การสอบสวนในวันกิยามะฮ์
  จำนวนคนเข้าชม  537


การสอบสวนในวันกิยามะฮ์

 

 คอเฏ็บ อับดุลสลาม เพชรทองคำ

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งใช้เราให้มีอัตตักวา-ความยำเกรงต่อพระองค์ เพราะความยำเกรงต่อพระองค์นั้น หากมีอยู่ในหัวใจของเราแล้ว มันก็จะเป็นเสมือนกำแพงที่ขวางกั้นเรา ไม่ให้ทำสิ่งที่เป็นชิริก สิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ สิ่งที่เป็นมะอฺศิยะฮฺ สิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และมันก็จะเป็นแรงผลักดันเราให้ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นอิบาดะฮฺ สิ่งที่เป็นอะมัลศอและฮฺต่างๆ ซึ่งผลของการที่เรามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็คือ การที่เราได้ปกป้องตัวของเราเองให้รอดพ้นจากการถูกทรมานในกุบูร และปกป้องเราจากการถูกลงโทษในไฟนรกในวันกิยามะฮฺ สำหรับในโลกดุนยานี้ เราก็จะได้รับชีวิตที่ดีงาม และในโลกอาคิเราะฮฺเราก็จะได้รับรางวัลตอบแทนด้วยสวนสวรรค์และสิ่งพิเศษมากมายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์นั้น

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในวันกิยามะฮฺ เมื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเริ่มกระบวนการสอบสวนพิพากษาตัดสิน ประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะซัลลัมจะได้รับการสอบสวนก่อนเป็นประชาชาติแรก ก่อนประชาชาติอื่นๆ แต่ละคนก็จะยืนขึ้นต่อหน้าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์จะทรงบอกให้ทราบถึงการงานของเขาที่ได้กระทำไว้ คำพูดของเขาที่เคยพูดไว้ การดำเนินชีวิตของเขาในโลกดุนยา การศรัทธา การปฏิเสธศรัทธา การยึดมั่นในหนทางที่เที่ยงตรง และการล่วงละเมิดต่างๆ

 

           ทุกคนจะถูกถามถึงการใช้ชีวิตในช่วงอายุของเขาว่าถูกใช้ให้หมดไปอย่างไร ? วัยหนุ่มสาวของเขาได้ใช้ชีวิตอย่างไร ? ทรัพย์สิน ทรัพย์สมบัติของเขาหามาจากที่ใด ได้มาอย่างไร ? หะลาลหรือว่าหะรอม แล้วถูกใช้ไปในหนทางใดบ้าง ? และความรู้ของเขานั้นก่อประโยชน์หรือไม่ หรือได้นำมาสู่การปฏิบัติอย่างไร ? ทุกคนจะถูกชำระ ถูกสอบสวนจนหมดสิ้น จนหมดไส้หมดพุง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเล็กเรื่องน้อย สอบสวนเพื่อที่จะได้รู้ว่า แต่ละคนสมควรจะได้รับการตอบแทนอย่างไร ? จะตรงไปสวรรค์เลย หรือจะตรงไปนรกเลย หรือต้องแวะกลางทาง แวะนรกก่อนแล้วค่อยไปสวรรค์

 

          ดังนั้น การดำเนินชีวิตของเราบนโลกดุนยานี้ จึงเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่เราจะได้รับในโลกอาคิเราะฮฺ ..ในส่วนของความชั่ว การฝ่าฝืนต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่เราทำบนโลกดุนยา จะได้รับการตอบแทน หรือได้รับการลงโทษตามสัดส่วนเท่าที่เราทำ อันนี้ด้วยความยุติธรรมของพระองค์ ในขณะที่การทำอิบาดะฮฺ ทำความดีแต่ละอย่างๆจะได้รับรางวัลตอบแทนเพิ่มขึ้น 10 เท่า นี่คืออย่างน้อย แต่รางวัลตอบแทนสามารถจะเพิ่มได้อีกเป็น 700 เท่า หรืออาจจะเพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถคำนวณนับได้ ถ้าหากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประสงค์จะให้เราได้รับมัน นี่คือความเมตตาของพระองค์

 

           แต่เราอย่าลืมว่า อิบาดะฮฺต่างๆ ตลอดจนความดีความงามต่างๆตั้งมากมายก่ายกองที่เราลงทุนลงแรงทำไป สะสมทำไป พอไปถึงโลกอาคิเราะฮฺ เราจะได้รับรางวัลเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมากมาย ไม่รู้ว่ากี่เท่าทวีคูณ อาจจะนับกันไม่หวาดไม่ไหว ..แต่ อิบาดะฮฺมากมายที่เราทำนั้น อาจจะไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเลยก็ได้ อาจจะไม่ได้รับรางวัลตอบแทนเลยก็ได้ เพราะอิบาดะฮฺ ความดีงามต่างๆที่จะได้รับการตอบรับ ได้รับรางวัลตอบแทนนั้นจะต้องครบเงื่อนไข 3 ประการนั่นก็คือ

 

           ประการที่หนึ่ง คนที่ทำเป็นมุสลิม กล่าวกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺทั้งสองส่วน ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นมุสลิม ไม่ได้กล่าวกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ ถึงแม้ว่าเขาจะทำความดีอย่างมากมาย แต่ในโลกอาคิเราะฮฺนั้น เขาจะไม่ได้รับรางวัลตอบแทนอะไรเลย เขาจะได้รับรางวัลตอบแทนเฉพาะในโลกดุนยานี้เท่านั้น

 

          ประการที่สอง ทำอิบาดะฮฺ ทำความดีด้วยความอิคลาศ นั่นก็คือเป็นอิบาดะฮฺที่ทำเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่ยอมให้มีชิริกใดๆมาเป็นภาคีร่วมด้วย ซึ่งนั่นก็คือกะลิมะฮฺชะฮาดะฮฺในส่วนที่หนึ่ง อันเป็นการประกาศเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และสิ่งที่ตรงข้ามกับเตาฮีด ก็คือเรื่องของชิริก 

 

          เรื่องของเตาฮีดตรงข้ามกับเรื่องของชิริก ...ถ้าเราไม่ทำชิริก เราจึงจะมีเตาฮีด ...ถ้าเราไปทำชิริกเข้า เตาฮีดของเราก็มีปัญหา ..ถ้าเรารู้ตัวว่าไปทำชิริกเข้า แล้วเราเตาบะฮฺตัว อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกว่า พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเราทำชิริก แล้วเราไม่ได้เตาบะฮฺตัว เราตายไปโดยที่เราไม่ได้เตาบะฮฺตัว ในวันกิยามะฮฺ เราจะไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเลย แม้ว่าจะมีชิริกอยู่เพียงนิดเดียวก็ตาม และสภาพนี้ก็คือสภาพของผู้ปฏิเสธศรัทธา

 

           ด้วยเหตุนี้แหละ มันจึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่เราต้องพูดเรื่องของเตาฮีดอยู่ตลอดเวลา พูดเรื่องของเตาฮีดเยอะๆ พูดเรื่องของชิริกเยอะๆ พูดบ่อยๆ เป็นการตักเตือนกัน เพื่อให้เราได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้เราไม่ต้องถูกลงโทษในไฟนรก และนำเราไปสู่ทางที่จะไปสวรรค์

 

           บรรดาอุละมาอ์อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺต่างให้เราได้ตระหนักว่า การมอบเตาฮีดแด่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่พระองค์ทรงสั่งใช้ให้เราทำ ในขณะเดียวกัน เรื่องของชิริกก็เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสั่งห้ามเราทำ...

 

          ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอันนิซาอ์ ส่วนต้นของอายะฮฺทื่ 36 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

وَاعْبُدُوا اللَّهَ وَلَا تُشْرِكُوا بِهِ شَيْئًا ۖ

     “และ(พวกเจ้า)จงเคารพอิบาดะฮฺอัลลอฮฺ(แต่เพียงองค์เดียว)เถิด และ(พวกเจ้า)อย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นภาคีร่วมกับพระองค์อย่างเด็ดขาด

          นั่นก็คือ คำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่ให้เรามอบเตาฮีดแด่พระองค์องค์เดียว และไม่ทำชิริกต่อพระองค์อย่างเด็ดขาด

 

           เงื่อนไขประการที่สามที่จะทำให้อิบาดะฮฺต่างๆ ความดีงามต่างๆที่เราทำ ได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาก็คือ ทำตามแบบฉบับ ทำตามแบบอย่างของซุนนะฮฺท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัมลัม และนี่ก็คือกะลิมะฮฺชะฮาดะฮฺในส่วนที่สองที่เราใช้กล่าวปฏิญาณในการเป็นมุสลิมของเรา ใช้ประกาศตัวในการเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

           ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสั่งว่า เรื่องอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องกิจการของโลกดุนยา เราสามารถที่จะคิดทำได้ แต่เรื่องนั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของบทบัญญัติศาสนา ..ตัวอย่างที่ผมมักจะยกมาแสดงให้เห็น ก็เช่น การคิดประดิษฐ์รถยนต์ จะออกแบบคิดทำอย่างไรก็ได้ ให้สวย ให้สะดวก ให้สบาย เราคิดได้ เราทำได้ เราซื้อได้ เราขายได้ บทบัญญัติศาสนาอนุญาต แต่ถ้ากระบวนการในการซื้อขายนั้น มันมีเรื่องของดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็ไม่สามารถที่จะทำการซื้อขายรถคันนั้นได้ เพราะเรื่องของดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่บทบัญญัติศาสนาห้ามเรายุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด

 

          นั่นก็คือ ตัวอย่างในเรื่องกิจการของโลกดุนยา เรื่องของมุอามะลาต ..แต่พอมาเป็นเรื่องของอิบาดะฮฺ เรื่องของอะมัลศอลิหฺต่างๆ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสั่งว่า ให้เราทำตามแบบอย่างของท่าน ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่าน อะไรที่ท่านนบีไม่ได้ทำ แล้วเราไปคิดใหม่ ทำใหม่ขึ้น ท่านนบีบอกว่าสิ่งนั้นคือบิดอะฮฺ นี่คือคำพูดของท่านนบี เราไม่ได้คิดประโยคนี้ขึ้นมาเอง แต่เป็นคำพูดของท่านนบี 

 

          อัลหะดีษในสุนันของอิมามอันนะซาอีย์ รายงานจากท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

«وَشَرُّ الأُمُوْرِ مُحْدَثَاتُهَا ، وَكُلُّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ ، وَكُلُّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ ، وَكُلُّ ضَلاَلَةٍ فِي النَّارِ»

     "..สิ่งที่ชั่วช้าที่สุดก็คือ สิ่งที่ถูกอุตริ ถูกทำขึ้นมาใหม่ในเรื่องราวศาสนา และทุกๆสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ในศาสนานั้นถือเป็นบิดอะฮฺ เป็นอุตริกรรมทั้งสิ้น และทุกๆสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ เป็นอุตริกรรมถือเป็นความหลงผิด และแน่นอน ทุกๆความหลงผิดย่อมได้รับการลงโทษในไฟนรก

ตัวบทนี้ชัดเจนนะครับ ใครที่ทำบิดอะฮฺ มันจะนำเราไปสู่การถูกลงโทษในไฟนรก

 

          อีกอัลหะดีษหนึ่ง ในบันทึกของอิมามอัลบุคอรีย์และอิมามมุสลิม (สำนวนนี้เป็นของอิมามมุสลิม) รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮาเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า

مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ

     “บุคคลใดก็ตามที่กระทำสิ่งใหม่ๆขึ้นในกิจการงานของเรา(คือในเรื่องของบทบัญญัติศาสนา) ซึ่งไม่มีในกิจการงานของเรา(คือท่านนบีไม่เคยทำมาก่อน) มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ ( ที่อัลลอฮฺ)”

         ตัวบทนี้ก็ชัดเจนนะครับว่า ใครที่ทำบิดอะฮฺ บิดอะฮฺอันนั้นไม่ถูกตอบรับ ไม่ได้รับรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นอกจากจะไม่ได้รับรางวัลตอบแทนแล้ว การทำบิดอะฮฺบางเรื่องยังเป็นเรื่องของชิริก และบางเรื่องนำไปสู่การทำชิริก นี่คือส่วนหนึ่งของความร้ายแรงจากการทำบิดอะฮฺ

 

          บิดอะฮฺ คือสิ่งที่ตรงข้ามกับซุนนะฮฺท่านนบี ถ้าเราปฏิบัติตามซุนนะฮฺท่านนบี เราจะไม่มีเวลาไปทำเรื่องของบิดอะฮฺ แต่ถ้าทำเรื่องของบิดอะฮฺ เราจะไม่มีเวลาไปทำเรื่องของซุนนะฮฺท่านนบี

 

          เรื่องอะไรก็ตามที่เราเห็นว่าเป็นอะมัลอิบาดะฮฺที่เป็นความดี แต่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้ทำรูปแบบอย่างเอาไว้เลย แต่เราบอกว่า ท่านนบีไม่ได้ห้าม เราก็เลยทำ แล้วอย่างนี้ อะไรคือบิดอะฮฺตามที่ท่านนบีบอก ..เมาลิดทำได้ เพราะท่านนบีไม่ได้ห้าม ..อิซิกุบูรทำได้ เพราะท่านนบีไม่ได้ห้าม ..อ่านตัลกีนทำได้ เพราะท่านนบีไม่ได้ห้าม ..ลากข้าวสารทำได้ เพราะท่านนบีไม่ได้ห้าม ...แล้วอย่างนี้ อะไรคือบิดอะฮฺตามที่ท่านนบีได้เตือนเราไว้ ! ไม่มีเลยครับ ทำได้ทุกอย่างเลย เพราะเราบอกว่าท่านนบีไม่ได้ห้าม ซึ่งความจริงท่านนบีไม่ได้ทำ แต่เราทำมันเพราะเราบอกว่ามันเป็นความดี 

 

           แต่ท่านพี่น้องครับ ความดีอย่างนี้ อิบาดะฮฺอย่างนี้ เป็นอิบาดะฮฺที่เราคิดทำขึ้นเอง ..เราเก่งกว่าท่านนบีหรือครับ ..เราทำหน้าที่แทนท่านนบีหรือครับ ...ในสมัยท่านนบี ท่านนบีไม่เคยทำเมาลิด บรรดาเศาะฮาบะฮฺ ไม่เคยมีหลักฐานตรงไหนที่บอกว่า ท่านเหล่านั้นทำเมาลิด บรรดาสะลัฟ ฯผู้ทรงคุณธรรม ก็ไม่เคยมีหลักฐานที่ยืนยันว่าท่านเหล่านั้นทำเมาลิด แต่หลักฐานจากประวัติศาสตร์บอกว่า การทำเมาลิดเกิดมาในช่วงประมาณ 400 ปีแรกของอิสลามผ่านไปแล้ว เกิดมาในช่วงหลังครับ และเรื่องอื่นๆก็เช่นกัน เกิดขึ้นมาในช่วงหลังครับ

 

          ทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่มีหลักฐานยืนยันให้ทำ เรื่องอะไรที่มันไม่มีหลักฐานยืนยันให้ทำ เราจะไปเสี่ยงทำทำไม แค่จะทำซุนนะฮฺที่มีหลักฐานยืนยันให้ทำได้ เราก็ไม่มีเวลาพอแล้ว ไม่มีความสามารถที่จะทำให้มันครบถ้วนได้แล้ว แล้วจะไปขวนขวายทำเรื่องที่มันไม่มีหลักฐานทำไม มันคุ้มกันหรือ ? กับชีวิตอันนิรันดรของเราในโลกอาคิเราะฮฺ

 

           ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงให้อัลอิสลามแก่เรามา เพื่อให้เป็นอัลฟุรกอน เป็นการแยกของผิดออกจากของถูก แยกเรื่องความชั่วออกจากเรื่องความดี แยกเรื่องของความเท็จออกจากเรื่องของสัจธรรมความจริง แยกผู้ปฏิเสธศรัทธาออกมาจากมุสลิม ดังนั้น การปฏิบัติของมุสลิม ของมุอ์มิน จะต้องแตกต่างจากการปฏิบัติของบรรดากุฟูร บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ถ้าเรื่องอะไรที่บรรดาผู้ปฏิเสธทำ แล้วมุสลิมก็ทำบ้าง คนต่างศาสนิกจัดงานวันเกิด เราก็จัดบ้าง จัดงานเมาลิดบ้าง ทำตามแบบอย่างประเพณีของคนต่างศาสนิก อย่างนี้อิสลามจะต่างจากศาสนาอื่นยังไง อย่างนี้อิสลามจะมาทำไม จะให้ผู้คนมายึดถือทำไม ถ้าจะมาทำอะไรๆให้เหมือนๆกับที่คนต่างศาสนิกเขาทำกัน แล้วจะมีอิสลามมาทำไม ?

 

          แล้วเราก็ไม่ต้องไปกังวลหรอกครับว่า คนต่างศาสนิกเขาเจริญไปถึงไหนถึงไหนกันแล้ว เพราะจุดหมายปลายทางของเขาในโลกอาคิเราะฮฺ ก็คือที่อยู่ในนรก ตามหลักฐานที่เราทราบกันจากอัลกุรอาน ในโลกดุนยาเขาอาจประสบกับความสำเร็จมากมาย มีเงินมีทองมากมาย มีเกียรติยศชื่อเสียง มีอำนาจล้นฟ้า แต่ในโลกอาคิเราะฮฺ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงบอกว่า พวกเขาก็คือผู้ที่ขาดทุนป่นปี้ เป็นผู้ที่ได้รับความพินาศ

 

          ถ้าหากเราต้องการที่จะเป็นผู้ที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีก้าวล้ำ แต่มุสลิมเราไม่รู้จักเรื่องของเตาฮีด จะมีประโยชน์อะไร แต่ถ้ามุสลิมเราสร้างเตาฮีดของเราให้เข้มแข็ง แน่นอนที่การช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะมาหาเรา จะมาช่วยเหลือเรา จะมาสร้างความเข้มแข็งให้แก่เรา จะมาสร้างความเจริญ สร้างความรุ่งเรืองให้แก่เรา อินชาอัลลอฮฺ 

 

          เราอย่าลืมว่า โลกนี้มันเป็นเพียงแค่ทางผ่าน เป็นโลกแห่งการสะสมอะมัลอิบาดะฮฺ เป็นโลกแห่งการทดสอบเตาฮีดของผู้คน ดังนั้น เอาบทบัญญัติศาสนาเป็นที่ตั้ง เป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตของเรา อย่าเอาความสำเร็จของคนต่างศาสนิกมาเป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตของเรา เราอาจใช้ความสำเร็จของเขามาสร้างแรงจูงใจให้เราได้ แต่อย่านำมาเป็นมาตรฐานจนทำให้เราไม่สนใจเรื่องเตาฮีด ไม่ยอมละทิ้งบิดอะฮฺ แต่มาทำให้เราละทิ้งบทบัญญัติศาสนา

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงมีคำสั่งใช้ ให้เรานะศีหะหฺ ตักเตือนกันและกัน ผมจึงขอตักเตือนทั้งตัวผมเองและท่านทั้งหลายในเรื่องของบทบัญญัติศาสนา ตักเตือนเพื่อให้บทบัญญัติศาสนาที่ถูกต้องได้สืบทอดต่อไป ตักเตือนตัวเรา ตักเตือนลูกหลานเพื่อให้เราได้ปฏิบัติอิบาดะฮฺ ปฏิบัติเรื่องของบทบัญญัติศาสนาด้วยความถูกต้อง และได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

          ก่อนจบคุฏบะฮฺในวันนี้ ขอให้เราได้มีความระมัดระวังการใช้ชีวิตประจำวันของเราในเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ ในช่วงเดือนนี้และอีก 2-3 เดือนถัดจากนี้ จะมีเทศกาลต่างๆหลายเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นวันคริสต์มาส (ที่ผ่านมาแล้ว) วันขึ้นปีใหม่ พิธีไหว้ครู วันวาเลนไทน์ ซึ่งวันต่างๆเหล่านี้ มีพื้นฐานความเชื่อในเรื่องศาสนาอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอะกีดะฮฺ เราจึงต้องมีความระมัดระวังตัวเราไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเทศกาลเหล่านี้ ...ใช้วิจารณญาณของตัวเองในการตัดสินใจที่จะปฏิบัติเรื่องหนึ่งเรื่องใด โดยเอาอัลอิคลาศเป็นที่ตั้ง ....

 

          อัลอิคลาศ คือ ความบริสุทธิ์ใจที่จะให้อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว โดยไม่มีชิริกอยู่ในความบริสุทธิ์ใจนั้นเลย และพยายามให้มันถูกต้องตามกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านนบี  

          ...อะไรที่มันไม่ได้เป็นเรื่องของศาสนาเรา ไม่ได้เป็นวันรื่นเริงของเรา ก็สมควรที่เราจะต้องหลีกเลี่ยง เพราะวันรื่นเริงของมุสลิมมีแค่ 2 วันเท่านั้น

 

          ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย สุดท้ายนี้ ขอฝากอายะฮฺอัลกุรอานในซูเราะฮมุฮัมมัด อายะฮฺที่ 33 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า 

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ وَلَا تُبْطِلُوا أَعْمَالَكُمْ

 

     “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงเชื่อฟังและปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตามเราะซูลเถิด และ(พวกเจ้า)อย่าทำลายการงานของพวกเจ้า(ให้มันไร้ประโยชน์ ด้วยการฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์)”

 

          ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดให้เราเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮฺโดยปฏิบัติเงื่อนไขครบทั้งสามเงื่อนไข เพื่อให้การสอบสวนในวันกิยามะฮฺของเราเป็นไปอย่างง่ายดาย และได้รับรางวัลตอบแทนความดีจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างมากมาย อย่างสมบูรณ์ อย่างเต็มที่

 

 

          อัลหะดีษในสุนันอิมามอัตติรมีซีย์ รายงานจากท่านอบูบัรซะฮฺ อัลอัสละมีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

«لَا تَزُولُ قَدَمَا ابنِ آدَمَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ حَتَّى يُسْأَلَ عَنْ خَمْسٍ : عَنْ عُمُرِهِ فِيمَا أَفْنَاهُ، وَعَنْ شَبَابِهِ فِيْمَا أَبْلَاهُ، وَعَنْ مَالِهِ مِنْ أَيْنَ اكْتَسَبَهُ؟ وَفِيْمَ أَنْفَقَهُ؟ وَمَاذَا عَمِلَ فَيْمَا عَلِمَ؟»

 

     “ในวันกิยามะฮฺ เท้าของลูกหลานอาดัมจะยังไม่ถูกเคลื่อนย้ายจากพระผู้อภิบาลของเขา จนกว่าเขาจะถูกสอบถามถึงเรื่องราวห้าประการ (ได้แก่

♦ อายุของเขาถูกใช้ให้หมดไปอย่างไร

♦ วัยหนุ่ม(สาว)ของเขาได้ใช้ให้หมดไปอย่างไร

♦ ทรัพย์สินของเขาหามาจากที่ใด ♦ และได้ใช้จ่ายไปในหนทางใด

♦ และความรู้ของเขาได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร?”

 

 

มัสยิด ดารุ้ลอิห์ซาน