ศรัทธาต่ออัลลอฮ์อย่างแท้จริงไหม !
  จำนวนคนเข้าชม  2104


ศรัทธาต่ออัลลอฮ์อย่างแท้จริงไหม !

 คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีตักวา-ความยำเกรงต่อพระองค์ เพราะตักวา-ความยำเกรงต่อพระองค์นั้น หากมีอยู่ในหัวใจของเราแล้ว มันก็จะทำให้เราปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้สั่งห้าม ซึ่งจะมีผลทำให้เราได้รับชีวิตที่ดีงามทั้งในโลกดุนยานี้และโลกอาคิเราะฮฺ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ เมื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประสงค์จะให้ชีวิตของเราต้องตัดขาดจากโลกดุนยา เพื่อมุ่งสู่โลกอาคิเราะฮฺ เราก็จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆของการเก็บวิญญาณเป็นอันดับแรก ซึ่งมันจะมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ระหว่างการเก็บวิญญาณของคนที่เป็นคนดี ที่มีความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พร้อมทั้งประกอบอะมัลอิบาดะฮฺอยู่อย่างสม่ำเสมอ กับการเก็บวิญญาณของผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของศาสนา  ซึ่งในช่วงขณะที่วิญญาณถูกนำไปยังกระบวนการต่างๆนั้น ร่างของมัยยิตที่อยู่บนโลกดุนยา ที่มีญาติพี่น้องมาเยี่ยม จนกระทั่งมาทำการอาบน้ำญะนาซะฮฺ ทำการกะฝั่นนั้น ตามหลักฐานจากอัลหะดีษในระดับมุตะวาติรได้รายงานว่า 

 

          มัยยิตในขณะนั้นจะยังรู้ว่ามีใครทำอะไรอยู่ใกล้ๆ จนเมื่อมัยยิตถูกกะฝั่นเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกนำไปยังกุบูร ในระหว่างทางที่มัยยิตจะไปกุบูรนั้น หากมัยยิตที่เป็นคนดี ประกอบอะมัลอิบาดะฮฺอยู่อย่างสม่ำเสมอ

มัยยิตก็จะบอกว่า พวกท่านรีบนำฉันไปเถิด รีบนำฉันไปยังกุบูร 

     แต่ถ้าหากมัยยิตเป็นคนไม่ดี ฝ่าฝืนบทบัญญัติศาสนาอยู่เสมอ มัยยิตก็จะร้องโอดครวญว่า หายนะแล้ว ความพินาศได้เกิดขึ้นแล้ว พวกท่านจะพามันไปไหน ? .....

     ซึ่งทุกๆสรรพสิ่งจะได้ยินเสียงร้องโอดครวญนี้ ยกเว้นมนุษย์เท่านั้นที่ไม่ได้ยิน เพราะหากมนุษย์ได้ยินเสียง เขาก็จะตกใจอย่างสุดขีด 

ท่านนบี บอกว่า ตกใจกลัวจนไม่กล้าที่จะฝังมัยยิตกันเลย

 

          ครั้นเมื่อมัยยิตถูกฝังเสร็จแล้ว วิญญาณที่มะละกุลเม๊าต์มานำออกไปจากร่างของมัยยิตในตอนแรก ก็จะถูกนำกลับมายังร่างที่ถูกฝังแล้ว เมื่อวิญญาณกลับสู่ร่างที่ถูกฝังอยู่ในกุบูร สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ กระบวนการสอบสวนในกุบูรก็จะเริ่มขึ้น กระบวนการนี้ถือเป็นฟิตนะฮฺ เป็นความยุ่งยากหนักหน่วงที่มัยยิตทั้งที่เป็นคนดีมีศรัทธา และมัยยิตที่เป็นคนปฏิเสธศรัทธา คนที่ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะต้องเผชิญ ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถหลีกเลี่ยงได้เลย 

 

          สำหรับมัยยิตที่เป็นผู้ศรัทธา ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนนี้ถือเป็นฟิตนะฮฺครั้งสุดท้ายที่บรรดาผู้ศรัทธาจะต้องเผชิญ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะทรงให้บรรดาผู้ศรัทธายืนหยัดอยู่กับคำพูดอันมั่นคง และเขาก็จะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้น เขาก็จะได้รับความสุขตลอดไป อินชาอัลลอฮฺ 

 

          สำหรับคนที่ปฏิเสธศรัทธา คนที่ฝ่าฝืนต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ฟิตนะฮฺในกุบุรถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกลงโทษ และจะมีการลงโทษที่หนักหน่วง สาหัสสากรรจ์ตามมาอย่างต่อเนื่องตลอดไป 

          เมื่อวิญญาณถูกนำกลับมายังร่างที่ถูกฝังอยู่ในกุบูร มัยยิตก็จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว อยู่ท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีใครเป็นเพื่อนเลย ไม่มีสิ่งใดอยู่กับเขาเลย ไม่มีสมบัติพัสถานใดๆที่เขาได้แสวงหาเอาไว้ในโลกดุนยาอยู่กับเขาเลย นอกจากอะมัลการงานต่างๆที่เขาได้ทำไว้ ได้ปฏิบัติไว้บนโลกดุนยา ทั้งการงานที่เป็นเรื่องดี เรื่องที่ปฏิบัติตามคำสั่ง และเรื่องที่ฝ่าฝืนต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตามอัลหะดีษบอกว่า มัยยิตจะได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ที่มาส่งเขาเดินทางกลับไป

 

          อัลหะดีษในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์ รายงานว่าท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

 

«الْعَبْدُ إِذَا وُضِعَ فِي قَبْرِهِ وَتُوُلِّيَ وَذَهَبَ أَصْحَابُهُ، حَتَّى إِنَّهُ لَيَسْمَعُ قَرْعَ نِعَالِهِمْ،أخرجه البخاري 

“           “เมื่อบ่าวคนหนึ่งได้ถูกวางลงในกุบูรฺเรียบร้อยแล้ว บรรดาญาติสนิทมิตรสหายได้หันหลังกลับ (เดินทางกลับไบ) บ่าวคนนี้จะได้ยินเสียงกระทบกันของรองเท้าของพวกเขา ...”

 

          ในส่วนของการสอบสวนนั้น ก็ขอสรุปว่า การสอบสวนตรงนี้จะมีบรรดามะละอิกะฮฺลงมา 2 กลุ่ม สำหรับคนดีๆ คนศอและฮฺที่ได้สะสมอะมัลศอและฮฺไว้ จะมีมะลาอิกะฮฺแห่งการลงโทษลงมาก่อน เพื่อจะลงโทษ 

     แต่พอมาถึงจะเข้ามาทางศีรษะของมัยยิต ก็เข้าไม่ได้ เพราะการละหมาดของมัยยิตมากั้นเอาไว้ 

     พอจะเข้าทางด้านขวาก็เข้าไม่ได้ เพราะการถือศีลอดของมัยยิตก็มากั้นเอาไว้ 

     พอจะเข้าทางด้านซ้ายก็เข้าไม่ได้ เพราะการจ่ายซะกาตของมัยยิตมากั้นเอาไว้ 

     พอจะเข้าทางด้านล่างก็เข้าไม่ได้ เพราะการทำความดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำความดีต่อครอบครัว ต่อคุณพ่อคุณแม่ ต่อญาติพี่น้อง ต่อเพื่อนบ้าน ความดีต่างๆที่มัยยิตได้ทำไว้ก็จะมากั้นไม่ให้มะละอิกะฮฺแห่งการลงโทษได้เข้ามาลงโทษเขา

 

          แล้วจะมีมะลาอิกะฮฺ 2 ท่าน ผิวดำ มีสายตาดุดัน ท่านหนึ่งชื่อ มุงกัร อีกท่านหนึ่งชื่อนะกีร จะมาหาเขา และให้เขาลุกขึ้นนั่ง แล้วก็จะถามคำถามเขา 3 คำถาม คำถามนั้นก็คือ 

من ربك ؟ ใครคือพระเจ้าของท่าน ?

 وما دينك ؟ อะไรคือศาสนาของท่าน ?

  ومن نبيك  ؟   ใครคือนบีของท่าน ?

 

          สามคำถามเท่านั้น ไม่มีเกินไปจากนี้ เพราะถ้าเกินไปจาก 3 คำถามนี้ถือเป็นหลักอะกีดะฮฺหรือหลักการเชื่อมั่นที่ไม่ถูกต้องของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ คำถามทั้งสามข้อนี้ ถ้ามาถามเราบนโลกดุนยาในขณะนี้ แน่นอน เราก็สามารถตอบได้อย่างสบายๆ แต่ความจริง พอไปอยู่ในกุบูร คำถามทั้งสามข้อนี้ใช่ว่าจะตอบกันได้ง่ายๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่ามีความรู้แล้วจะตอบกันได้ทุกคน ในโลกดุนยานี้ แม้เราจะมีความรู้ แต่ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติตามความรู้ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ไม่ได้ออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์ ไม่ได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างนี้ก็ยากที่เราจะตอบคำถามได้

 

          การที่เราจะตอบคำถามสามข้อนี้ได้ มันจะตอบได้จาก กะลีมะฮฺ อัลอีมานียะฮฺ มันจะตอบได้จากอัลอีมานของเรา อัลอีมานคืออะไร ? มันก็คือการที่เราศรัทธาและเชื่อมั่นด้วยหัวใจ ยอมรับด้วยคำพูด และลงมือปฏิบัติด้วยอวัยวะของร่างกายตามที่หัวใจของเรายึดมั่น และตามที่คำพูดของเรายอมรับ จะต้องครบทั้งสามเงื่อนไข จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ จะมีแต่ใจกับวาจา ไม่มีการกระทำ ไม่มีการปฏิบัติทางอวัยวะร่างกายก็ไม่ได้ หรือจะมีแต่การกระทำ แต่ขาดเรื่องของใจ เรื่องของวาจาก็ไม่ได้เช่นกัน จะต้องครบทั้งสามเงื่อนไข การศรัทธามีเพิ่มมีลด มันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเราเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และมันจะลดลงเมื่อเราฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์

 

          ดังนั้น หากเราต้องการที่จะตอบคำถามทั้งสามข้อที่จะถูกถามในกุบูรนี้ได้ เราก็ต้องสร้างอัลอีมานให้เกิดขึ้นในตัวของเรา โดยเราต้องทำความรู้จักพระเจ้าของเราเป็นอย่างดี รู้จักศาสนาของเราเป็นอย่างดี รู้จักท่านนบีของเราเป็นอย่างดี รู้จักโดยการศึกษาแสวงหาความรู้ในเรื่องราวต่างๆ ซึ่งมันก็จะมีรายละเอียดในแต่ละเรื่องๆมากมาย ต่อให้เรียนกันจนชั่วชีวิตก็ไม่สามารถเรียนรู้กันได้หมด อะไรที่เราเรียนรู้แล้ว ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติให้เกิดผล เพราะทุกสิ่งที่เราปฏิบัติก็จะมีผลต่อการตอบคำถามในกุบูรของเรา

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ คำถามแรกที่จะถูกถามในกุบูร ใครคือพระเจ้าของท่าน ? ในขณะนี้ เราทราบอยู่แล้วว่า พระเจ้าของเราคือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราอีมานต่อพระองค์ เราศรัทธาต่อพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้าของเรา แล้วลองถามใจตัวเองดูสิว่า เรารู้จักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลามากแค่ไหน ? เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับพระองค์ ?

 

          ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเป็นเรื่องแรกที่เราต้องศึกษาแสวงหาความรู้ เพราะการรู้จักพระองค์อย่างดีจะทำให้เรายิ่งเกิดการเชื่อมั่นและศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลามากยิ่งขึ้น การรู้จักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างดี จะทำให้เราเคารพอิบาดะฮฺอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาด้วยการเคารพอิบาดะฮฺที่ถูกต้องอย่างแท้จริง พร้อมทั้งมอบการเคารพอิบาดะฮฺทั้งหมดแด่พระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น

 

การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หรือที่เรียกว่า“อัลอีมานุบิลลาฮฺ“ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน  

ส่วนที่หนึ่งคือ การศรัทธาในการมีอยู่จริงของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

ส่วนที่สองคือ การศรัทธาต่อเตาฮีดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

         ♣ สำหรับส่วนที่หนึ่ง ในเรื่องการศรัทธาในความมีอยู่จริงของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ถือเป็นการศรัทธาใน อิลมุลเฆ็บบฺ  عِلْمُ الغيب  การศรัทธาในสิ่งเร้นลับอันดับแรกและยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่พ้นญาณวิสัยของมนุษย์ที่จะเห็นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาด้วยตา ซึ่งพระองค์ก็ทรงยืนยันไว้ในอัลกุรอานว่า ในโลกดุนยานี้เราไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ แต่ในโลกอาคิเราะฮฺนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะทรงทำให้บรรดาผู้ศรัทธามองเห็นพระองค์ได้

 

          ถึงแม้ว่า ในโลกดุนยา เราไม่สามารถมองเห็นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่เราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ได้ และเรามีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่พร้อมทั้งศรัทธาว่าพระองค์ทรงมีอยู่จริง ทั้งนี้จากหลักฐานต่างๆ ( ซึ่งในเรื่องของหลักฐานคงจะไม่นำมาพูดในวันนี้ )

 

 ในส่วนที่สองของ“ อัลอีมานุบิลลาฮฺ “ คือการศรัทธาต่อเตาฮีดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา 

           เรื่องของเตาฮีด คือเรื่องของการมอบเอกภาพ หรือมอบความเป็นพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ซึ่งอุละมาอ์อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺส่วนใหญ่จะแบ่งเตาฮีดออกเป็นสามด้าน เป็นการแบ่งเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจเท่านั้น ไม่ได้แบ่งโดยมีวัตถุประสงค์อื่นใดทั้งสิ้น เป็นการแบ่งเพื่อให้เราได้ทำความเข้าใจได้อย่างง่ายๆ โดยเนื้อหาที่นำมาจัดประเภทนั้น ก็เป็นเรื่องที่นำมาจากตัวบทอัลกุรอานทั้งสิ้น ไมใช่เรื่องที่คิดกันขึ้นมาเอง

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ 

          เตาฮีดอัรรุบูบียะฮฺ  توحيدالربوبية   คือ การมอบเอกภาพแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในด้านที่เป็นพระเจ้า หรือด้านที่เป็นร็อบ ผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นเจ้าของ เป็นผู้ทรงครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงสร้างด้วย และยังเป็นผู้ทรงดูแลควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง บริหารโลกและจักรวาล ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วย ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก ผู้ทรงกรุณาปรานีต่อทุกๆสรรพสิ่งบนโลกนี้ เป็นพระเจ้าผู้ทรงเมตตาต่อบรรดามุสลิมมุอ์มินทั้งหมด เป็นพระเจ้าผู้ทรงสิทธิ์ มีอำนาจแต่เพียงพระองค์เดียวทั้งในโลกดุนยานี้ และในวันแห่งการพิพากษา วันแห่งการตอบแทนในโลกอาคิเราะฮฺ เป็นผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงให้ชีวิตและทรงให้ตาย ผู้ทรงให้คุณและโทษ ผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดมามีส่วนร่วมในกิจการทั้งหมดของพระองค์เลย

 

          เตาฮีดด้านที่สอง เตาฮีดอัลอุลูฮียะฮฺ  توحيدالألوهية   คือการมอบเอกภาพแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาในเรื่องที่เราต้องมอบการเคารพอิบาดะฮฺทั้งหมดแด่พระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ทั้งในที่ลับและในที่เปิดเผย ทั้งที่อยู่ในจิตใจและการกระทำ โดยเราต้องไม่นำสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือคนหนึ่งคนใดมาทำการเคารพ มาทำการอิบาดะฮฺ มาขอให้ช่วยเหลือในฐานะพระเจ้าร่วมกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างเด็ดขาด เราต้องมอบความเป็นพระเจ้าที่เป็นอิลาฮฺองค์เดียวแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเท่านั้น

 

          ความหมายของคำว่า ”ร็อบ” กับ “อิลาฮฺ” ที่เราแปลว่า พระเจ้า นั้นความหมายจะต่างกันตรงที่ว่า

          “ร็อบ” คือพระเจ้าที่เป็นผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงอภิบาลดูแล ทรงคุ้มครอง ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ เป็นพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีใครและไม่มีสิ่งใดสามารถเป็น”ร็อบ”ได้ แต่

          “อิลาฮฺ” หมายถึง พระเจ้าที่ถูกนำมาเคารพอิบาดะฮฺ พระเจ้าที่ถูกนำมาไหว้วอน ถูกนำมาร้องขอให้ช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น หากมีใครไปนำรูปปั้นมาเคารพกราบไหว้ว่าเป็นพระเจ้า รูปปั้นนั้นก็คืออิลาฮฺ หรือหากมีใครไปไหว้วอนขอความช่วยเหลือจากต้นไม้ต้นหนึ่งให้ช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกข์ยากต่างๆ ก็แสดงว่า ต้นไม้ต้นนั้นก็คืออิลาฮฺ ไปวิงวอนขอจากกุบูร ขอจากวิญญาณของคนดีที่เสียชีวิตไปแล้ว สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็คือ อิลาฮฺ

           ดังนั้น เตาฮีดอัลอุลูฮียะฮฺ คือการที่เราต้องมอบความเป็นอิลาฮฺแด่อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์เดียวเท่านั้น เราต้องไม่นำสิ่งถูกสร้างอื่นใดทั้งสิ้นมาเป็นอิลาฮฺร่วมกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการตั้งภาคี เป็นการทำชิริกต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อันเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด 

 

          เตาฮีดด้านที่สาม เตาฮีดอัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต  توحيدالأسماءوالصفات  คือการมอบเอกภาพ หรือมอบความเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องของพระนามอันงดงามและคุณลักษณะอันสูงส่งแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นการเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแน่วแน่มั่นคงต่อบรรดาพระนามและบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตามที่ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานและอัลหะดีษเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า การที่เราจะเข้าใจว่าอะไรเป็นพระนามและคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลานั้น เราต้องให้อัลกุรอานระบุว่าอะไรเป็นพระนาม อะไรเป็นคุณลักษณะของพระองค์ จะใช้วิธีการอื่นไม่ได้ ต้องให้ตัวบทในอัลกุรอานและอัลหะดีษระบุไว้เท่านั้น โดยเราจะต้องมีหลักยึดว่า จะต้องไม่มีการปฏิเสธใดๆต่อพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ตามที่ถูกระบุไว้ และจะต้องไม่มีการเบี่ยงเบนในความหมาย ไม่มีการตีความ และต้องไม่นำไปเปรียบเทียบกับลักษณะของมัคลูก็อต หรือสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหมดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาด้วย ถือเป็นพระนามและคุณลักษณะอันสมบูรณ์ทุกประการ โดยไม่มีข้อบกพร่องใดๆทั้งสิ้น

 

           สิ่งที่เราต้องยึดไว้ให้มั่นเกี่ยวกับเรื่องของเตาฮีดประเภทนี้ก็คือ อายะฮฺของอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัชชูรอ อายะฮฺที่ 11 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตอาลาตรัสว่า

ۚ لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ   “...ไม่มีสิ่งใด(ทั้งสิ้น)ที่จะเสมอเหมือนพระองค์(อย่างเด็ดขาด)”

          เพราะเมื่อเราระลึกได้อยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ เราก็จะไม่เอาสติปัญญาของเรา หรือเอาความคิดของเราที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปยุ่งเกี่ยวกับบรรดาพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างเด็ดขาด มันจะทำให้เราไม่ทำการเบี่ยงเบนในความหมายของพระนามและ คุณลักษณะของพระองค์ ทำให้เราไม่ตีความในพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ ทำให้เราไม่นำเอาพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ไปเปรียบเทียบกับลักษณะของมัคลูก็อต หรือสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหมดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างเด็ดขาด

 

          เมื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงมีพระหัตถ์ หรือมีมือ เช่นในอัลกุรอานซูเราะฮฺอัซซุมัร อายะฮฺที่ 67 พระองค์ตรัสว่า

 

وَمَا قَدَرُوا اللَّهَ حَقَّ قَدْرِهِ وَالْأَرْضُ جَمِيعًا قَبْضَتُهُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَالسَّمَاوَاتُ مَطْوِيَّاتٌ بِيَمِينِهِ ۚ سُبْحَانَهُ وَتَعَالَىٰ عَمَّا يُشْرِكُونَ

          “และพวกเขาไม่ได้ให้ความยิ่งใหญ่แด่อัลลอฮฺอันพึงมีต่อพระองค์อย่างแท้จริง และแผ่นดินนี้ทั้งหมดเป็นเพียงกำพระหัตถ์หนึ่งของพระองค์ และชั้นฟ้าทั้งหลายจะม้วนกลิ้งด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ และพระองค์ทรงสูงส่งเหนือจากบรรดาสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี”

 

          บรรดาสะลัฟ ฯได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า หมายถึงในวันกิยามะฮฺ แผ่นดินนี้จะเป็นเพียงกำมือหนึ่งของพระองค์ อีกทั้งแผ่นดินและชั้นฟ้าทั้งหมดล้วนอยู่ในกำมือขวาของพระองค์ และทรงม้วนแผ่นดินและชั้นฟ้าทั้งหมดด้วยมือขวาของพระองค์
 

         นี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงยืนยันคุณลักษณะของพระองค์ในเรื่องนี้ ว่าทรงมีมือ เพียงแต่เราไม่ทราบว่าทรงมีมืออย่างไร ? และเราไม่ต้องไปจินตนาการว่ามีลักษณะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะสิ่งที่เราต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ  لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ  “พระองค์ไม่ทรงเหมือนสิ่งใดทั้งสิ้น” ขอให้เราเชื่อมั่นและศรัทธาไปตามนั้นว่าพระองค์ทรงมีมือ แต่มีในลักษณะใดเราไม่ทราบ และไม่ต้องไปตีความว่ามือหมายถึง อำนาจ ไม่ต้องไปตีความว่า มือหมายถึงความโปรดปราน หรือหมายถึงความประเสริฐ ตีความหมายในลักษณะอย่างนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด ถือเป็นการบิดเบือนหรือเบี่ยงเบนในพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นความผิดที่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ตกมุรตัด ออกนอกศาสนาได้

           ถ้าหากเราไปได้ยินได้ฟังใครพูดในลักษณะที่ตีความอย่างนี้ก็ขอให้ทราบเถิดว่า มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักอะกีดะฮฺหรือหลักการเชื่อมั่นของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ถือเป็นเรื่องของความหลงผิด ซึ่งในเรื่องนี้ รวมถึงบรรดาพระนามและบรรดาคุณลักษณะอื่นๆก็เช่นเดียวกัน เราไม่ต้องไปตีความ ไม่ต้องไปเบี่ยงเบนความหมาย เมื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกว่า พระองค์ทรงพูด ทรงเห็น ก็ให้เชื่อมั่นไปตามนั้นว่า พระองค์ทรงพูด ทรงเห็น แต่พูดอย่างไร ? เห็นอย่างไร ? เราไม่สามารถทราบได้ ดังนั้นไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบให้เกิดความเหมือนหรือความคล้ายคลึงกับมนุษย์

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ เมื่อมีคนบางกลุ่มได้ทำการตีความ หรือทำการเบี่ยงเบนในความหมายบรรดาพระนามและบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดต่อหลักอะกีดะฮฺหรือหลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องมีการชี้แจงให้ทราบ หากเขาทราบแล้ว เขาจะยังยึดมั่นในหลักอะกีดะฮฺที่ไม่ถูกต้อง มันก็เป็นเรื่องระหว่างตัวเขากับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราก็จะไม่ไปยุ่งเกี่ยว แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาได้เผยแผ่หลักอะกีดะฮฺที่ผิดพลาดออกสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่คนในสังคมจะต้องออกมาชี้แจง บอกกล่าวให้ทราบ เป็นการทำตามหลักอะกีดะฮฺในเรื่องที่ให้มีการตักเตือนกัน ไม่ใช่เรื่องของการทะเลาะกัน ไม่สามัคคีกัน แต่มันคือการตักเตือนกันเพื่อให้ผู้คนในสังคมกลับมาสู่หลักอะกีดะฮฺที่ถูกต้อง 

 

     ...ตักเตือนผู้คนเพื่อให้รักษากิตาบุลลอฮฺให้คงความบริสุทธิ์ ไม่ถูกดัดแปลง ไม่ถูกแก้ไข ไม่ถูกบิดเบือน

     ...ตักเตือนเพื่อให้ผู้นำ เพื่อให้ผู้รู้นำสิ่งที่ถูกต้องมาเผยแผ่ มาปฏิบัติใช้ 

     ...ตักเตือนเพื่อให้คนเอาวามหรือคนทั่วๆไปอย่างเราๆได้รู้ ได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นการตักเตือนกัน เพื่อเป็นการกำชับกันไปสู่ความดี ห้ามปรามการทำสิ่งที่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนาตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

          ดังนั้น หากตราบใดที่หลักอะกีดะฮฺที่ผิดๆยังคงถูกเผยแผ่ออกสู่สาธารณะ ก็จำเป็นที่หลักอะกีดะฮฺที่ถูกต้องก็จะต้องถูกนำมาเสนอเพื่อให้ผู้คนในสังคมได้รู้ ได้เข้าใจ ได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง จะปล่อยไป จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อ้างว่าไม่อยากให้เกิดการแตกแยก อย่างนี้ ก็จะเกิดความหายนะ เกิดความเสียหายต่อบทบัญญัติศาสนา และนำความพินาศมาสู่ผู้ที่หลงเชื่อตามหลักอะกีดะฮฺหรือความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไป สิ่งที่เราต้องเรียกร้องคือ เรียกร้องให้คนที่พูดของผิด หยุดการเผยแผ่ในเรื่องที่ผิด ไม่ใช่เรียกร้องให้คนที่พูดของถูก หยุดพูดในเรื่องที่ถูกนะครับ

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ที่พูดมาทั้งหมดนั่นก็คือ บางส่วนในเรื่องของการทำความรู้จักอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เรื่องของการอีมานหรือการศรัทธาต่อพระองค์ ซึ่งความรู้ในเรื่องนี้และการปฏิบัติของเราบนโลกดุนยานี้จะมีผลต่อการตอบคำถามที่เราจะถูกถามในกุบูรนะครับ

 

           สุดท้ายนี้ ขอให้เราได้หมั่นศึกษา ได้แสวงหาความรู้ในเรื่องราวของหลักการศาสนาอยู่เสมอ เพื่อให้ความรู้นั้นได้ขจัดความโง่เขลาออกไปจากตัวเรา เพื่อเราจะได้นำความรู้นั้นมาอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ด้วยอิบาดะฮฺที่ถูกต้อง เพื่อให้ความรู้นั้นมาทำให้อะกีดะฮฺหรือหลักการเชื่อมั่นของเราถูกต้องและมั่นคง นำไปสู่ความใกล้ชิดอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และทำให้เราพ้นจากความคลุมเครือหรือความสงสัยในเรื่องต่างๆ และการแสวงหาความรู้นั้นต้องเป็นการแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ด้วย

 

 

มัสยิดดารุ้ลเอี๊ยะห์ซาน