ระวังความสุดโต่งในศาสนา
  จำนวนคนเข้าชม  495

ระวังความสุดโต่งในศาสนา

เชค อับดุลสลาม บินอับดุลการีม

แปลโดย อับดุลวาเอด สุคนธา 

     โอ้บ่าว ผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺทรงห้ามคลั่งในหลักการศาสนา และได้เตือนเอาไว้อย่างมากมายถึงความอันตรายของ

♦ ผู้เป็นแนวคิดสุดโต่ง

ผู้ที่ละเลยต่อศาสนา

ลัทธิสุดโต่ง

          และพระองค์ทรงบอกขอบเขตต่างๆในการปฏิบัติไว้อย่างละเอียด ไม่ขาดตกบกพร่องและมากเกินไปในการปฏิบัติสำหรับมนุษย์ทุกคน แท้จริงอัลลอฮฺทรงบัญญติให้บ่าวทุกคนรับทราบจากโองการกรุอ่านที่เราอ่านกัรทุกวันในเวลาละหมาดห้าเวลา ซูเราะฮฺ ฟาติฮะ พระองค์ทรงตรัสว่า

 

إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ

เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่ข้าเคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่ข้าขอความช่วยเหลือ

 

اهدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ

ขอพระองค์ทรงชี้ทางนำแก่เหล่าข้าพระองค์ซึ่งเป็นทางนำอันเที่ยงตรง

 

صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلاَ الضَّالِّينَ

คือทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา

และมิใช่ทางนำของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงโกรธกริ้ว และมิใช่ทางของผู้ที่หลงผิด

(ซูเราะฮฺ อัลฟาติฮะฮ 5-7)

 

         นี่คือข้อตักเตือน แด่พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย จะต้องระมัดระวังเรื่องดังกล่าว เตือนให้ระวังแนวทางที่อัลลอฮฺไม่ทรงพอพระทัย และทรงกริ้วโกรธ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นต่างรู้ดีถึงสัจธรรมแต่พวกเขากลับละทิ้ง เช่น ชาวยิว และกลุ่มที่หลงทางที่พวกเขานั้นอิบาดะต่ออัลลอฮฺโดยที่ไม่มีความรู้ คือกลุ่นชาวคริสเตียน

 

          โอ้พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย แน่นอน อัลลอฮฺ ทรงห้ามกับบรรดาชาวอะลุลกิตาบในเรื่องของการคลั่งในหลักการศาสนา หลักฐานนี้บ่งชี้ชัด พระองค์ทรงเตือนและห้ามในประชาชาติรุ่นหลังอีกด้วย พระองค์ตรัสว่า

 

يَا أَهْلَ الْكِتَابِ لاَ تَغْلُواْ فِي دِينِكُمْ وَلاَ تَقُولُواْ عَلَى اللَّهِ إِلاَ الْحَقِّ

 “ชาวคัมภีร์ทั้งหลายทั้งหลาย จงอย่าเลยเถิดในศาสนาของพวกเจ้า

และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺ นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น

( ซูเราะ นิสา 171) 

สมัยของท่านนบีมุฮัมมัด  ได้เคยเตือนสาวกของท่านถึงพิษภัยของลัทธิคลั่งศาสนาไว้ว่า

 

((إِيَّاكُمْ وَالْغُلُوَّ فِي الدِّينِ فَإِنَّمَا أَهْلَكَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمُ الْغُلُوُّ فِي الدِّينِ))

"พวกเจ้าจงระวังความคลั่งในศาสนา

เพราะแท้จริงสิ่งที่ทำให้ชนรุ่นก่อนต้องพินาศก็คือ ความคลั่งในศาสนานั่นเอง

ท่านนบี  กล่าวเตือน สาม ครั้งด้วยกัน 

"((هَلَكَ الْمُتَنَطِّعُونَ، هَلَكَ الْمُتَنَطِّعُونَ، هَلَكَ الْمُتَنَطِّعُونَ))

ความพินาศจะประสบแด่กลุ่มคนคลั่งในศาสนา

 

          แท้จริงพวกเรานั้น คือ ประชาชาติเป็นสายกลาง พระองค์ทรงสั่งให้พวกเรานั้น ดำรงเอาไว้ซึ่งเส้นทางสายกลางตามบทบัญญติของศาสนา ดั่งที่อัลลอฮฺ ตรัสว่า

 

فَاسْتَقِمْ كَمَا أُمِرْتَ وَمَن تَابَ مَعَكَ وَلاَ تَطْغَوْاْ إِنَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ

เจ้าจงอยู่ในความเที่ยงธรรมเช่นที่ถูกบัญชา และผู้ที่ขอลุโทษแก่เจ้า

และพวกท่านอย่าได้ละเมิด แท้จริงพระองค์ทรงรู้เห็นสิ่งที่พวกท่านกระทำ

(ฮูด  112 )

 

          บทบัญญัติศาสนาไม่ได้กำหนดตามสติปัญญาหรือตามอารมณ์ หรือนึกจะทำก็ตาม ฉะนั้นพวกท่านจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าอารมณ์นั้นคล้อยตามในสิ่งที่ท่านนบี  ได้นำมา

 

         พวกท่านจงพิจารณาจากรายงานจากท่านอนัส เรื่องราวของบุคคล 3 คน ที่เข้ามาหาที่บ้านของภรรยาท่านนบี มาถามถึงการปฏิบัติอิบาดะต่าง ๆที่ท่านนบีทำ เมื่อพวกเขาฟังจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ นางได้เล่าให้ฟังว่า พวกเขากล่าวว่า

ฉันจะละหมาดทั้งคืน

ฉันจะถือศีลอดไม่โดยไม่ละศีลเลย

ฉันจะไม่แต่งงานกับสตรี

     เมื่อท่านนบี  ทราบ จึงกล่าวกับบุคคลทั้งสามนี้ว่าแท้จริง ฉันละหมาด นอนหลับ ถือศีลอดและละศีลอด ฉันก็แต่งงาน ฉะนั้นใครก็ตามละละทิ้งซุนนะของฉัน เขาไม่ใช่พวกของฉัน

 

         บทบัญญติศาสนาอิสลามมาจากอัลลอฮฺที่ถูกประทานลงมาจากฟากฟ้า ไม่อนุญาติให้มุสลิมคนใด ตัดต่อเติมเรื่องของศาสนาตามความคิดของตัวเอง เพราะใครก็ตามที่เขานั้นกระทำในสิ่งที่เกินเลยศาสนาที่กำหนดเอาไว้ อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการงานอย่างเด็ดขาด

 

 เงื่อนไขสองประการที่การงานจะถูกตอบรับ  

งานใดก็แล้วแต่ที่มุสลิมทำลงไปนั้นจะยังไม่ถูกรับนอกจากต้องครบสองเงือนไขคือ:

 

1. ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจพื่ออัลลอฮ์

 

ดังเช่นที่พระองค์ ได้ตรัสไว้ความว่า 

"ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์

พึงทราบเถิดว่าการอิบาดะฮ์โดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮ์องค์เดียว

( ซูเราะฮ์ อัซซุมัร อายะฮ์ที่ 2-3 )

และท่านนบี  ได้กล่าวไว้ว่า 

إِنَّمَا الأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ

แท้จริงกิจการงานต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับเจตนารมย์…..”

(บันทึกโดยบุคคอรีย์และมุสลิม)

 

2. การกระทำตามหลักศาสนบัญญัติ 

 

ดังที่ท่านนบี  ได้กล่าวว่า

مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ

ใครที่ทำงานหนึ่งงานใด โดยที่มิได้มีคำสั่งของเรา การงานนั้นจะไม่ถูกตอบรับ

(บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)

          หากว่าเรานั้นปฏิบัติมากมายในเรื่องอิบาดะฮ์ แต่สิ่งนั้นไม่ตรงตามที่ศาสนากำหนดเอาไว้ถือว่าการงานั้นสูญเปล่า เป็นดังชาวคริสเตียนปฏิบัติมากมาย แต่ ที่อัลลอฮฺ สูญเปล่า

          ฉันชอบที่จะให้พี่น้องมุสลิม พิจารณาเรื่องราวของกลุ่มสุดโต่ง กลุ่มค่อวาริญ์ มีรายงานมาจากท่านนบี  เพื่อเป็นบทเรียนให้ได้รับรู้ว่า งานใดก็ตามที่มิได้มาจากท่านนบี  การงานนั้นถือว่าโมฆะทั้งหมด

 

ในรายงานของท่าน อิหม่ามอะหมัด มุสนัด ท่านนบี  กล่าวว่า

((سَيَأْتِي قَوْمٌ يَتَعَبَّدُونَ وَيَدِينُونَ، حَتَّى يُعْجِبُوا النَّاسَ وَتُعْجِبُهُمْ أَنْفُسُهُمْ، يَمْرُقُونَ مِنَ الدِّينِ كَمَا يَمْرُقُ السَّهْمُ مِنَ الرَّمِيَّةِ))

          “จะมีกลุ่มชนหนึ่ง เคร่งครัดในการปฏิบัติอิบาดะฮ์ จนกระทั้งคนอื่นแปลกใจต่อการกระทำของพวกเขา และพวกเขาแปลกใจในสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติ ฉะนั้น ศาสนาหลุดออกจากพวกเขา เหมือนดัง ธนูที่มันหลุดออกจากคันของมัน

 

((قَوْمٌ يُحْسِنُونَ الْقِيلَ، وَيُسِيئُونَ الْفِعْلَ،

จะมีกลุ่มชนหนึ่ง ใช้คำพูดสวยหรู น่าฟัง แต่กลับปฏิบัติในสิ่งที่ชั่วร้าย

 

          เช่นเดียวกันท่านนบี  บอกถึงสภาพของกลุ่มเหล่านี้ ว่าพวกเขาเคร่งครัดศาสนาจนเลยเถิดไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่ศาสนาวางเอาไว้


فَضَلُّوا وَأَضَلُّواْ كَثِيرًا وَضَلُّواْ عَن سَوَاء السَّبِيلِ

และได้ทำให้ผู้คนมากมายหลงผิดด้วย และพวกเขาก็ได้หลงผิดไปจากทางอันเที่ยงตรง

( อัลมาอิดะ 77 )

เหมือนที่เขานั้นปฏิเสธในสิ่งที่ท่านนบี  ตัดสิน ดังรายงานหะดีษที่ว่า

 

اعدل يا محمد، فقال: ((وَيْلَكَ! مَنْ يَعْدِلُ إِذَا لَمْ أَعْدِلْ؟!)) ثم قال رسول الله: ((إِنَّ هَذَا وَأَصْحَابَهُ تَحْقِرُونَ صَلاَتَكُمْ عِنْدَ صَلاَتِهِمْ، وَصِيَامَكُمْ عِنْدَ صِيَامِهِمْ، يَمْرُقُونَ مِنَ الإسْلاَمِ كَمَا يَمْرُقُ السَّهْمُ مِنَ الرَّمِيَّةِ)).

 

โอ้มูฮัมหมัดจงให้ความยุติธรรมแก่ฉัน 

       ท่านนบี  กล่าว ความหายนะจงประสบแก่ท่าน ใครที่แบ่งในสิ่งที่ฉันมิได้แบ่งทรัพย์สิน

      ท่านนบี  กล่าวว่านี้คือกลุ่มชนหนึ่งที่ พวกท่านทั้งหลายจะอิจฉาต่อการละหมาด และการถือศีลอดของพวกเขา และ ศาสนานั้นจะหลุดออกจากพวกเขาดังที่ลูกศรหลุดออกจากคัน

 

        ต่อมาในยุคของการปกครองเมืองของท่านค่อลีฟะฮฺอุสมาน พวกค่อวาริจญ์ ได้สังหารท่านอุสมาน พวกเขากล่าวอ้างว่า ท่านตกศาสนา และยังกล่าวว่าการฆ่าท่านอุสมานนั้นคือการ ส่งเสริมความดีและห้ามปรามความชั่ว

 

كَلِمَةً تَخْرُجُ مِنْ أَفْوَاهِهِمْ إِن يَقُولُونَ إِلاَ كَذِبًا

เป็นคำกล่าวที่น่าเกลียดยิ่งที่ออกจากปากของพวกเขา โดยที่พวกเขามิได้กล่าวอันใดนอกจากความเท็จ

( อัลกะฟิ  5 )

 

          ต่อมาในยุคของการปกครองเมืองของท่านค่อลีฟะฮฺ อาลี พวกค่อวาริญกล่าวว่า ท่านอาลีนั้น ไม่ตัดสินตามบทบัญญัติอิสลาม หลังจากเกิดเหตุการณ์การแยกตัวของกลุ่มคอวาริจในสงคราม ซิฟฟีน ท่านอาลีได้ส่งท่าน อิบนุอับบาสไปเพื่อปรับความเข้าใจ และเจรจาในสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ เพื่อไข้ข้อข้องใจต่าง

 

          โอ้พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย จงระวังการสุดโต่งในศาสนา ลักษณะนี้คือสิ่งที่ผิดต่อหลักการของศาสนาอย่างชัดเจน และนี่คือส่วนหนึ่งของกลุ่มค่อวาริจญ์