อัลฟิตนะฮฺ
  จำนวนคนเข้าชม  426


อัลฟิตนะฮฺ

โดย .อับดุลฆอนียฺ บุญมาเลิศ

 

คำว่า ฟิตนะฮฺนั้น มีความหมายหลากหลาย ดังนี้  

     - การทดสอบ เช่น พูดว่า (ฟะตันตุลฟิฏเฏาะตะวัธธะฮั๊บ/ฉันทดสอบเงินและทอง) เมื่อทำให้ทั้งสองอย่างนั้น ละลายแล้วแยกตัวออกจากกัน ระหว่างที่ดีบริสุทธิ์ กับสิ่งเจือปน ที่ไม่บริสุทธิ์

 

     - การเผาด้วยไฟ เช่น คำพูดของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ความว่าวันที่พวกเขา จะโดนเผา ด้วยไฟนรก (อัซซาริย๊าต/13)

 

     - ความผิด และบาปกรรม หรือบางที่ก็บอกว่า มีความหมายเป็นการข่มเหง ไม่เป็นธรรม

 

     - การที่ท่านหลงชอบสิ่งนั้น เช่น คำว่า ฟะตะนะฮู ยัฟตินุฮู ฟัตนัน ฟุตูนัน และเช่น พูดว่า อุฟตินัรรอญุลุ และ ฟุตินะ เขาก็เป็นมัตตูน เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นกับเขา จนทำให้หมดสิ้นทั้งทรัพย์สินและสติปัญญาของเขา

 

           คำว่า ฟิตนะฮฺ แปลว่า กุฟรู การปฏิเสธ และฟิตนะฮฺ แปลว่า สมบัติ หรือแปลว่า บรรดาลูกๆ

          ส่วนความหมายของฟิตนะฮฺที่ต้องการในที่นี้ คือ สิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายถูกทดสอบในชีวิตนี้ อันได้แก่ ทรัพย์สมบัติ สตรีเพศ ฐานะ ตำแหน่ง หน้าที่ อำนาจ บารมี หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ห่างออกไปจากอัลลอฮฺ และโลกอาคิเราะฮฺ และคำว่า ฟิตนะฮฺ เป็นคำเอกพจน์ ส่วนคำว่า ฟิตัน เป็นคำพหูพจน์ ในภาษาอาหรับ

 

อันตรายของฟิตนะฮฺ

 

         ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น เคยขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ให้พ้นจาก ความชั่วร้ายของฟิตนะฮฺต่างๆ มากมาย และท่านได้เตือนให้ประชากรของท่านระวังภัยของฟิตนะฮฺต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ต่อมนุษย์ ทั้งในช่วงที่ยังมีชิวิตอยู่ และภายหลังจากที่ท่านจากไปแล้ว 

 

          ซึ่งฟิตนะฮฺนั้น เป็นความ หลงผิด ในโลกดุนยา และความสูญเสียแล้วในอาคิเราะฮฺ มีแต่การคิดบัญชี และการลงโทษ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ในฮะดิษของท่านที่ว่า

 

แท้จริง ฟิตนะฮฺต่างๆ นั้น จะปกคลุมพวกท่าน

ดังนั้น พวกท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ให้พ้นจากความชั่วร้ายของมันเถิด

 

         และมีรายงานของอิบนุ สะละมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ตื่นขึ้นจากนอน ในคืนหนึ่ง อย่างตื่นตระหนก แล้วพูดว่า 

          “ซุบฮานัลลอฮฺ อัลลอฮฺได้ประทานอะไรลงมาจากคลังต่างๆ ? และอัลลอฮฺ ได้ให้ฟิตนะฮฺลงมา? ใครจะไปปลุกบรรดาเจ้าของห้องต่างๆ ทีได้ไหม? (ท่านหมายความว่า บรรดาภรรยาของท่าน) เพื่อพวกนางเหล่านั้น จะได้ลุกขึ้นมาทำการละหมาด ไม่แน่บางที คนที่มั่งมีในโลกนี้ อาจต้องหมดตัว ในโลกหน้าก็ได้

 

          ชาวสลัฟซอและหฺริฎวานุลลอฮิอะลัยฮิมจะกลัวกันมาก ในอันตรายของฟิตนะฮฺ ดังที่ อิบนุ อัซซิคดีร ได้กล่าวไว้ว่า ฉันได้ยิน อบูบัดดัรดาอฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่าแม้ถ้าตายอยู่ในอิสลาม ก่อนที่ฟิตนะฮฺเกิดขึ้นก็จะดียิ่ง

 

           อัฏฏ็อฮฮ๊าก ได้กล่าวอธิบายคำตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่อยู่ในซูเราะฮฺอัลฟาล อายะฮฺที่ 25 ที่ว่าและเจ้าจงระวังการลงโทษ ซึ่งมันจะไม่ประสบแก่บรรดาผู้อธรรม ในหมู่ของพวกเจ้า โดยเฉพาะเท่านั้นเขาบอกว่าจะโดนกันทั้งหมด คนดี และคนชั่ว

 

          อัลหะซัน อัลบัศรียฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า อัลฮัจญาจญฺนั้น เป็นการลงโทษมาจากอัลลอฮฺ พวกท่านอย่าปกป้องการลงโทษของอัลลอฮฺ ด้วยมือของพวกท่าน หากแต่จงป้องกัน โดยการนอบน้อม และการสำรวมขอดุอาอฺ ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสในซูเราะฮฺอัลมินูน อายะฮฺที่ 76 ว่า

และแท้จริง เราได้ทดสอบพวกเขา ด้วยการลงโทษ

แต่พวกเขาก็หาได้นอบน้อม ต่อพระ ผู้เป็นเจ้าของพวกเขาไม่ และพวกเขาก็ไม่ยอมถ่อมตน

 

          ส่วนฏ็อลกฺ บิน ฮะบี๊บ บอกว่า พวกท่านจงป้องกันฟิตนะฮฺด้วยการตักวา เขาถูกถามว่า ท่านจงบอกเราถึงการตักวาด้วย เขาตอบว่า การตักวา คือ ท่านจะต้องทำการภักดีต่ออัลลอฮฺ ตามทางสว่างของ อัลลอฮฺ โดยหวังผลบุญจากพระองค์...และต้องเลิกจากการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ ตามแนวทางสว่างของอัลลอฮฺ โดยกลัวเกรงการลงโทษของอัลลอฮฺ

 

จากการบันทึกของอะฮฺมัด และอิบนิ อบิดดุยา และอัลก่อนุญีย์ กล่าวสั่งสอนว่า 

         “การสกัดกั้นฟิตนะฮฺนั้น เป็นแบบอย่างที่ยังคงต้องดำเนินอยู่ต่อไป จำเป็นต้องนำมาใช้ จงมอบตัวของท่านแต่อย่ายอมเรื่องศาสนาเป็นอันขาด ท่านอย่าเอื้ออำนวยเรื่องฟิตนะฮฺด้วยสองมือของท่าน หรือด้วยปาก และต้องรักษาทั้งมือ ปาก และอารมณ์ของท่านอย่าให้ยุ่งเกี่ยวกับฟิตนฮฺ 

     และใครก็ตามที่ได้ดำรงตำแหน่ง เป็นผู้ปกครองแล้วผู้คนก็พอใจเขา และทั้งที่เขาเองชนะมาด้วยคมดาบจนได้ตำแหน่ง และถูกเรียกว่า ผู้นำมุสลิม ก็จำเป็นต้องภักดีตามผู้นั้น

     และห้ามที่ฝ่าฝืนในเมื่อว่าเขาผู้นั้นยังมิได้ใช้ให้มีการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ หรือต่อต้านเขาตลอดจนยุยงให้แตกสามัคคีกัน ในหมู่มุสลิม แต่ถ้าผู้นำสั่งใช้เรื่องใดที่เป็นการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ ท่านก็ไม่ต้องทำตามอย่างเด็ดขาด แต่ท่านก็ยังไม่ต้องต่อต้านเขา

 

ทางรอดจากฟิตนะฮฺทั้งหลาย

 

         จิตใจนอนค้างคืนอย่างหวาดผวาว่า จะรอดจากฟิตนะฮฺอย่างไร ? จะไม่มีทางรอดใดได้ จากฟิตนะฮฺทั้งหลายนั้น นอกจากถือตามนบีแห่งประชาชาติ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกไว้ คือ

 

1) ประจำอยู่กับญะมาอะตุ้ลมุสลิมีน และผู้นำของพวกเขา

 

          เป้าหมายในประเด็นนี้ ก็คือ ญะมาอะฮฺกลุ่มที่ยึดมั่นอยู่กับกิตาบุ้ลลอฮฺ และซุนนะฮฺของ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังมีรายงานของฮุซัยฟะฮฺ บินอัลยะมานีย์ กล่าวว่า 

     “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวถึง บรรดาผู้เรียกให้เข้าประตูนรกญะฮันนัม ใครที่ฟังพวกเขา พวกเขาก็จะเหวี่ยงคนนั้นลงนรกไป เขาพูดว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ เราจะรอดพ้นกันได้อย่างไร

ท่านกล่าวว่าท่านก็จงประจำอยู่กับหมู่คณะของมุสลิม พร้อมอิหม่ามของพวกเขา

ฉันถามว่า ถ้าไม่มีแม้แต่ผู้นำสักคนหนึ่งหรือญะมาอะฮฺใดๆ 

ท่านตอบว่าท่านจงละจากกลุ่มต่างๆ ทั้งหมด แม้ว่าท่านต้องแทะรากไม้กินจนตายไปโดยที่ท่านเป็นอยู่อย่างนั้น

 

2) การเรียนรู้ และสอนพร้อมปฏิบัติ 

 

          เพราะว่าผู้รู้นั้นมีดุลยพินิจ จนสามารถทำความรู้ของตนมาป้องกันให้พ้นจากฟิตนะฮฺ เขาสามารถสั่งสอนคนอื่น เตือนให้ระวังตัวให้พ้นจากความชั่วร้ายของฟิตนะฮฺ

          ได้มีรายงานจากอับดุลลอฮฺบินมัสอู๊ด ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ ว่ามีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในฮะดิษของท่านว่า

           “พวกท่านจงศึกษาวิชาความรู้ และสอนความรู้นั้นแก่ผู้คน พวกท่านจงเรียนรู้อัลกุรอานและสอนอัลกุรอานนั้นแก่ผู้คน พวกท่านจงเรียนรู้เรื่องแบ่งมรดก และสอนเรื่องการแบ่งมรดกนั้นแก่ผู้คนทั้งหลาย

          แท้จริงแล้วนั้น เป็นคนหนึ่งที่จะต้องตายจากไปและความรู้นั้น ก็ต้องถูกเก็บไป และฟิตนะฮฺ ก็จะปรากฎจนกระทั่งมีคนสองคนขัดแย้งกันในเรื่องที่เป็นฟัรฎู แต่ก็ไม่มีใครสักคนมาทำการตัดสินให้เขาสองคนนั้น

 

3) การยึดมั่นอยู่กับแนวทางของผู้ตายไปแล้ว คือชาวสลัฟศอและฮฺ 

 

4) การปฏิบัติตาม และเชื่อฟังผู้ทำ และต้องไม่ต่อต้าน

          แท้จริงแล้ว ต้นเหตุสำคัญที่จะทำให้รอดพ้นจากฟิตนะฮฺต่างๆ ได้นั้น คือ การเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นำ ผู้ปกครอง และการตามผู้นำ ผู้ปกครองนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งมีข้อห้ามจะต่อต้านผู้นำตราบที่เขายังมิได้อยู่ หรือใช้ให้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ หรือทำการประท้วง

          หากผู้นำใช้ให้ทำการฝ่าฝืนเรื่องของอัลลอฮฺ ท่านก็ไม่ต้องตามอย่างเด็ดขาด แต่ก็ต้องวางเฉยไม่ประท้วง เพราะการประท้วงนั้น นำมาซึ่งความระส่ำระสายไม่เป็นขบวนในแผ่นดิน และผู้คนจะเลยไปสู่การก่อวินาศกรรมด้วยการละเมิดสิ่งต้องห้าม มีการหลั่งเลือดทำให้สิทธิต่างๆ ต้องหมดไป หน้าที่การงานทั้งหลายก็ชะงักงัน

 

5) ไม่ร่วมขบวนการฟิตนะฮฺเมื่อมีขึ้น

          บัรบะฮารีย์ ได้กล่าวว่าเมื่อเกิดฟิตนะฮฺขึ้นแล้ว ท่านจงอยู่ในบ้านของท่าน และอย่างได้เข้าใกล้ฟิตนะฮฺนั้น และจงระวังเรื่องเล่นพรรคเล่นพวก และในแต่ละครั้งที่เกิดการสู้รบกันระหว่างคนมุสลิมทั้งหลายในเรื่องของคนที่เป็นฟิตนะฮฺ จงยำเกรงอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวโดยไม่ตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์

          ท่านจงอย่าร่วมกันในบรรยากาศของฟิตนะฮฺนั้นอย่างมีอารมณ์ หรือสนับสนุนคล้อยตาม อย่าชื่นชมสิ่งใดในเรื่องฟิตนะฮฺนั้น เพราะใครที่ชอบร่วมสนับสนุนเขาก็เป็นจอมยุยงของคนพวกหนึ่งไป...”

 

6) ไม่ขายอาวุธในช่วงฟิตนะฮฺเกิด

         เพราะอาวุธนั้น เป็นเครื่องมือของการสู้รบปรบมือกันฆ่ากันและเป็นต้นที่มาของฟิตนะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามขายอาวุธในยามสงคราม

 

7) การยึดมั่นอยู่กับแนวทางของกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 

          มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

          “แท้จริงฉันได้เหลือไว้ให้พวกท่านสองสิ่ง ซึ่งพวกท่านจะไม่มีวันหลงทางเป็นอันขาด หลังจากยึดสองสิ่งนั้นเข้าไว้คือ กิตาบุ้ลลอฮฺกับซุนนะฮฺของฉัน และสองสิ่งนั้นจะยังไม่แยกจากกันจนกว่า ทั้งสองนั้นจะมายังฉัน ที่สระน้ำนั้น

 

 

วารสาร มูลนิธิชีนำสันติสุข