบอกว่า “เธอจงไปพาตัวทาสคนนั้นมาหาฉัน” 

ผมจึงนำทาสคนนั้นมาหาท่าน แล้วท่านก็พูดกับทาสคนนั้นว่า “อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน?” 

นางตอบว่า “อยู่บนฟ้าค่ะ” 

ท่านถามต่อว่า “ฉันคือใคร?” 

นางตอบว่า “ท่านคือ ร่อซู้ลของอัลลอฮฺ ﷺ ค่ะ”. 

ท่านกล่าวว่า “จงปล่อยนางให้เป็นอิสระได้ เพราะนางคือ ผู้ศรัทธา” 

บันทึกโดย มุสลิม ( ดู เลขที่ 33 และ 537 , อบูดาวู้ด เลขที่930 , อันนะซาอียฺ เลขที่ 1218 และท่านอื่นๆ)

มีรายงานจากท่าน อบี ฮุรอยเราะฮฺ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านกล่าวว่า ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า 

          “ขอสาบานต่อพระผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ไม่มีผู้ชายคนใดที่เรียกผู้หญิงของตัวเองให้ไปที่ที่นอนของนางแล้วนางกลับปฏิเสธ นอกเสียแต่พระผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าจะทรงโกรธกริ้วผู้หญิงคนนั้น จนกว่าเขาจะกลับมารู้สึกพอใจกับนาง” 

บันทึกโดย มุสลิม (ดู เลขที่ 1436)

มีรายงานจากท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อั้มรฺ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุมา แจ้งว่า ท่านได้กล่าวไว้ว่า ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ ได้กล่าวไว้ว่า 

“บรรดาคนที่มีความเมตตานั้น พระผู้ทรงเมตตาจะทรงเมตตาพวกเขา

พวกท่านจงเมตตาต่อคนที่อยู่บนผืนแผ่นดิน แล้วพระผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าก็จะทรงเมตตาต่อพวกท่าน” 

บันทึกโดย อั้ตติ้รมิซีย์ (ดูเลขที่ 1924 )โดยท่านกล่าวไว้ว่า “เป็น ฮะดี้ษฮะซันศ่อฮี้ฮฺ”

          (หมายเหตุ ในฮะดี้ษบทนี้เป็นอีกหนึ่งข้อยืนยันที่ ให้การยืนยันว่า คำว่า “ฟี” ที่แปลว่า “ใน” ในอายะฮฺและในฮะดี้ษ ที่ระบุว่า “ฟี้ซซะม้าอฺ” นั้น หมายถึง “อะลา” ที่แปลว่า “บน” เพราะในฮะดี้ษท่านร่อซู้ล ﷺ สั่งให้เราเมตตาต่อคนซึ่งอยู่บนแผ่นดิน ไม่ได้บอกให้เราไปเมตตาต่อสิ่งที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งการจะรับทราบถึงความหมายของคำเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยรูปสำนวน (สิย้าก) ของประโยคนั้นๆที่ได้ทำการบังคับจุดมุ่งหมายของคำๆนั้นไว้ด้วยนั่นเอง หรือ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า คำว่า ซะม้าอฺ ในภาษาอรับ นั้น หมายถึง ทุกสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไป หรืออยู่เบื้องบน วั้ลลอฮุอะอฺลัม)     

มีรายงานจากท่าน อบี ฮุรอยเราะฮฺ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า

          “คนที่เสียชีวิตนั้น บรรดามะลาอิกะฮฺจะมาหาเขา ถ้าหากเขาเป็นคนดี พวกท่านก็จะพูดกับเขาว่า ชีวิตที่สงบที่เคยอยู่ในร่างอันดีงาม เธอจงออกมาเถิด จงออกมาอย่างมีเกียรติ  และจงมีความปราบปลื้มกับความร่มรื่น ความหอมหวน และพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่ทรงโกรธกริ้ว พวกท่านจะกล่าวเช่นนี้เรื่อยไป จนกระทั่งเขาได้ถูกนำขึ้นไปสู่ฟ้าที่อัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล ทรงอยู่บนนั้น

 

           บันทึกโดย อะฮฺหมัด เลขที่ 8754 โดยท่านเชค อะฮฺหมัด ชากิร ได้กล่าวไว้ว่า “สายรายงานของฮะดี้ษบทนี้ ศ่อฮี้ฮฺ” ,และอิบนุมายะฮฺ เลขที่ 4268 , และอิบนุญะรี้ร ซึ่งท่านเป็นเจ้าของสำนวนนี้ เลขที่ 14615 ,ท่านอั้ซซะฮะบี้ย์ ได้ระบุฮะดี้ษบทนี้ไว้ในหนังสือ “อั้ลอุลู่วฺ”  หน้า 22 โดยท่านได้อ้างกลับไปหา ท่านอะฮฺหมัดและท่านอั้ลฮากิม และได้กล่าวว่า “เป็นฮะดี้ษที่อยู่บนเงื่อนไขของอั้ลบุคอรีย์และมุสลิม” , เชคอั้ลอั้ลบานียฺ ได้กล่าวไว้ใน “มุคตะศ้อร อั้ลอุลู่” ว่า “จริงเหมือนที่ท่าน (อั้ซซะฮะบีย์) ได้ว่าไว้”

 

     ๕. ♦ ข้อมูลที่ระบุถึงการที่พระองค์ทรงเจาะจงให้มีสิ่งบางสิ่งอยู่ ณ ที่พระองค์

อัลลอฮฺ ﷻ  ตรัสว่า 

( وَلَهُ مَن فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَمَنْ عِندَهُ لَا يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبَادَتِهِ وَلَا يَسْتَحْسِرُونَ )

"และบุคคลที่อยู่ในบรรดาฟากฟ้าและแผ่นดินนั้นล้วนเป็นของพระองค์

ส่วนผู้ที่อยู่ ณ ที่พระองค์นั้น พวกเขาจะไม่โอหังต่อการทำการสักการะและภักดีต่อพระองค์ และจะไม่เฉื่อยชา"

( อั้ลอันบิย้าอฺ /19)

พระองค์ ﷻ  ตรัสว่า

( وَلَا تَحْسَبَنَّ الَّذِينَ قُتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ أَمْوَاتًا بَلْ أَحْيَاءٌ عِندَ رَبِّهِمْ يُرْزَقُونَ )

"และเจ้าอย่าได้คิดไปว่า บรรดาบุคคลที่ถูกสังหารในหนทางของอัลลอฮฺนั้นคือ คนตาย ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แต่พวกเขาคือ คนที่มีชีวิต อยู่ ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาได้รับการมอบปัจจัยให้"

(อาละอิมรอน /169)

อัลลอฮฺ ﷻ ตรัสว่า 

( ...إِذْ قَالَتْ رَبِّ ابْنِ لِي عِندَكَ بَيْتًا فِي الْجَنَّةِ...)

"เมื่อครั้งที่นางได้กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์

ขอพระองค์ทรงโปรดสร้างบ้านหลังหนึ่งในสวรรค์ให้แก่ข้าพระองค์ไว้ ณ ที่พระองค์ด้วยเถิด "

( อั้ตตะฮฺรีม/ 11)

          มีรายงานจากท่าน ญาบิ้ร อิบนุ ซะมุเราะฮฺ ระบุถึงคำพูดของท่านร่อซู้ล ﷺ ไว้ว่า "พวกท่านจะไม่ยืนเรียงแถวให้เหมือนกับที่บรรดามะลาอิกะฮฺได้ยืนเรียงแถวกัน ณ ที่พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขากันหรอกหรือ? "

(มุสลิม เลขที่ 430)

 

     ๖. ♦ ข้อมูลที่ระบุไว้ว่า อัลลอฮฺ ทรงยกท่านนบีอีซา ขึ้นไปสู่พระองค์

อัลลอฮฺ ﷻ ตรัสว่า 

( وَمَا قَتَلُوهُ يَقِينًا . بَل رَّفَعَهُ اللَّهُ إِلَيْهِ وَكَانَ اللَّهُ عَزِيزًا حَكِيمًا )

"และพวกเขาไม่ได้สังหารท่านแต่อย่างใดเลยอย่างแน่นอน แต่อัลลอฮฺ ทรงยกท่านขึ้นไปสู่พระองค์ต่างหาก

และอัลลอฮฺทรงเป็นพระผู้ทรงเกียรติ พระผู้ทรงมีเหตุผลอันลึกซึ้งและเหมาะสม"

 (อันนิสาอฺ/ 157-158)

 

    ๗. ♦ ข้อมูลที่ระบุไว้ว่า การงานจะขึ้นไปสู่พระองค์

อัลลอฮฺ ﷻ ตรัสว่า 

(...إِلَيْهِ يَصْعَدُ الْكَلِمُ الطَّيِّبُ وَالْعَمَلُ الصَّالِحُ يَرْفَعُهُ... )

"คำพูดที่ดีๆ นั้นจะขึ้นไปหาพระองค์ และการงานที่ดีๆนั้นพระองค์ก็จะยกมันขึ้น"

( ฟาฏิร/10)

ใน ศ่อฮีฮุ้ลบุคอรีย์ ได้ระบุรายงานถึงท่าน อบี ฮุรอยเราะฮฺ แจ้งว่า ท่าน กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า

“ใครก็ตามที่บริจาคทานเป็นจำนวนเท่ากับอินทผลัม หนึ่งผล

โดยเป็นทานที่เกิดขึ้นจากการทำมาหากินที่ดี ซึ่งจะมีเฉพาะสิ่งที่ดีๆเท่านั้นที่จะขึ้นไปสู่อัลลอฮฺได้ 

อัลลอฮฺ ตะอาลา ก็จะทรงรับทานนั้นไว้ด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์

จากนั้นพระองค์ก็จะทรงทำให้มันเพิ่มพูนขึ้นให้แก่เจ้าของของมัน

เหมือนกับที่คนๆหนึ่งในพวกท่านเลี้ยงดูลูกม้าของตัวเอง

กระทั่งทานนั้นจะเป็นเหมือนกับภูเขาอุฮุดเลยทีเดียว"

จนกระทั่งจบฮะดี้ษ  เลขที่ 7430

ใน ศ่อฮี้ฮฺ มุสลิม ไเลขที่ 179 ด้ระบุรายงานถึงท่าน อบี มูซา อั้ลอั้ชอารีย์ แจ้งว่า ท่าน กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ่ลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า 

           “อัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล นั้น ไม่ทรงหลับ และเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงหลับ..” กระทั่งถึงคำพูดของท่านที่ว่า “ผลงานของช่วงกลางคืนจะถูกยกขึ้นไปสู่พระองค์ก่อนผลงานของช่วงกลางวัน และ ผลงานของช่วงกลางวันก็จะถูกยกขึ้นไปสู่พระองค์ก่อนผลงานของช่วงกลางคืน ฉากกั้นของพระองค์คือ รัศมี –(ในกระแสรายงานของ อบูบักร ระบุว่า คือ เพลิง)- หากพระองค์ทรงเปิดมันออก ความเจิดจรัสของใบหน้าของพระองค์ก็จะแผดเผาสิ่งที่สายพระเนตรของพระองค์ไปสิ้นสุดอยู่จากบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์” 

 

     ๘. ♦ ข้อมูลที่ยืนยันให้ทราบว่า วิญญาณของผู้ศรัทธาจะขึ้นไปสู่พระองค์ 

ในมุซนัด เล่มที่ 4 หน้า 287 – 288 ของ ท่านอิหม่าม อะฮฺหมัด ได้ระบุ ฮะดี้ษ ที่รายงานโดยท่าน อั้ลบะร้ออฺ อิบนุ อาซิบ ไว้ว่า 

“เมื่อบ่าวผู้ศรัทธาถึงช่วงที่จะต้องตัดขาดจากดุนยาและมุ่งสู่อาคิเราะฮฺ......”

กระทั่งถึงข้อความที่ว่า “กระทั่งพวกท่านได้นำวิญญาณนั้นให้มาหยุด อยู่ที่ฟ้าชั้นที่เจ็ด

แล้วอัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ตรัสว่า “พวกเจ้าจงบันทึกบัญชีของบ่าวของข้าไว้กับบรรดาผู้ที่มีความสูงส่งเสีย และจงนำเขากลับไปที่ผืนดิน"

” กระทั่งจบฮะดี้ษ  

 

          อั้ลฮัยซะมีย์ ได้นำฮะดี้ษบทนี้มากล่าวไว้ใน  อั้ลมั้จมะอฺ เล่ม 3 หน้า49 – 50 และได้กล่าวว่า “รายงานโดย อะฮฺหมัด ซึ่งบรรดาผู้รายงานของท่าน คือ บรรดาผู้รายงานของ หนังสือ อั้ศศ่อฮี้ฮฺ”  

(หมายเหตุ ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงฮะดี้ษ ที่ท่านอะบีฮุรอยเราะฮฺ ได้รายงานไว้เกี่ยวกับเรื่องๆนี้แล้ว ลองย้อนกลับไปดู)