ทุกๆชีวิตต้องได้ลิ้มรสความตาย
  จำนวนคนเข้าชม  634


ทุกๆชีวิตต้องได้ลิ้มรสความตาย

 

คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีตักวา-ความยำเกรงต่อพระองค์ เพราะตักวา-ความยำเกรงต่อพระองค์นั้น หากมีอยู่ในหัวใจของเราแล้ว มันก็จะเป็นเสมือนกำแพงที่ขวางกั้นเรา ไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นชิริก สิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ สิ่งที่เป็นมะอฺศิยะฮฺ สิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และมันก็จะเป็นแรงผลักดันเราให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นอิบาดะฮฺ สิ่งที่เป็นอะมัลศอและฮฺต่างๆ ซึ่งผลของการที่เรามีตักวา-ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็คือ การที่เราได้ปกป้องตัวของเราเองให้รอดพ้นจากการถูกทรมานในกุบูร และปกป้องเราจากการถูกลงโทษในไฟนรกในวันกิยามะฮฺ สำหรับในโลกดุนยานี้ เราก็จะได้รับชีวิตที่ดีงาม และในโลกอาคิเราะฮฺเราก็จะได้รับรางวัลตอบแทนด้วยสวนสวรรค์และสิ่งพิเศษมากมายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์นั้น

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ การฟังคุฏบะฮฺวันศุกร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการละหมาดวันศุกร์ ดังนั้น ท่านพึงตั้งใจฟังและพินิจพิจารณาในสิ่งที่ท่านฟัง เมื่อท่านพินิจพิจารณาใคร่ครวญแล้วว่า คุฏบะฮฺที่ท่านฟังนั้นเป็นเรื่องราวที่มีหลักฐานที่ถูกต้องตรงตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺที่ถูกต้องของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมแล้ว ท่านพึงนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้เต็มกำลังความสามารถของท่าน เพราะทุกสิ่งที่ท่านปฏิบัติในโลกดุนยานี้ จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับในโลกอาคิเราะฮฺ ท่านพี่น้องครับ กรุณาปิดมือถือ หรือเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด และ หยุดการพูดคุยกันในขณะที่อยู่ในช่วงของคุฏบะฮฺ และในขณะละหมาดนั้นท่านไม่สามารถที่จะพูดจาใดๆได้ทั้งสิ้น เพราะมันจะทำให้การละหมาดของท่านเสียและท่านต้องละหมาดใหม่

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ เราจะเห็นว่าโลกในยุคปัจจุบันนี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวของชีวิตทางโลกมากมาย วันๆก็ยุ่งอยู่กับการทำมาหากิน เพื่อให้พอกินพอใช้ หรือเพื่อให้เหลือกินเหลือใช้ วันๆก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือ อยู่กับเครื่องมือสื่อสารต่างๆ เขียนไลน์ โพสต์เฟสบุค เดินทางท่องเที่ยว มีความบันเทิงต่างๆมากมายปรากฏอยู่ในเทคโนโลยีที่นับวันก็ก้าวหน้า ล้ำสมัยไปเรื่อยๆ เราเพลิดเพลินอยู่กับความสวยความงาม เพลิดเพลินอยู่กับชีวิตบนโลกดุนยา จนบางทีเราก็อาจจะลืมนึกถึงความตาย ความตายที่เป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนหนีไม่พ้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงยืนยันไว้ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอาละอิมรอน ส่วนต้นของอายะฮฺที่ 185 พระองค์ตรัสว่า

كُلُّ نَفْسٍ ذَائِقَةُ الْمَوْتِ ۗ     “ทุกๆชีวิตต้องได้ลิ้มรสความตาย”

 

          อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงยืนยันว่าทุกๆคนต้องตาย ทุกๆสิ่งมีชีวิตต้องตาย และมันก็ยังเป็นเรื่องที่เราประจักษ์เห็นจริง เพราะเดี๋ยวเราก็เห็นคนนั้นตาย เดี๋ยวเราก็ได้ยินข่าวคนนี้ตาย เห็นสัตว์ตาย เห็นต้นไม้ตาย จะชอบความตายหรือไม่ชอบความตายก็ตาม ทุกคนก็ต้องตาย ทุกๆสิ่งที่มีชีวิตต้องตาย ปฏิเสธไม่ได้เลย จะหลบหนีไปทางไหนก็ไม่ได้ จะป้องกันตัวเองไม่ให้ความตายย่างกรายมาหาเรา ก็ทำไม่ได้ หนีเข้าไปอยู่ในป้อมปราการที่ใหญ่โตแข็งแรง ก็ยังไม่สามารถที่จะหลบหนีความตายไปได้ ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอันนิซาอ์ ส่วนต้นของอายะฮฺที่ 78 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า 

أَيْنَمَا تَكُونُوا يُدْرِككُّمُ الْمَوْتُ وَلَوْ كُنتُمْ فِي بُرُوجٍ مُّشَيَّدَةٍ ۗ

“ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ความตายก็จะมาถึงพวกเจ้า

แม้ว่าพวกเจ้าจะอยู่ในป้อมปราการอันสูงตระหง่านมั่นคง แข็งแรงขนาดไหนก็ตาม”

 

          ตายกันทุกคน ตายกันทุกชีวิต จะช้าจะเร็วเท่านั้นที่เราไม่อาจทราบได้เลย ถ้ามีใครมาบอกว่าจะตายวันนั้นวันนี้ เวลานั้นเวลานี้ คนนั้นก็คือคนกัซซาบ كزَّابٌ คนโกหก เพราะความรู้ในเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเร้นลับ ที่เราไม่มีวันทราบ เราจะทราบเรื่องของสิ่งเร้นลับนี้ได้ก็เฉพาะที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกให้เราทราบเท่านั้น เรื่องของอิลมุนเฆ็บบฺ عِلْمُ الغيب เป็นเรื่องที่เรามองไม่เห็น แต่เป็นเรื่องที่เราต้องศรัทธาและเชื่อมั่นในความมีอยู่จริงของมัน ถือเป็นเรื่องที่อยู่ใน”อัลอีมานุ บิลเยามิลอาคิร الايمان با ليوم الاخر ” เป็นรุกุ่นอีมานข้อที่ห้า คือการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺ

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่มันคือสิ่งที่นำเราออกจากโลกดุนยาไปสู่โลกอาคิเราะฮฺ ซึ่งเป็นโลกของการตอบแทนตลอดกาล เป็นโลกที่ไม่มีวันดับสูญ ไม่มีวันสูญสลาย ในขณะที่โลกดุนยาคือโลกแห่งการลงทุนลงแรง โลกแห่งการสะสมคุณงามความดี สะสมอะมัลศอและฮฺ ถือเป็นโลกชั่วคราว สักวันต้องดับสลายไป ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

الدّنيا مزرَعَة الآخرة     “โลกดุนยานี้เป็นไร่เพาะผลิตผลให้แก่โลกอาคิเราะฮฺ”

 

 โลกอาคิเราะฮฺนี้ก็จะแบ่งเป็น 2 ภาค 

          ภาคที่หนึ่ง คือ อาคิเราะฮฺน้อย คือชีวิตในช่วงหลังความตาย เป็นชีวิตในกุบูร หรือชีวิตในหลุมฝังศพ ที่เรียกว่า ชีวิตในโลกอะลัมบัรซัค (برْزَخ) เป็นโลกที่กั้นระหว่างโลกดุนยากับอาคิเราะฮฺใหญ่ ซึ่งอาคิเราะฮฺใหญ่ก็คือ

          ภาคที่สองของโลกอาคิเราะฮฺ เป็นช่วงของการฟื้นคืนชีพจากกุบูร ซึ่งมันจะเข้าสู่กระบวนการ 3 ประการคือ การถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วนำมาสู่การชำระสอบสวน ถูกพิพากษา แล้วนำไปสู่สวรรค์หรือนรกตลอดกาล

          ดังนั้น ในช่วงท้ายโลกดุนยาของชีวิตเรา เมื่อความตายได้มาถึงเรา ในช่วงที่เรากำลังใกล้จะสิ้นลมหายใจนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงให้เราได้ทราบนะครับว่า เมื่อเราสิ้นใจไปแล้ว เราจะได้ไปทางไหน เราจะทราบแล้วตั้งแต่ช่วงก่อนที่เราจะหมดลมหายใจว่า ที่อยู่ที่พำนักตลอดกาลของเราคือที่ไหน สวรรค์หรือนรก ซึ่งก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว เมื่อรู้ตัวว่าจะต้องไปนรก ก็อยากจะแก้ตัว อยากจะลุกขึ้นมาละหมาด อยากจะจ่ายซะกาต อยากจะถือศีลอด แต่ก็ทำไม่ได้ อยากจะทำความดีใดๆก็ไม่สามารถทำได้แล้ว การเตาบะฮฺตัวในช่วงที่วิญญาณกำลังจะออกจากร่างนั้น จะไม่ถูกตอบรับแล้ว

          เหตุการณ์ในช่วงนี้จะดำเนินไปตามกระบวนการของมันโดยอัตโนมัติ ตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ถ้าการดำเนินชีวิตบนโลกดุนยาของเรา อยู่แต่ในเรื่องของการฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา กระบวนการของมันก็จะนำทางเราให้ตรงไปนรก ไม่มีเลี้ยวไปที่ไหน 

          แต่ถ้าการดำเนินชีวิตบนโลกดุนยาของเรา ดำรงอยู่แต่ในเรื่องของความดี รักษาคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอยู่เสมอ ละหมาดเสมอ ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอนอย่างครบถ้วน จ่ายซะกาต บริจาค กระบวนการของมันก็จะนำเราไปสู่ทางที่จะไปสวรรค์ ตรงไปสวรรค์อย่างเดียว ไม่มีการอ้อมไปทางไหน

 

          ดังนั้น ชีวิตที่จะตัดสินเราในโลกอาคิเราะฮฺตลอดกาลก็คือ ชีวิตบนโลกดุนยานี้เท่านั้น ดังที่ผมได้พูดไว้ในตอนต้นคุฏบะฮฺว่า ทุกๆสิ่งที่เราปฏิบัติในโลกดุนยานี้ จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่เราจะได้รับในโลกอาคิเราะฮฺ จะตรงไปนรกเลยก็ได้ จะตรงไปสวรรค์เลยก็ได้ หรือจะแวะไปนรกก่อน แล้วก็ค่อยไปสวรรค์ อย่างนี้ก็ได้ ในกรณีอย่างนี้ ก็สำหรับมุสลิมที่ชอบทำความดีควบคู่ไปกับการทำความชั่วนะครับ ทำความดีในขณะเดียวกันก็ทำความชั่ว ทำสิ่งที่ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาควบคู่ไปด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะต้องไปแวะนรกก่อน โดนลงโทษในความชั่วที่ทำก่อน เมื่อหมดโทษแล้วถึงจะได้ไปสวรรค์ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงให้อิสระแก่เราบนโลกดุนยานี้ ที่เราจะเลือกที่พำนักตลอดกาลในโลกอาคิเราะฮฺให้กับตัวเองอย่างไร ?

 

          ด้วยเหตุนี้ ชีวิตในอะลัมบัรซัคของเราอาจจะเป็น روضَةٌ เราเฎาะฮฺหนึ่งหรือเป็นสวนๆหนึ่งของสวนสวรรค์ หรืออาจจะเป็นหุฟรฺ حفْرةٌ เป็นขุมหนึ่งของไฟนรกก็ได้ ในอัลหะดีษบันทึกของอิมามอัตติรมีซีย์ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

إنَّما القَبْرُ روضَةٌ مِن رِياضِ الجنَّةِ أو حفْرةٌ من حُفْرِ النَّا 

“กุบูรนั้นอาจเป็นสวนหนึ่งของสวรรค์ หรืออาจเป็นขุมหนึ่งของนรก”

          จะเป็นความสุขสบายตลอดกาล หรือจะเป็นทุกข์สาหัสสากรรจ์ตลอดไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับการประพฤติ การปฏิบัติของตัวเราบนโลกดุนยานี้ ว่าเราได้ปฏิบัติไว้อย่างไร ?

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ในช่วงที่เรากำลังจะสิ้นลมหายใจนั้น มะละอิกะฮฺกลุ่มหนึ่งจะลงมาหาเรา ในอัลหะดีษ รายงานจากท่านอัลบะรออ์ อิบนิ อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุได้เล่าว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อได้มีการฝังมัยยิตของชาวอันศ็อรคนหนึ่ง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้อยู่ท่างกลางบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ท่านนบีได้เล่าว่า

 

          “เมื่อเวลาที่บ่าวที่เป็นคนดี เป็นมุอ์มิน เป็นคนที่ยึดมั่นในคำกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ ดำรงชีวิตอยู่ในคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เมื่อเขาใกล้จะสิ้นลม มะลาอิกะฮฺจากฟากฟ้าจะลงมากันเป็นกลุ่ม โดยพวกเขามีใบหน้าผ่องใส ใบหน้าของพวกเขาสว่างไสวดุจดั่งดวงอาทิตย์ พวกเขาจะเตรียมเครื่องกะฝั่น หรือเครื่องห่อมัยยิตที่มาจากสวรรค์ และมีของหอมจากสวรรค์มาด้วย เป็นของหอมที่หอมยิ่งกว่าของหอมที่สุดที่เราเคยได้กลิ่นบนโลกดุนยา พวกเขาจะลงมานั่งรอเป็นเพื่อน นั่งกันเป็นแถวยาวสุดสายตา

          พวกเขาจะมาบอกกับคนๆนั้นที่เป็นคนมุอ์มินว่า ไม่ต้องหวาดกลัวอีกแล้ว ไม่ต้องเสียใจอีกแล้ว ดุนยานี้จบสิ้นแล้ว ความหวาดกลัวต่างๆ กลัวความยากจน กลัวความไม่สบาย กลัวความลำบากต่างๆนานาที่เคยได้รับมา กลัวต่อบททดสอบต่างๆที่เคยประสบมาในโลกดุนยา ไม่มีอีกแล้ว ความโศกเศร้าเสียใจที่อยากจะมีชีวิตที่อยู่ดีกินดีแต่ยังไม่มี ความเสียใจต่างๆนานา ทุกอย่างมันจบแล้ว มันสิ้นสุดแล้ว ต่อไปนี้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงเตรียมรางวัลตอบแทนที่ดีงามไว้ให้แล้ว

ในอัลกุรอานซูเราะฮฺฟุศศิลัต อายะฮฺที่ 30-31-32 อัลลอฮฺ ซุบฮาะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

إِنَّ الَّذِينَ قَالُوا رَبُّنَا اللَّهُ ثُمَّ اسْتَقَامُوا تَتَنَزَّلُ عَلَيْهِمُ الْمَلَائِكَةُ أَلَّا تَخَافُوا وَلَا تَحْزَنُوا وَأَبْشِرُوا بِالْجَنَّةِ الَّتِي كُنتُمْ تُوعَدُونَ (30 )

          “แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่าอัลลอฮฺคือ พระเจ้าของเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น บรรดามะลาอิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวกับพวกเขาว่า) พวกท่านอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าโศกเสียใจ แต่จงต้อนรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้”

نَحْنُ أَوْلِيَاؤُكُمْ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَفِي الْآخِرَةِ ۖ وَلَكُمْ فِيهَا مَا تَشْتَهِي أَنفُسُكُمْ وَلَكُمْ فِيهَا مَا تَدَّعُونَ ( 31 )

          “(ทั้งนี้)พวกเราเป็นผู้อารักขาพวกท่านในการมีชีวิตอยู่ ทั้งในโลกดุนยาและโลกอาคิเราะฮฺ ...และในสวนสวรรค์นั้น พวกท่านจะได้สิ่งที่จิตใจของพวกท่านมุ่งมาดปรารถนา ... และในสวนสวรรค์นั้น พวกท่านจะได้ในสิ่งที่พวกท่านต้องการ” 

نُزُلًا مِّنْ غَفُورٍ رَّحِيمٍ ( 32 )

          “เป็นการต้อนรับด้วยความเมตตาจากพระเจ้าผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ(นั่นคืออัลลอฮฺนั่นเอง)”

 

           นี่ก็คือข่าวดีที่มะลาอิกะฮฺกลุ่มนี้ได้แจ้งให้คนที่ใกล้จะสิ้นลมที่เป็นคนมุอ์มิน เป็นคนศอและฮฺได้ทราบ แล้วหลังจากนั้น มะละกุลเมาต์ คือมะละอิกะฮฺที่มีหน้าที่เก็บดวงวิญญาณ มะละกุลเมาต์จะมีเพียงท่านเดียว มีหน้าที่เก็บวิญญาณของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ มะละกุลเมาต์จะมานั่งทางศีรษะของคนที่ใกล้จะสิ้นลมที่เป็นมุอ์มิน เป็นคนศอและฮฺ แล้วพูดด้วยคำพูดที่นุ่มนวลว่า

“โอ้วิญญาณที่ดี จงออกมาสู่การอภัยโทษของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และสู่ความพึงพอพระทัยของพระองค์เถิด”

          หลังจากนั้น วิญญาณที่ดีนั้น ก็จะไหลออกมาจากร่างของคนๆนั้นอย่างง่ายดาย เสมือนกับน้ำที่ไหลรินออกมาจากคนโทน้ำอย่างต่อเนื่อง พอวิญญาณที่ดีออกมาแล้ว มะละกุลเมาต์ก็จะนำวิญญาณที่ดีนั้นส่งต่อให้บรรดามะลาอิกะฮฺที่นั่งรอเป็นเพื่อนมัยยิตอยู่นั้น ได้ทำการกะฝั่นวิญญาณ ซึ่งการกะฝั่นก็จะมี 2 ครั้งคือในโลกดุนยาครั้งหนึ่งที่เราทำกัน แล้วก็บรรดามะลาอิกะฮฺก็จะทำการกะฝั่นวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงนำวิญญาณที่กะฝั่นแล้วไปใส่ของหอมที่ได้เตรียมมาจากสวรรค์ กลิ่นหอมของมันจะโชยออกมา ความหอมของมัน หอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียงที่เป็นของหอมที่สุดบนโลกดุนยา

          แล้วบรรดามะลาอิกะฮฺก็จะนำวิญญาณนั้นขึ้นสู่ฟากฟ้า ระหว่างทางก็จะมีมะลาอิกะฮฺท่านอื่นๆมาถามว่า นี่คือวิญญาณของผู้ใด ? บรรดามะลาอิกะฮฺก็จะตอบว่า นี่คือวิญญาณของคนนั้นคนนี้ โดยเอ่ยชื่อที่ดีที่สุดที่ผู้คนบนโลกดุนยาใช้เรียกเขา จนกระทั่งสิ้นสุดที่ชั้นฟ้าแห่งดุนยา บรรดามะลาอิกะฮฺก็จะขอให้เปิดประตูแห่งชั้นฟ้า ประตูแห่งชั้นฟ้าก็จะเปิดรับ บรรดามะลาอิกะฮฺแต่ละชั้นฟ้าก็จะมาต้อนรับ เชื้อเชิญวิญญาณนั้น ขอดุอาอ์ให้กับวิญญาณนั้น จนกระทั่งถึงชั้นฟ้าชั้นที่เจ็ด อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ตรัสกับบรดดามะลาอิกะฮฺว่า

          “พวกเจ้าจงบันทึกไว้ในบันทึกของบ่าวของข้าผู้นี้ไว้ที่ อิลลียีน (คือสวรรค์ชั้นสูงสุด) และจงนำเขากลับไปยังพื้นแผ่นดิน แท้จริง จากมันข้าได้สร้างพวกเขา (ก็คือสร้างเขามาจากดิน) ในมันข้าได้นำเขากลับไป (คือนำเขากลับสู่ดิน อยู่ในกุบูร) และจากมัน ข้าจะนำเขาออกมาอีกครั้งหนึ่ง (คือจะนำเขาออกมาจากดิน คือฟื้นคืนชีพขึ้นมา)”

         หลังจากนั้น วิญญาณของเขาก็จะถูกนำกลับมายังร่างของเขาที่ถูกฝังอยู่ในกุบูร เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในกุบูรต่อไป

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ นั่นก็คือกระบวนการของการเก็บวิญญาณของคนดีๆ คนที่เป็นมุอ์มิน ที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวล และมีความดีงามมากมาย แต่สำหรับการเก็บวิญญาณของผู้ที่ฝ่าฝืน ผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเล่า จะเป็นอย่างไร ?

          ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้เล่าถึงสภาพของการเก็บวิญญาณของคนที่ปฏิเสธศรัทธา คนที่ทำความชั่ว ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาว่า แท้จริง เมื่อเขามุ่งหน้าเข้าสู่โลกอาคิเราะฮฺ และตัดขาดจากโลกดุนยา คือเมื่อถึงช่วงเวลาที่เขาใกล้จะหมดสิ้นลมหายใจ ยังไม่ตายนะครับ แต่เป็นช่วงที่กำลังจะตาย จะมีบรรดามะลาอิกะฮฺจากฟากฟ้าลงมาหาเขาเหมือนกัน แต่ด้วยใบหน้าดำคล้ำ มาพร้อมกับผ้ากะฝั่นวิญญาณที่นำมาจากนรก เป็นผ้าที่หยาบกระด้างและระคายผิวอย่างที่สุด แล้วก็เหม็นอย่างที่สุด พวกเขาจะมานั่งอยู่กับคนๆนั้นจนสุดสายตา แล้วมะละกุลเมาต์ก็จะลงมานั่งทางศีรษะของเขา แล้วกล่าวว่า

 

          “โอ้วิญญาณที่เลวร้าย จงออกมาสู่ความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺเถิด” แล้วอวัยวะทุกส่วนของเขาก็จะดับสิ้น วิญญาณของเขาจะถูกมะละกุลเมาต์กระชากออกมาอย่างรุนแรงและเจ็บปวด มีสภาพประหนึ่งเหล็กเสียบเนื้อที่ถอนขนสัตว์จนเปียกชื้นให้หลุดออกมา แล้วตัดเส้นเลือดและเส้นประสาทจนฉีกขาด มะละกุลเมาต์จะจับวิญญาณไว้ในมืออย่างรุนแรงโดยใช้เวลาแค่พริบตา จากนั้นบรรดามะละอิกะฮฺก็จะห่อวิญญาณของคนๆนี้ ด้วยผ้ากะฝั่นที่มีความหยาบกระด้างที่สุด ระคายผิวอย่างที่สุดที่เตรียมมาจากนรก กระฝั่นนี้จะมีกลิ่นเหม็น เหม็นสุดๆโชยออกมา กลิ่นเหม็นยิ่งกว่ากลิ่นซากศพที่เราเคยได้กลิ่นบนโลกดุนยา

           แล้ววิญญาณนั้นก็จะถูกนำขึ้นสู่ฟากฟ้า ไม่ว่าวิญญาณนั้นจะผ่านมะลาอิกะฮฺท่านใดๆก็ตาม ก็จะถูกถามว่า วิญญาณที่เลวร้ายนี้เป็นของผู้ใด ? บรรดามะละอิกะฮฺจะตอบว่า เป็นวิญญาณของคนนั้นบุตรของคนนั้น โดยเรียกชื่อที่น่ารังเกียจที่สุดของเขาที่ได้มีการเรียกกันบนโลกดุนยา จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่ชั้นฟ้าแห่งดุนยา บรรดามะละอิกะฮฺก็จะขอให้เปิดประตูแห่งชั้นฟ้า แต่ประตูก็ไม่เปิดออก ไม่มีใครเปิดประตูได้

          เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเล่ามาถึงตรงนี้ ท่านนบีก็ได้อ่านอายะฮฺอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัลอะอฺร็อฟ อายะฮฺที่ 40 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

إِنَّ الَّذِينَ كَذَّبُوا بِآيَاتِنَا وَاسْتَكْبَرُوا عَنْهَا لَا تُفَتَّحُ لَهُمْ أَبْوَابُ السَّمَاءِ وَلَا يَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ حَتَّىٰ يَلِجَ الْجَمَلُ فِي سَمِّ الْخِيَاطِ ۚ وَكَذَٰلِكَ نَجْزِي الْمُجْرِمِينَ

          “แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธโองการต่างๆของเรา และได้แสดงอาการโอหังต่อโองการเหล่านั้น บรรดาประตูแห่งฟากฟ้าจะไม่ถูกเปิดให้แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์ จนกว่าอูฐจะลอดเข้าไปในรูเข็มได้ และในทำนองนั้นแหละ เราจะลงโทษบรรดาผู้กระทำความผิด”

           ไม่มีใครสามารถเปิดประตูแห่งชั้นฟ้าได้ จนกว่าอูฐจะลอดเข้าไปในรูเข็ม แสดงว่า คนๆนั้นไม่มีโอกาสได้เข้าสวรรค์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพราะอูฐจะลอดเข้ารูเข็มได้อย่างไร ? แล้วอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็ได้ตรัสกับบรรดามะละอิกะฮฺว่า 

          พวกเจ้าจงบันทึกบัญชีของคนๆนี้ไว้ที่ซิจญีน (คือแผ่นดินชั้นต่ำสุด) และจงนำเขากลับไปยังพื้นแผ่นดิน แท้จริง จากมันข้าได้สร้างพวกเขา (ก็คือสร้างเขามาจากดิน) ในมันข้าได้นำเขากลับไป (คือนำเขากลับสู่ดิน อยู่ในกุบูร) และจากมัน ข้าจะนำเขาออกมาอีกครั้งหนึ่ง (คือจะนำเขาออกมาจากดิน คือจากกุบูรก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา)”

แล้ววิญญาณที่เลวร้ายนั้นก็จะถูกขว้างออกมาอย่างรุนแรง แล้วท่านนบีก็ได้อ่านอายะฮฺอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัลหัจญ์ อายะฮฺที่ 31 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

وَمَن يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَكَأَنَّمَا خَرَّ مِنَ السَّمَاءِ فَتَخْطَفُهُ الطَّيْرُ أَوْ تَهْوِي بِهِ الرِّيحُ فِي مَكَانٍ سَحِيقٍ

“และผู้ใดตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ เสมือนว่าเขาร่วงลงมาจากชั้นฟ้า แล้วนกก็บินโฉบเอาเขาไป

หรือลมได้พัดพาเขาไปยังดินแดนอันไกลโพ้น สุดลูกหูลูกตา”

 แล้ววิญญาณก็จะถูกนำกลับมายังร่างของเขา ที่ถูกฝังอยู่ในกุบูรแล้ว


           เมื่อวิญญาณถูกนำกลับมายังร่างที่ถูกฝังอยู่ในกุบูรแล้ว ฟิตนะตุลก็อบริก็จะเริ่มขึ้น กระบวนการของการสอบสวนในอะลัมบัรซัคจะเริ่มขึ้นเป็นกระบวนการต่อไป ไม่มีใคร และไม่มีสิ่งใดที่จะมีความสามารถมาหยุดยั้งกระบวนการนี้ ไม่ให้ดำเนินต่อไปได้เลย

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ นั่นก็คือกระบวนการของการเก็บวิญญาณของคนที่กำลังจะตาย ซึ่งมันมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ระหว่างวิญญาณของคนดีที่ดำรงอยู่ในบทบัญญัติศาสนา กับวิญญาณของคนชั่วที่ปฏิเสธ ที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติศาสนา ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของเรื่องเร้นลับ (اَلْغَيْبُ) ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกให้เราทราบ ไม่ใช่เรื่องนิทาน ไม่ใช่เรื่องนิยาย แต่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริงตามที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงบอกให้เราได้ทราบไว้ ไม่ต้องสงสัยอะไร ได้ฟังแล้ว ไม่ต้องแคลงใจใดๆทั้งสิ้น เพราะมีหลักฐานปรากฏทั้งในอัลกุรอานและอัลหะดีษจำนวนมากมายในระดับมุตะวาติรยืนยันในเรื่องนี้

          หะดีษมุตะวาติรฺ متواتر คือหะดีษที่ทุกชั้นของสายรายงาน คือชั้นเศาะฮาบะฮฺ ชั้นตาบิอีน และชนรุ่นหลังต่อๆมา มีบุคคลเป็นจำนวนมากได้รายงานหะดีษนี้สืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีขาดตอน โดยเป็นไปไม่ได้ว่า บุคคลจำนวนมากเหล่านั้นจะพร้อมใจกันกล่าวเท็จ หรือพูดโกหก และในจำนวนผู้รายงานในแต่ละชั้นนั้น นักวิชาการได้กำหนดว่าต้องมีเป็นอย่างน้อย 10 คนขึ้นไป ดังนั้น สถานภาพของหะดีษมุตะวาติร จึงถือเป็นสุดยอดของความถูกต้อง โดยไม่มีข้อสงสัยเคลือบแคลงใดๆทั้งสิ้น ผู้ใดปฏิเสธหะดีษมุตะวาติรโดยตั้งใจ ถือว่าผู้นั้นมีสภาพเป็นมุรตัด ออกนอกศาสนา

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ก่อนจบคุฏบะฮฺในวันนี้ ขอให้เรารำลึกอยู่เสมอว่า เรื่องของสิ่งเร้นลับที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงนำมาบอกเล่า และท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นำมาตักเตือนแก่เรานั้น เพื่อให้เราได้เตรียมตัวของเราเสียตั้งแต่ในโลกดุนยานี้ ยังไม่สายที่เราจะขออิสติฆฟาร ขอเตาบะฮฺตัว กลับเนื้อกลับตัว ปรับปรุงตัวของเราให้ยึดมั่นในบทบัญญัติของศาสนา เพื่อที่จะให้ช่วงเวลาของการเก็บวิญญาณของเราเป็นช่วงเวลาของการเก็บวิญญาณที่ดี

          อัลหะดีษในบันทึกของอิมามมุสลิม รายงานจากท่านอะบีหุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสอนให้เรากล่าวดุอาอ์หลังจากการอ่านตะชะฮฺฮุดครั้งหลัง ก่อนให้สลามว่า

 اَللَّهُمَّ إِ نِّيْ أَعُوْذُبِكَ مِنْ عَذَابِ جَهَنَّمَ وَمِنَ عَذَابِ الْقَبْرِوَمِنْ فِتْنَةِالْمَحْيَاوَالْمَمَاتِ وَمِنْ فِتْنَةِ الْمَسِيْحِ الدَّجَالِ

           “โอ้ อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้พ้นจากการลงโทษในนรก การลงโทษในหลุมฝังศพ ความวุ่นวายของการมีชีวิตและความตาย และให้พ้นจากความชั่วร้ายของมะซีฮิดดัจญาล”

 

          สุดท้ายนี้ ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเมตตาเรา ทรงฮิดายะฮฺ ทางนำที่ถูกต้องให้แก่เรา เพื่อให้เราได้เลือกการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง และประสบความสำเร็จทั้งในโลกดุนยา โลกบัรซัค และโลกอาคิเราะฮฺ


คุตบะฮ์ มัสยิดดารุ้ลอิห์ซาน