อิสลามกับมุอัลลัฟ
  จำนวนคนเข้าชม  234


อิสลามกับมุอัลลัฟ

 

โดย...อาจารย์ฮะซัน นาคนาวา

 

         หนังสือสารานุกรมบัญญัติศัพท์กฎหมายอิสลาม ภาษาอาหรับอังกฤษ ให้คำนิยามมุอัลลัฟว่า “The people with reconciled heart – บุคคลที่ควรได้รับการถนอมน้ำใจ

 

          ตัฟซีร อัลมะนาร นิยามว่าบุคคลที่ควรได้รับความสนิทสนมเป็นกันเองจากสังคมมุสลิมหรือบุคคลที่อิสลามต้องการส่งเสริมให้เขาเข้มแข็งหรือบุคคลที่อิสลามจำเป็นต้องหาทางป้องกันภัยรุกรานจากพวกเขา หรือต้องพึ่งกำลังจากพวกเขาช่วยป้องกันอิสลาม

 

บรรดานักนิติศาสตร์อิสลามได้แบ่งมุอัลลัฟเป็น 2 กลุ่ม

1. กลุ่มมุสลิม 2. กลุ่มกาเฟร

 

มุสลิมแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

 

     1. กลุ่มหัวหน้าเผ่ามุสลิมที่ดีและมีฐานะทางสังคมดี มีเพื่อนเผ่ากาเฟร อิสลามสนับสนุนซะกาตช่วยพวกเขาเพื่อเผ่ากาเฟรที่เป็นเพื่อนจะได้เข้ามารับอิสลามตามพวกเขา

 

     2. กลุ่มหัวหน้ามุสลิมที่การศรัทธาอีหม่านบอบบางแต่เป็นที่เคารพของคนในเผ่า

 

     3. เหล่าทหารที่ถูกส่งไปคุมสถานการณ์ชายแดนเป็นขวัญกำลังใจแก่พวกเขา

 

    4. กลุ่มมุสลิมที่มีอิทธิพล ซึ่งทางการต้องพึ่งพาพวกเขาไปทำหน้าที่เก็บซะกาต ถ้าไม่ได้พวกเขาก็ต้องรบกับพวกเขา นับเป็นการเลือกทางที่ง่ายกว่าและได้ผลมากกว่า

 

กาเฟรแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

 

     1. กลุ่มที่คาดหวังว่าจะรับอิสลามโดยการนำซะกาตไปสนับสนุนพวกเขา เช่น ซอฟวาน บิน อุมัยยะฮฺ (สามีของอาติกะฮ์ บินติล วะลีด นางรับอิสลามก่อนสามีประมาณหนึ่งเดือน ท่านนบีไม่ได้แต่งงานทั้งสองใหม่) ท่านนบีแจกอูฐเป็นซะกาตมากมายแก่เขา เขาเล่าว่า มันเป็นการให้แบบไม่กลัวจน ทั้งๆ ที่ฉันเกลียดเขาที่สุด เขาก็คงให้ฉันจนเขากลายเป็นคนที่ฉันรักมากสุดๆ

 

     2. กลุ่มกาเฟร ซึ่งชาวมุสลิมชนส่วนน้อยในยุคแรกเกรงภัยรุกรานจากพวกเขา อิสลามจึงผูกมิตรพวกเขาด้วยซะกาต เช่น อบูซุฟยาน บิน หัรบิน อักเราะฮ์ บิน ฮามิด และอุบัยนะฮ์ บิน หิซนิน ท่านนบี เคยให้อูฐเป็นซะกาตแต่ละคน เป็นจำนวน 100 ตัว

 

     โปรดสังเกตว่า ซะกาตเป็นรุก่นอิสลามข้อที่ 3 เป็นวาญิบ เป็นหน้าที่ที่คนร่ำรวยจำเป็นต้องออก แต่...ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังเอาไปแจกจ่ายให้พวกกาเฟรดังกล่าวจำนวนมากๆ ได้...แล้วใยละ ที่คณาจารย์เถียงกันเรื่องเนื้อกุรบานหรือเนื้ออะกีเกาะฮฺที่หุก่มของทั้งสองเป็นสุนัตว่าแจกให้เพื่อนกาเฟรต่างศาสนิกไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงละก็ นอกจากจะสวนกับนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังจะทำให้ต่างศาสนิกมองอิสลามว่าเป็นศาสนาที่ใจแคบมาก

 

          ท่านมาลิกและอะห์หมัด และอบูฮะนีฟะฮ์อ้างเหตุการณ์ดังกล่าวจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าอนุมัติแจกซะกาตแก่คนกาเฟรกลุ่มต่างๆ ดังกล่าวได้

 

         “ได้มีรายงานของมุสลิมและอะห์หมัด จากอนัส ว่า ไม่เคยมีใครที่ขออะไรที่อยู่ภายใต้การดูแลของอิสลามจากท่านนบีแล้วไม่ได้รับ มีคนมาขอ ท่านจึงให้เอาแพะแกะที่เลี้ยงไว้ระหว่างสองภูเขาไปคนละมากๆ เมื่อกลับไปหาพวกเขา ก็บอกแก่พวกเขาว่า พวกเรารับอิสลามกันเถิด มุฮัมมัดนะให้แบบไม่กลัวจน

 

          แต่พวกฮะนะฟีย์ว่าเมื่ออิสลามเข้มแข็งแล้ว กลุ่มกาเฟรที่มีอิทธิพลนั้น ก็ไม่ต้องให้พวกเขาอีกต่อไป เพราะถือตามบรรดาค่อลีฟะฮ์ทั้งสี่ ดังมีรายงานว่า 

 

          กลุ่มอิทธิพลที่เคยได้รับซะกาตจากท่านร่อซูลในยุค ค่อลีฟะฮฺอบูบักร พวกเขามาขอกับท่าน ท่านเขียนหนังสือฝากเขาไปหาอุมัรให้จัดการให้ แต่อุมัรปฏิเสธและฉีกหนังสือทิ้ง และพูดว่าที่ท่านนบีเคยให้นั้นเพื่อเอาใจพวกท่าน บัดนี้อัลลอฮฺทรงให้อิสลามเข้มแข็งแล้ว พวกท่านอยากได้ก็รับอิสลามหรือไม่ก็ต้องรบกัน อุมัรยกอายะฮ์ว่า

 

และจงประกาศว่า สัจธรรมนั้น ต้องมาจากพระผู้อภิบาลของพวกท่าน

ใครใคร่ศรัทธาก็จงศรัทธา และใครใคร่ปฏิเสธ ก็จงปฏิเสธ

(อัลกะฮฺฟิ 18 : 29)

 

     พวกเขาได้กลับมาถามอบูบักรว่า ท่านเป็นค่อลีฟะฮฺหรือว่าอุมัรเป็น อบูบักรตอบว่า เขาเป็น อินชาอัลลอฮฺ

 

     แต่ท่านอิหม่ามซาฟิอี ท่านเห็นว่า ให้กาเฟรไม่ได้ แต่คนฟาซิก (มุสลิมที่เลว) ได้ แต่ท่านก็ไม่ได้อ้างเหตุผลอะไร

 

          อนึ่ง กำหนดสถานภาพการเป็นมุอัลลัฟนั้น หาหลักฐานไม่ได้ว่ากี่วันกี่เดือน แต่ที่แน่นอนคนรับอิสลามนั้น หาใช่เป็นมุอัลลัฟ และรับซะกาตได้จนตาย เมื่อเข้าใจอิสลามและสนิทสนมกับสังคมดีแล้วก็น่าจะพ้นสภาพมุอัลลัฟได้แล้ว ดังนั้น จึงไม่มีคำว่าชมรมหรือสมาคมคนมุอัลลัฟแต่ถ้าอดีตมุอัลลัฟ ก็พอได้ มิเช่นนั้น อบูบักร อุมัรและบรรดาศ่อฮาบะฮ์ก็เป็นมุอัลลัฟกันทั้งหมดนะซิ

 

อิสลามให้สิทธิพิเศษหลายประการแก่มุอัลลัฟ กล่าวคือ

 

     1. ตั้งแต่วินาทีแรกที่รับอิสลามก็กลายเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาเดียวกันกับพวกเรา บัญญัติข้อใช้-ข้อห้าม ก็มีผลกับพวกเขาทันที

 

ที่จริงแล้วบรรดาผู้ศรัทธาเป็นพี่น้องกัน

 

     2. เขากลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้บาป เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

อิสลามนั้น ทำลายบาปก่อนๆ ทั้งหมด” (เขาอาจดีกว่าเรา)

(บันทึกโดย มุสลิม)

 

     3. ความดีที่กระทำไว้ก่อนอิสลามนั้น คืนให้เขาหมด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

ท่านรับอิสลาม พร้อมกับความดีในอดีต

(บันทึกโดย มุสลิม)

 

     4. หากสามี ภรรยารับอิสลามพร้อมกัน หรืออีกคนรับอิสลามภายในช่วงระยะอิดดะฮ์ (คือ ประมาณ 3 เดือน) การสมรสของทั้งสองก่อนอิสลามถือว่า (เซาะฮฺ) ใช้ได้ คือ ไม่ต้องทำพิธีนิกะฮ์ใหม่

 

     5. เขามีสิทธิ์รับซะกาตได้ ถึงแม้เขาจะร่ำรวยก็ตาม เขาเป็นหนึ่งใน 8 จำพวกที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัตเตาบะห์ อายะฮ์ที่ 60

 

     6. เขาสามารถเป็นวะลีผู้ปกครองแต่งงานให้ลูกของเขาที่มารับอิสลามได้

 

     7. การกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทั้งหมด ได้รับอภัยโทษแม้ความผิดด้านอะกีดะฮ์ เช่น กราบต้นไม้, จอมปลวก, การดื่มสุราหรือใส่ทองหรือกินดอกเบี้ย ถ้าเขาทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถึงแม้จะผิด อะกีดะฮ์ ก็ไม่ตกมุรตัดผิดบัญญัติศาสนา ไม่บาปเพราะได้รับการอนุโลม

 

          ดังที่เรียนมาแล้วว่า พวกเขาเป็นบุคคลที่ควรได้รับการเอาอกเอาใจและทะนุถนอมน้ำใจจากลุ่มมุสลิมเก่า อิสลามห้ามพวกเราตำหนิในความผิดต่างๆ ของพวกเขา แต่เราต้องแนะนำสิ่งดีๆ แก่พวกเขา รักใคร่พวกเขา

 

 

ที่มา : สารดาริสสลาม เล่มที่ 9 เดือนตุลาคม 2548