ทรัพย์สมบัติ มันช่างน่าพิสมัย...กระนั้นหรือ ?
  จำนวนคนเข้าชม  1135


ทรัพย์สมบัติ มันช่างน่าพิสมัย...กระนั้นหรือ ?

 

โดย... อาจารย์ สุเบร มัสอูดี

 

          ทรัพย์สมบัติ เงินทอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อิสลามส่งเสริมให้แสวงหาทรัพย์สมบัติ ริสกีในหนทางที่ฮะลาลและใช้จ่ายทรัพย์สมบัติไปในหนทางที่ฮะลาล โดยอยู่ในแนวทางของศาสนา

          แต่มนุษย์ส่วนใหญ่มักมองว่า ทรัพย์สมบัตินั้นมันช่างหอมหวน มันน่าพิสมัยเหลือเกิน คนจำนวนมากเท่าไรที่ลุ่มหลงในตัวมัน มากเท่าใดที่ใฝ่หา เรียกร้องหามัน มีใครบ้างจากพวกเราที่ไม่ชอบทรัพย์สินเงินทอง เรารักหลงใหลในตัวมัน เพราะมันคือเครื่องประดับและความสุขสบายของชีวิต

 

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

ทรัพย์สมบัติและลูกหลาน คือ เครื่องประดับแห่งการดำรงชีวิตในโลกนี้

(กะฮฺฟิ 18 : 46)

 

          อิสลามไม่ได้ห้ามในการที่เราจะเก็บรักษาทรัพย์สมบัติ ครั้งหนึ่ง ท่านอุมัร ได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของมัสยิด ภายหลังจากละหมาดวันศุกร์

     ท่านถามพวกเขาว่าพวกท่านเป็นใคร?”

     พวกเขาตอบว่าเราคือผู้ที่มอบหมายต่ออัลลอฮฺท่านอุมัรจึงยกแส้ขึ้นเพื่อจะตีพวกเขาและปรามพวกเขา

     ท่านกล่าวว่าคนหนึ่งคนใดในพวกท่าน อย่าแสวงหาริสกีด้วยการนั่งเฉยๆ พวกเขาตอบว่า อัลลอฮฺ ผู้ทรงประทานริสกี แก่เรา ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่า แท้จริงท้องฟ้านั้นไม่ตกลงมาเป็นทอง เป็นเงิน"

 

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ว่า

เมื่อมีการละหมาดได้สิ้นสุดลงแล้ว ก็จงแยกย้ายกันไปตามแผ่นดิน

และจงแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺ

(อัลญุมุอะฮฺ 62 : 10)

 

          อิสลามส่งเสริมให้มุสลิมแสวงหาทรัพย์สิน แต่ทรัพย์สมบัติก็ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าสูงสุดของชีวิต มันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งที่คอยช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ จากอาหารการกิน เครื่องดื่ม เสื้อผ้าและอื่นๆ จากนี้ อิสลามส่งเสริมให้มุสลิมหารายได้เลี้ยงชีพและสะสมเงินทองให้คงอยู่กับเขา เพื่อการดำรงชีพยามเจ็บป่วย หลังเกษียณอายุจากการทำงาน ในยามแก่ชรา เก็บไว้เพื่อการทำทานแก่คนยากจน ขัดสน เด็กกำพร้า หญิงหม้าย สร้างมัสยิด เผยแผ่ในหนทางของอัลลอฮฺ ตลอดจนสิ่งที่ยังประโยชน์ในดุนยาและอาคิเราะฮฺ

          ท่านพี่น้องมุสลิมที่รัก เราอยากจะขอเตือนท่านในการที่ทรัพย์สมบัติจะเข้าไปครอบงำตัวท่าน แทนที่ท่านจะเข้าไปครอบครองมันและมันจะทำให้ท่านกลับกลายเป็นทาสของมัน

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

     “น่าสมเพชเหลือเกิน ผู้ที่เป็นทาสของทอง ของเงิน ผ้าไหม และเสื้อผ้านั้น ถ้าหากเขาได้รับก็จะพอใจ หากไม่ได้รับมันเขาก็ไม่พอใจ

(บันทึกโดย อิมาม อัลบุคอรีย์)

 

          ดังนั้น ท่านอย่าได้สาละวน หมกมุ่น และยึดเอาทรัพย์สมบัติเป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิต มิฉะนั้น ท่านก็จะเป็นเหมือนผู้ที่กินแล้วไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

     “โอ้ ฮะกีม ทรัพย์สมบัตินั้นเขียวขจีหวานฉ่ำ หากใครมีไว้ครอบครอง และเขามีใจโอบอ้อมอารีแก่ผู้อื่นก็จะทำให้ทรัพย์สมบัติและผู้เป็นเจ้าของมันนั้นมีบะรอกัต

     และผู้ใดมีทรัพย์สมบัติไว้ เพื่อทำตัวโดดเด่นเหนือผู้อื่น ทรัพย์สมบัตินั้นและเจ้าของมันก็จะมีบะรอกัตเหมือนกับคนที่ไม่รู้จักอิ่ม

(บันทึกโดย อิมาม อัลบุคอรีย์และอิมาม มุสลิม)

 

     อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เตือนเราจากเรื่องทรัพย์สมบัติไว้ !

 

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

     “และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงทรัพย์สินของพวกเจ้า และลูกๆ ของพวกเจ้านั้นเป็นสิ่งทดสอบชนิดหนึ่งเท่านั้น และแท้จริงอัลลอฮฺนั้น พระองค์มีรางวัลอันใหญ่หลวง

(อัล-อันฟาล 8 : 28)

 

และท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

ทุกๆ ประชาชาตินั้น จะมีฟิตนะฮฺ และฟิตนะฮฺของประชาชาติของฉันนั้นอยู่ในทรัพย์สมบัติ

(ฮะดิษซอเฮียะฮฺ บันทึกโดย อัลญามิอฺ เลขที่ 2148)

 

และท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอีกว่า

     “หากว่าลูกหลานอาดัมนั้น มีหุบเขาสองหุบเขาที่เต็มไปด้วยเงินทอง เขาก็ปรารถนาที่จะมีหุบเขาที่สาม และไม่มีสิ่งใดที่จะมาเติมเต็ม (ทำให้เขาพอเพียง) ท้องของลูกหลานอาดัมได้ นอกจากดินเท่านั้น (ความตาย) และอัลลอฮฺจะทรงให้อภัยแก่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว

(บันทึกโดย อิมาม อัลบุคอรีย์)

 

          พึงระวังเถิด พี่น้องมุสลิม ในการที่ทรัพย์สมบัตินั้นจะครอบงำจิตใจของพวกท่าน ผู้ใดที่ทรัพย์สมบัติเป็นเจ้านายอยู่เหนือตัวของเขา เขาก็จะพบกับความผิดหวัง พังทลายและขาดทุน และเขาไม่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินที่เขาแสวงหามาได้นั้น ว่ามาจากสิ่งที่ฮะลาลหรือฮะรอม บางคนอาจได้มาจากการลักขโมย การติดสินบน การแข่งขัน การหักหลัง หันหลังให้กัน เนรคุณต่อครอบครัว ญาติมิเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่ง การละเมิดเอาสิทธิของผู้อื่นมาเพื่อตนเอง

 

          ท่านพี่น้องทั้งหลาย สิ่งที่ได้พบเห็นในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น ความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ความโลภ หลงใหลในทรัพย์สินเงินทองที่ทำให้ผู้หญิง ผู้ชายจำนวนไม่น้อย ยอมพลีกาย ขายเรือนร่าง นักการเมือง และประชาชน ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง พ่อค้า เจ้าหน้าที่ติดสินบนกัน นักวิชาการ ครู อาจารย์ ผู้รู้ อุละมาอฺ ยอมขายความรู้ ขายตัว ขายศาสนา ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อแลกกับเงินทองและชื่อเสียง บุคคลเหล่านี้ ทำเพื่อตัวของเขาเอง แต่มักชอบอ้างว่าทำเพื่อผู้อื่นหรือสังคมส่วนรวม

 

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ว่า

เท้าทั้งสองของบ่าวจะยังไม่เคลื่อนย้ายไปไหนในวันกิยามะฮฺ จนกว่าจะถูกถามถึงสี่ประการ คือ

อายุของเขาว่าใช้หมดไปในทางใด?

และร่างกายของเขาว่าใช้ไปในทางใดบ้าง?

ทรัพย์สินของเขาว่าได้มาอย่างไร และใช้จ่ายไปในหนทางใด?

และความรู้ของเขาว่าทำอะไรกับความรู้นั้น?”

(ฮะดิษฮะซัน บันทึกโดย อัลบานีย์)

 

          พีงระวังเถิด ในการที่ท่านจะทำลายสิทธิของอัลลอฮฺ ในทรัพย์สมบัติของพวกท่านตระหนี่ต่ออัลลอฮฺ ต่อริสกีที่อัลลอฮฺ ประทานให้กับบ่าวของพระองค์ อัลลอฮฺทรงตรัสถึง ผู้ที่สะสมทรัพย์สมบัติของเขาและไม่จ่ายซะกาต อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 

     “วันที่มัน (เงิน และทองที่พวกเขาสะสมไว้) จะถูกเผาไฟนรกญะอันนัม แล้วหน้าผากของพวกเขา และสีข้างของพวกเขา และหลังของพวกเขาจะถูกนาบด้วยมัน

     (จะมีเสียงกล่าวสำทับกับพวกเขาว่า) นี่แหละ คือ สิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมไว้เพื่อตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้น จงลิ้มรสสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้เถิด

(อัต-เตาบะฮฺ 9 : 35)

 

          จากอายะฮฺดังกล่าว ทรัพย์สินของผู้ที่ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ จะเป็นสิ่งที่นำเขาไปสู่การลงโทษของอัลลอฮฺจะเป็นสิ่งที่เผาผลาญตัวพวกเขาเอง ดังนั้น ผมขอเตือนตัวผมเอง และท่านพี่น้องที่รัก เราอย่าลุ่มหลงในการสะสมทรัพย์สมบัติจนลืมการำลึกนึกถึงอัลลอฮฺ และฝ่าฝืนต่อพระองค์ในสิ่งที่ถูกสั่งใช้ให้กระทำ จนนำพาเราสู่ความหายนะ

 

          ขอให้เรายึดเอาแนวทางอันดีงามของท่านร่อซูลุลลอฮฺ และบรรดาซอฮาบะฮฺ ในการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้ ด้วยกับความพอเพียงและการมีความสุขที่แท้จริงทางด้านจิตใจ

 

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

โอ้ อัลลอฮฺ ได้โปรดให้อาหารหลักเป็นริสกีแก่วงศ์วานของมุฮัมมัดด้วยเถิด

(บันทึกโดย อิมาม มุสลิม)

 

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า

     “ครอบครัวของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ไม่เคยได้อิ่มท้องจากอาหารหลัก (ขนมปังจากข้าวบาร์เลย์) สองวันติดต่อกันจนถึงวันที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้จากโลกนี้ไป

(บันทึกโดย อิมาม มุสลิม)

 

          ขอให้ท่านพี่น้องมาพิจารณาถึงความพอเพียง ไม่ละโมบ จากคำกล่าวของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

     “หากว่าฉันมีทองเท่ากับภูเขาอุฮุด ฉันยินดีที่จะไม่ให้มันผ่านไปถึงสามคืน โดยที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากทองหลงเหลืออยู่กับฉัน นอกจากบางสิ่งที่ฉันจะเอามันไว้ใช้หนี้เท่านั้น

(บันทึกโดย อิมาม อัลบุคอรีย์)

 

          นี่คือ สิ่งที่ออกมาจากใจของ นร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านไม่เคยคิดที่จะสะสมทรัพย์สมบัติเอาไว้นาน เพราะด้วยกับการรู้อย่างชัดแจ้งที่ทำให้ท่านร่อซูล ได้ทราบว่า ทรัพย์สมบัตินั้นเป็นฟิตนะฮฺ หากเราสะสมมันไว้ มันอาจทำให้เราลืมตัว หรือใช้จ่ายไปในหนทางที่ไม่ถูกต้อง มันจะนำมาซึ่งความวุ่นวาย ตัดญาติขาดมิตร เนรคุณต่อครอบครัว บรรพบุรุษและสังคมส่วนรวม ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

ความพอเพียงคือคลังสมบัติที่ไม่รู้จักหมด

(บันทึกโดย อัลบัยฮะกีย์)

 

          ความพอเพียงเท่านั้น โอ้ ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ความพอเพียงที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สอนเราให้มองคนที่มีฐานะต่ำกว่า ยากจนลำบากกว่าเรา ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

     “ท่านทั้งหลาย จงมองดูผู้มีฐานะต่ำกว่าท่าน และอย่ามองดูผู้ที่มีฐานะเหนือกว่าพวกท่าน เพราะแท้จริง มันเป็นการสมควรยิ่งในการที่พวกท่านจะไม่ดูแคลนความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกท่าน

(บันทึกโดย อิมาม มุสลิม)

 

          ขอให้เราจงนึกถึงโลกอาคิเราะฮฺ สถานที่พักอันสุดท้ายของเรา วันแห่งการสอบสวน การชำระบัญชี ความดี ความขั่ว ซึ่งไม่มีสิ่งใดที่จะติดตามเราไป นอกจกการงานของเรา ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

     “สามประการที่จะติดตามผู้ตายไปยังหลุมฝังศพ สองประการจะกลับมา ส่วนอีกหนึ่งประการจะคงอยู่กับผู้ตาย สามประการนั้นก็คือ ครอบครัว ทรัพย์สมบัติ และการงานของเขา ครอบครัว ทรัพย์สมบัติจะกลับมา ส่วนอีกประการที่จะติดตามเขาไปก็คือ การงานของเขาเท่านั้น

(บันทึกโดย อิมาม มุสลิม)

 

          แล้วเราและท่านจะทำอย่างไรกัน ในวันนั้นในช่วงเวลานั้นเท้าทั้งสองของบ่าวจะยังไม่เคลื่อนย้ายไปไหนในวันกิยามะฮฺ จนกว่าจะถูกถามถึงสี่ประการ คือ อายุของเขาว่าใช้หมดไปในทางใด การงานของเขาว่า ทำอะไรบ้าง ทรัพย์สินของเขาว่าได้มาอย่างไร และใช้จ่ายไปในหนทางใด และร่างกายของเขาว่าใช้ไปในหนทางใด

(บันทึกโดย อัตติรมิซีย์)

 

          ในวันนั้นท่านจะรู้ว่า แท้จริง การมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ มีจิตใจที่พอเพียงและการทำความดีทั้งหลายเท่านั้นเป็นการตอบแทนที่ดียิ่ง ที่อัลลอฮฺ พระผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง

 

          ดังนั้น บ่าวของอัลลอฮฺผู้มีสติปัญญาแล้ว เขาจะไม่เอาตัวเข้าไปหมกมุ่น หลงใหลอยู่กับทรัพย์สิน จนเป็นฟิตนะฮฺที่ก่อความวุ่นวาย สร้างความร้าวฉาน ความแตกแยกในครอบครัวทำให้เขาต้องตัดญาติขาดมิตรและเพื่อนพ้องในที่สุด ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์นั้นไม่ใช่ การมีทรัพย์สินเงินทอง บ้านเรือนที่ใหญ่โตสวยหรู มีหน้ามีตา หรือมีสิ่งที่อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แต่ว่าความสุขที่แท้จริงนั้น คือ ความสุขทางด้านจิตใจนั่นเอง ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

 

ความร่ำรวยนั้น ไม่ใช่ว่ามีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ความร่ำรวยนั้นคือความร่ำรวยของจิตใจ

(บันทึกโดย อิมาม อัลบุคอรีย์)

 

และขอให้เรา และท่านกล่าวดุอาอฺที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอเป็นประจำว่า

โอ้ อัลลอฮฺ ขอทรงโปรดให้ข้าได้อยู่อย่างคนจน ตายอย่างคนจน

และรวมข้า (ในวันกิยามะฮฺ) อยู่ในหมู่คนจน

(ฮะดิษฮะซัน บันทึกโดย อิบนุ มาญะฮฺ)

 

          ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงโปรดให้เรา และท่านทั้งหลายมีความมั่นคงในอิสลาม มีหัวใจที่ยำเกรง มิจิตใจที่พอเพียง ไม่ละโมบโลภมากด้วยเถิด

 

 

 

ที่มา : อนุสรณ์งานประจำปี โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร 18 ธันวาคม 2553