อย่างไรที่เรียกว่ายึดมั่น
  จำนวนคนเข้าชม  355


อย่างไรที่เรียกว่ายึดมั่น

 

 อาจารย์ อนิส เพ็ชรทองคำ

 

           ท่านพี่น้องมุสลิมผู้มีเกียรติที่รักทั้งหลาย พึงยำเกรงอัลลอฮฺ เถิด เพราะการยำเกรงอัลลอฮฺ และการปฏิบัติตามในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามนั้น เป็นหนทางเดียวจริงๆที่จะทำให้เรารอดพ้นจากการลงโทษในนรกญะฮันนัม และมีความสุขที่แท้จริงทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ

 

          พี่น้องมุสลิมที่รัก การที่เรามารวมตัวกันในทุกๆวันศุกร์เพื่อยืนยันในสิ่งที่เราเชื่อมั่น เชื่อถือและมั่นใจในสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือ สิ่งที่เป็นกฎหมายที่มาจากอัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ซึ่งเราเรียกเป็นภาษาอาหรับว่า ชาริอะฮฺ อิสลามียะฮฺ นั่นเอง เนื่องจากว่าเราให้การนอบน้อม ให้การยอมรับในความเป็นพระเจ้าของอัลลอฮฺ และกฎหมายของพระองค์ มันเลยต้องมีการยืนยันด้วยคำพูดและการกระทำ เพราะฉะนั้น ใจอย่างเดียวมันยังไม่เพียงพอ ต้องมีคำพูดและการกระทำด้วย เพื่อตอกย้ำในสิ่งที่เราเชื่อด้วย 

 

          การที่เรามารวมตัวกันในทุกๆวันศุกร์เพื่อรับฟังสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ ทั้งยังเป็นคุณธรรมจากศาสนาของอัลลอฮฺแล้ว มันจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนทั้งผู้ชายและผู้หญิง หรือที่เราเรียกเป็นภาษาอาหรับว่าฟัรดูอีน ซึ่งแต่ก่อนเราอาจรู้จักฟัรดูอีนในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งก็คือการเรียน การสอนสมัยเด็กๆ ที่จริงแล้วมันก็คือการเรียนรู้ในเรื่องของบทบัญญัติศาสนาที่เป็นภาคบังคับ ฉะนั้น มุสลิมทุกคนจึงต้องแสวงหาความรู้ ในการแสวงหาความรู้เพื่อมาทำให้เกิดความเข้าใจ เมื่อเกิดความเข้าใจแล้วเราก็จะได้นำมาปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วเราจะต้องมีความยึดมั่น  การหาความรู้ทั้งหมดเพื่อที่พวกท่านจะได้รับในสิ่งที่ดี สิ่งที่มีประโยชน์ สิ่งที่ถูกต้องเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนแปลงชีวิตมุสลิมของเราจากการเป็นมุสลิมให้ยกระดับขึ้นไป กลายเป็นมุอ์มินให้ได้ เพื่อที่เราจะได้กลับไปหาอัลลอฮฺ ในสภาพที่เป็นมุอ์มินนั่นเอง

 

          พี่น้องมุสลิมที่รัก หากว่าเราหาความรู้แล้ว ทำความเข้าใจแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติแล้ว แต่ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง ขาดการยึดมั่น มันก็จะทำให้การปฏิบัติหรือการเป็นมุสลิมของเราไม่ตรงตามเป้าหมายตามที่อัลลอฮฺ และร่อซูลต้องการ เพราะฉะนั้น การนำไปปฏิบัติของพวกท่าน มันจะกลายเป็นรูปแบบ มันจะเป็นแบบแผน มันจะเป็นเยี่ยงอย่างให้กับคนรุ่นต่อมาหลังจากพวกท่าน ลูกหลานที่เห็นการปฏิบัติของพ่อ ของแม่ ของคนใกล้ชิด เขาจะนำไปปฏิบัติตาม 

 

          แนวทางแห่งความดีทั้งหลาย ทำไว้เยอะๆ ทำไว้ให้มากมาย ทำไว้ให้หลากหลาย เพื่อว่าคนหนึ่งที่เขายึดแนวทางของเราที่เราเคยปฏิบัติเอาไว้แล้วมีคนมาปฏิบัติตามหลังจากนั้น ผลบุญทั้งหลายที่มันจะกลับมาหาคนที่เริ่มต้นไว้ มันจะมีมาอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าตัวเองจะตายไปแล้วก็ตาม เพราะการสอนที่ดีที่สุดคือการทำตัวเองให้เป็นเยี่ยงอย่างนั่นเอง เพราะฉะนั้น การหาความรู้เป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากรู้แล้ว เข้าใจแล้ว จะต้องเอามาใช้ประโยชน์ได้ด้วย พอรู้แล้ว เข้าใจแล้วก็เอามาปฏิบัติ ยึดมั่น เสร็จแล้วเผยแพร่ในสิ่งที่เรามั่นใจว่ามันถูกต้องตามหลักที่อัลลอฮและร่อซูลบอก เผยแพร่ออกไปเพื่อจะได้ผลิตผู้ที่ตักเตือน ผู้ที่สามารถจะพูดได้ ผู้ที่กล้าในการจะที่เตือนในสิ่งที่คนอื่นทำผิดอยู่ แต่หลายๆคนไม่กล้า บางคนมีความรู้แต่ไม่มีความกล้า บางคนมีความกล้าแต่ไม่มีความรู้ เพราะสองสิ่งนี้จะต้องอยู่ควบคู่กัน

 

          เราดูตัวอย่างง่ายๆ ในสมัยท่านนบีนูหฺ ที่อัลลอฮฺ ทรงให้มีน้ำท่วมใหญ่ ตอนนั้นนบีนูหฺเผยแผ่เป็นระยะเวลา 950 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่ใช่น้อยๆ มีผู้ศรัทธาตามท่านเพียง 80 คน หรือประมาณ 40 คู่ เป็นชายหญิงคู่กัน หลังจากที่ไม่มีผู้ศรัทธาอีกแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงว่ะฮีย์ให้ท่านนบีนูหฺต่อเรือ แล้วพาคน 80 คน และสัตว์เป็นคู่ๆขึ้นเรือ หลังจากที่อัลลอฮฺทรงล้างหมดแล้ว ท่านลองคิดดูว่าคน 80 คน หรือ 40 คู่ที่เป็นผู้ศรัทธา ที่เป็นมุอ์มิน เป็นผู้ที่ยอมรับว่าอัลลอฮฺ เป็นพระเจ้า เป็นผู้ที่เชื่อตามท่านนบีนูหฺ ได้ออกลูก ออกหลานจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ท่านจะเห็นว่ามีกลุ่มต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย มีคนปฏิเสธ มีคนศรัทธามากมาย หลากหลาย หลายกลุ่ม หลายความเชื่อ หลายพระเจ้า หลายศาสดา อันเนื่องมาจากขาดการตักเตือนกัน ขาดคนกล้าที่จะพูด ขาดคนกล้าที่จะแก้ไข ก็เลยเกิดความคิดใหม่ๆ เกิดร่องรอยอะไรใหม่ๆที่ทำให้คนแฉลบ เฉออกไปจากแนวทางที่ถูกต้อง

 

          การหาความรู้และการยึดมั่นในเรื่องของศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมุสลิม คนเราพูดได้ว่า เราศรัทธาแล้ว แต่ว่าเรายึดมั่นในการศรัทธามากน้อยขนาดไหน สิ่งที่เราประสบอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้เราก็คงจะรู้ เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในสังคมที่เป็นมุสลิม 100 % เราเป็นแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นวัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณี หรือจารีต ธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหลายมันก็จะมากระทบกับพวกเรา ทำให้พวกเราเฉบ้าง แฉลบบ้าง หรือคิดเอาเองว่ามันน่าจะทำได้บ้าง

 

     ในเรื่องนี้มีศ่อฮาบะฮฺท่านหนึ่งมีชื่อว่า ท่านอบีอัมรฺ ซุฟยาน บินอับดิลลาฮ์ มาถามท่านร่อซูล  ว่า

 

اللَّهِ! قُلْ لِي فِي الْإِسْلَامِ قَوْلًا لَا أَسْأَلُ عَنْهُ أَحَدًا غَيْرَك؛يَا رَسُولَ

           “ กรุณาบอกเรื่องเกี่ยวกับอิสลามแก่ผมหน่อย ขอวลีเด็ดสักประโยคหนึ่งที่เวลาพูดแล้ว ผมเข้าใจ ไม่ต้องไปถามใครต่ออีกแล้วว่า อิสลามคืออะไร อิสลามเป็นอย่างไร 

ท่านร่อซูล  ตอบว่า      آمَنْت بِاَللَّهِ ثُمَّ اسْتَقِمْ

ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แล้วก็ยืนหยัด ยึดมั่น ศรัทธาในสิ่งที่พูดออกไป

 

          ซึ่งหลายๆคนทำได้ หลายๆคนประสบความสำเร็จ หลายๆคนทำไม่ได้ และหลายๆคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายตรงนี้คือ ให้ยอมรับว่าคำพูดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเราศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว แต่คำพูดต้องตามมาด้วยการกระทำ และตอกย้ำด้วยทั้งคำพูดและการกระทำ 

 

          ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ..ที่พูดว่าอีมานแล้ว ศรัทธาแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่มันคือสิ่งที่ฝังรกรากอยู่ในจิตใจ และคือการปฏิบัติ ทำออกมาให้เห็น ทำออกมาให้เป็นตัวอย่าง ทำออกมาให้ภาพลักษณ์ของอิสลามมันมาปรากฏอยู่ในตัวของเราทั้งภายนอกและภายใน ทั้งคำพูดและการกระทำ

 

          ศ่อฮาบะฮฺท่านนี้ก็นำไปปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การที่เราพูดว่าอัลลอฮฺทรงเป็นพระเจ้า เมื่ออัลลอฮฺทรงกำหนดบทบัญญัติมา ถ้าสิ่งไหนที่อัลลอฮฺและร่อซูลบอกว่าถูก มันก็คือสิ่งที่ถูกสำหรับมุสลิม ...สิ่งไหนที่อัลลอฮฺและร่อซูลบอกว่าผิด มันก็จะต้องกลายเป็นสิ่งที่ผิดสำหรับชีวิตมุสลิม ..

 

          จะเห็นได้ชัดเจนมากเลยในสังคมบ้านเรา เรามีวันปีใหม่ เรามีวันคริสต์มาส เรามีวันอะไรต่างๆมากมาย มีวันหยุดมากมาย มีวันเฉลิมฉลองมากมาย แต่เราพูดว่า آمَنْت بِاَللَّهِ เราศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว ก็ให้มาดูว่า เรายึดมั่นขนาดไหน เราปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับคำที่เราพูดมากน้อยขนาดไหน หรือว่าเราพร้อมที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม พอเวลาวันคริสต์มาสก็เริ่มมีการตกแต่งบ้าน พอถึงวันปีใหม่ก็เริ่มทำโน่นทำนี่ ทำเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดีปีใหม่ พอวันสงกรานต์ก็ไปสาดน้ำกับเขา วันลอยกระทงก็ไปลอยกระทงกับเขา แต่ศาสนาอิสลามไม่เหมือนกับศาสนาอื่น เพราะท่านร่อซูลสั่งให้เราทำตัวให้ค้านกับเขา มันหมายความว่าเขาทำอะไร เราต้องไม่ทำสิ่งนั้น ..เขาทำอย่างนั้น เราต้องทำอีกอย่างหนึ่ง ..มันไม่ใช่เป็นการขวางโลก แต่เพราะว่าศาสนาของเราเป็นศาสนาที่เที่ยงตรง เมื่อเราปฏิบัติในทางที่เที่ยงตรง ทางอื่นก็เลยเป็นทางที่เบี้ยวไปหมดเลย

 

          ดังนั้น ในเทศกาลต่างๆ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลปีใหม่ ตัวเราเองต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และตัวเราเองก็ต้องเป็นจุดยืนที่ชัดเจนให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดด้วย ถ้าเราผ่อนตามเขา มันก็จะพาเราหลงทางไปเพราะเขาเป็นคนกลุ่มมาก

 

          ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เป็นเรื่องที่แพร่หลายอยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อเป็นข้อเตือนใจ หรือว่าเป็นเรื่องจริง คือมีครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวชื่อจอร์จ มีภรรยาและลูกๆ หัวข้อเรื่องเขาเขียนว่าวันอีด เขาเล่าถึงทัศนะของจอร์จที่มีต่อวันอีด ครอบครัวนี้เมื่อใกล้จะถึงเดือนซุลฮิจญะฮฺก็ขมีขมันในการหาข้อมูลว่าเมื่อไหร่จะถึงเดือนซุลฮิจญะฮฺ เมื่อไหร่จะถึงวันอะเราะฟะฮฺ เมื่อไหร่จะถึงวันอีดิ้ลอัฎฮา คนเป็นพ่อก็ฟังวิทยุ คนเป็นแม่ก็เปิดดูโทรทัศน์ คนเป็นลูกก็เสิร์ชหาทางอินเตอร์เน็ตเพื่อดูปฏิทินว่า เมื่อไหร่จะถึงเดือนซุลฮิจญะฮฺ พอเข้าเวลาก็เกิดอาการตื่นเต้น ดีใจ คึกคะนอง มีความกระตือรือร้นเหมือนกับว่ารอเวลานี้มาตั้งนาน ก็รวบรวมเงินไปซื้อแกะ ดูแกะอย่างพิถีพิถัน สังเกตลักษณะแกะอย่างดี ดูว่าตรงตามคำสั่งที่ศาสนาบอกไหมที่จะเอามาทำกุรบาน แล้วก็ซื้อแกะมาในราคาแพง ลูกๆก็จะแต่งตัวสวยๆจะไปเล่นกับเพื่อนๆ คนเป็นแม่ก็หาข้อมูลว่ากุรบานจะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งไว้กินเอง ส่วนหนึ่งให้ญาติใกล้ชิด ส่วนหนึ่งไว้ให้คนยากจน คือมีการเตรียมพร้อมสำหรับวันอีดเป็นอย่างดี พอถึงวันอีด ก็เชือดแกะ คนเป็นแม่ก็แล่เนื้อด้วยความชำนาญ แต่ในระหว่างที่แม่กำลังแล่เนื้อ คนเป็นพ่อลูกก็พูดขึ้นมาว่า เร็วเข้า วันนี้วันอาทิตย์เราต้องไปโบสถ์

 

           คนเล่าจบประโยคเพียงแค่นี้ ...แต่คนฟังสับสนว่า ตกลงแล้วครอบครัวนี้เป็นมุสลิมหรือคริสเตียนกันแน่ คนเล่าบอกว่า ครอบครัวของจอร์จไม่ใช่มุสลิม เพราะศรัทธาต่ออัลลอฮฺแต่ไม่ศรัทธาต่อนบีมุฮัมมัด ไม่ยอมรับในหนทางของอิสลาม ไม่ได้ปฏิบัติตามในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม

 

          คนฟังก็เลยบอกว่า ท่านกำลังทำให้เราสับสน เพราะท่านบอกว่าเขากำลังเตรียมตัวเพื่อที่จะไปรื่นเริงในวันอีด แต่สุดท้ายแล้วเขากลายเป็นคริสเตียน เป็นกาเฟร

 

          คนเล่าก็เลยบอกว่า มันไม่แปลกอะไรหรอก เพราะที่เราเห็นๆอยู่ในปัจจุบัน ลูกหลานของมุสลิมเรานี่แหละที่เตรียมพร้อมสำหรับวันอีดของคนที่ไม่ใช่มุสลิม แล้วคนที่เป็นกาเฟรฺ ที่ไม่ใช่มุสลิมเขาจะมารื่นเริงในวันอีดของเราบ้างไม่ได้หรือ ...

 

         แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า ไม่มีคนศาสนิกอื่นที่จะมารื่นเริงในวันอีดของเรา แต่กลับกลายเป็นว่าเราและลูกหลานของเรานี่แหละกลับไปรื่นเริงในวันอีดของเขา เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันจึงเป็นจุดที่บอกว่า ที่เราพูดว่าอัลลอฮฺ ทรงเป็นพระเจ้า นบีมุฮัมมัด เป็นร่อซูล เราจำเป็นต้องชูอิสลามขึ้นมา อัลลอฮฺตรัสว่า

هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَىٰ وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ ۚ

อัลลอฮฺ ทรงส่งร่อซูลมาพร้อมกับทางนำ และศาสนาที่เที่ยงตรง

เพื่อให้ศาสนาอิสลามนี้มันชัดเจน เด่นเหนือศาสนาอื่น ให้มันประจักษ์ชัดกว่าศาสนาอื่น” 

( ซูเราะฮฺอัลฟัตต์ อายะฮฺ 28)

 

          เพราะฉะนั้นการปฏิบัติศาสนกิจอะไรของเราก็ตาม เราต้องทำด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นอิสลาม มีจุดยืนต่อสภาวะแวดล้อมหรือปัจจัยต่างๆที่มันมากระทบที่มันไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา เราต้องมีจุดยืนหรือมีพลังที่จะค้านกับเขา เพื่อดำรงไว้ซึ่งรากฐานหรือศาสนาของเรา และการปฏิบัติตามที่อัลลอฮฺทรงบอกไว้ ร่อซูลได้บอกไว้

 

     ♥ เราบอกว่า เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซูล แต่เรายังไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด ยังยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ ยังยุ่งเกี่ยวกับบะระกู่ ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดทั้งหลาย ซึ่งทำให้เราเสียทั้งเวลา เสียเงินเสียทอง เสียสุขภาพร่างกาย

 

     ♥ เราบอกว่า เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซุล แต่เรายังไปยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย ยังไปทำอาชีพที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินที่มันไม่สะอาดจากดอกเบี้ย การเล่นธุรกรรมการเงินที่มันเสี่ยง ไม่มีความจำเป็นโดยที่ชีวิตที่เราอยู่ทุกวันนี้เราอยู่ด้วยความสบาย เงินทองมีใช้ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ แต่ว่าเรายังไปยุ่งกับอะไรที่มันเกี่ยวกับดอกเบี้ย

 

     ♥ เราบอกว่า เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซูล แต่ว่ายังไปเทิดทูนดาราเกาหลี ดาราญี่ปุ่น ดูแลหวงแหน เอาเป็นเอาตาย ปกป้อง เอาเป็นแบบอย่าง เขาทำอะไร เขากินอะไร เขาชอบอะไร เขามีแฟนกี่คน เขาไปที่ไหน เราทราบหมด แต่ถ้าถามว่าท่านร่อซูล มีภรรยากี่ท่าน ท่านร่อซูลชอบรับประทานอาหารอะไร เราทราบไหม ?

 

     ♥ เราไม่ได้เอาใจใส่กับสิ่งที่เราเป็น เพราะเราไปเอาดาราพวกนี้มาเป็นต้นแบบ แล้วแบบฉบับของท่านร่อซูล ไปอยู่ตรงไหน สำหรับดาราพวกนี้เราศึกษาความหมาย ศึกษาภาษาที่เขาพูด ว่าเขาพูดอะไร เขาร้องเพลงอะไร ความหมายของมันคืออะไร แล้วอัลกุรอานที่เป็นภาษาอาหรับ ที่อัลลอฮฺ ทรงลงมาให้ล่ะ ลงมาตั้ง 1400 กว่าปีแล้ว เรายังไม่คิดที่จะหาความหมายของอัลกุรอาน แต่กลับไปจมปลักกับสิ่งที่มันไร้สาระ กับดาราพวกนี้ 

 

     ♦ เราโพสต์รูปของเขาอยู่ในอินเตอร์เน็ต เราเผยแพร่สิ่งที่มันไม่ดีของเขา แล้วศาสนาอิสลามที่เราจะต้องเผยแพร่ล่ะ แล้วคำสอนของศาสนาที่เราจะต้องเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตล่ะ เราทำไหม ? .. มันเป็นวิธีการเผยแผ่ศาสนาที่ง่ายมาก ท่านไม่ต้องเดินไปหาคน ไปบอกว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า นบีมุฮัมมัดเป็นร่อซูล คนที่เขาไม่เชื่อ เขาไม่ฟัง เราก็พิมพ์ลงไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ตอนนี้มีรูปแบบการเผยแพร่มากมาย กับข้อมูลของเขา กับชีวิตของเขา เราเอามาเป็นตัวอย่าง แต่เรากลับทิ้งสิ่งที่มันควรจะเอามาเป็นตัวอย่างของเรา เพราะฉะนั้น เราต้องนำท่านนบีมุฮัมมัดมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของเราให้ได้ นั่นแหละจึงจะเป็นการรักอัลลอฮฺ รักร่อซูลอย่างแท้จริง

 

     ♥ เราบอกว่า เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซูล แต่เสียงเรียกสายโทรศัพท์ของเรายังเป็นเสียงเรียกร้องไปสู่ไฟนรกอยู่เลย ..เสียงรอสายที่คนโทรเข้ามาต้องมานั่งฟังเสียงเพลงของเรา

 

    ♥ เราบอกว่า เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซูล แต่เราไม่คิดที่จะหาความรู้เพิ่ม สำหรับศาสนาอิสลามแล้วเพียงแค่วันเดียว แค่บรรทัดเดียวก็เหลือจะคุ้ม เราหาความรู้ศาสนาวันหนึ่งแค่บรรทัดเดียวก็ได้ แต่วันหนึ่งวันนี้เราจับอัลกุรอานมากน้อยขนาดไหน เราอ่านความหมายของอายะฮฺที่เราอ่านมากน้อยขนาดไหน การลุกขึ้นละหมาดของเรายังช้าอยู่หรือเปล่า ดูเวลาบ้างหรือเปล่าว่ามันอยู่ในช่วงที่มันถูกต้องตามที่อัลลอฮฺทรงบอกหรือเปล่า มันอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกต้องตามที่ท่านร่อซูลบอกหรือเปล่า

 

     ♥ เราบอกว่า เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซูล ในอัลกุรอาน อัลลอฮฺตะอาลาทรงบอกว่า

مْ تُحِبُّونَ اللَّهَ فَاتَّبِعُونِي قُلْ إِن كُنتُ

หากว่าพวกท่านพูดว่าพวกท่านรักอัลลอฮฺแล้วละก็ จงปฏิบัติตามฉัน

(ก็คือปฏิบัติตามท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ) ซึ่งผลของมันก็คือ..

يُحْبِبْكُمُ اللَّهُ      “อัลลอฮฺจะทรงรักพวกท่าน” 

(ซูเราะฮฺอาละอิมรอน อายะฮฺ 31)

          เพราะฉะนั้นตามคนๆ เดียวคือท่านร่อซูล ไม่ต้องไปตามคนอื่น เพราะเมื่อท่านตามท่านร่อซูลแล้ว อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน เมื่ออัลลอฮฺทรงรักพวกท่าน แน่นอนสิ่งที่ดีๆมันก็จะมาหาพวกท่าน

 

          พี่น้องมุสลิมที่รัก ทำไมอัลลอฮฺจึงทรงทดสอบเรา ที่จริงการที่เราพูดว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า มุฮัมมัดเป็นร่อซูล หรือพูดว่า เราศรัทธาแล้ว เรามีจุดยืนของเราแล้ว หากว่าเราพูดได้แบบนี้โดยที่เราไม่ต้องปฏิบัติตามคำพูดของเรา ผมคิดว่าสัตว์ตัวแรกที่จะเข้าสวรรค์คือนกแก้ว แต่นี่เราเป็นคน เราเป็นมุสลิม เรามีสติปัญญา อัลลอฮฺทรงทดสอบเพื่ออะไร พระองค์ทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า

 

أَحَسِبَ النَّاسُ أَن يُتْرَكُوا أَن يَقُولُوا آمَنَّا وَهُمْ لَا يُفْتَنُونَ

มนุษย์คิดหรือว่าเขาจะถูกสร้างขึ้นมาแค่ที่พูดว่าเราศรัทธาแล้วโดยไม่ถูกทดสอบกระนั้นหรือ ?”

وَلَقَدْ فَتَنَّا الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ ۖ

ชนก่อนหน้าพวกเจ้านั้น เราทดสอบเขามาแล้ว

 

มันหมายความว่า สำหรับพวกท่านแล้ว เราก็จะทดสอบพวกท่านเหมือนกัน เพื่ออะไร ?

فَلَيَعْلَمَنَّ اللَّهُ الَّذِينَ صَدَقُوا وَلَيَعْلَمَنَّ الْكَاذِبِينَ

เพื่อจะให้รู้ว่าใครที่จะศรัทธาอย่างแท้จริง หรือเป็นแต่เพียงไอ้โกหกคนหนึ่งเท่านั้นเอง

(ซูเราะฮฺอัลอันกะบูต อายะฮฺ 2-3)

 

         การที่บอกว่าเราศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ศรัทธาต่อร่อซูล เรารักอัลลอฮฺ เรารักร่อซูล แต่ทำอะไรที่มันสวนทาง สิ่งต่างๆที่มันมาล่อลวงเราที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่นี้มันเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่มันยังมีเรื่องใหญ่ๆอีกเยอะแยะมากมาย มันไม่ใช่ทางที่ขนานกับอิสลาม แต่มันสวนทางกันเลย มันเชิญชวนพวกท่านไปสู่ไฟนรก แต่อัลลอฮฺทรงเชิญชวนพวกท่านไปสู่สวรรค์ มันสวนทางกันไม่เห็นฝุ่นเลย ไม่มีทางที่จะมาประกบคู่กันได้เลย

 

         สิ่งที่อัลลอฮฺทรงทดสอบเรา ก็เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อเราศรัทธาแล้ว เรายืนหยัด ยึดมั่นขนาดไหน มันจะต้องออกมาจากคำพูดและการกระทำ