จุดประสงค์ในการกำหนดให้มีบัยตุลลอฮฺ (อัล-กะอฺบะอฺ)
  จำนวนคนเข้าชม  347


จุดประสงค์ในการกำหนดให้มีบัยตุลลอฮฺ (อัล-กะอฺบะอฺ)

 

โดย อาจารย์อันวาร มูฮัมหมัดสอี๊ด

 

          อัลลอฮฺได้ทรงเตือนชาวอาหรับให้รำลึกนึกถึงความกรุณาของพระองค์ ที่ได้ประทานให้แก่พวกเขา นั่นคือ การที่ทรงให้กะอฺบะอฺ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางพวกเขาเป็นศูนย์รวมอันศักดิ์สิทธ์และถาวรแห่งมวลมนุษยชาติ ในแต่ละปีจะมีบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายแวะเวียนกลับไปสู่สถานที่นั้นเป็นประจำ จากทั่วทุกสารทิศของโลกเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ 

 

          ในการเดินทางสู่พิธีฮัจญ์นั้นย่อมจะได้รับความลำบากอย่างมากมาย ทั้งนี้ นอกจากค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งต้องใช้เวลาแสวงหาและเก็บหอมรอบริบไว้ด้วยความเหนื่อยยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ห่างไกล ดังนั้น การที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้กะอฺบะอฺเป็นศูนย์กลางแห่งมนุษยชาติ ปรากฏอยู่ท่ามกลางชาวอาหรับ จึงนับเป็นความกรุณาของพระองค์อย่างล้นเหลือ เพราะนอกจากจะช่วยให้ชาวอาหรับสามารถเข้าร่วมชุมนุม ศูนย์กลางแห่งนี้ เพื่อพประกอบพิธีฮัจญ์ได้โดยสะดวกทุกๆ ปี แล้วยังเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีแก่ตนเอง และประเทศชาติอีกด้วย 

 

           ทั้งนี้ นอกเหนือจากรายได้อันมากมายที่ได้รับจาก ผู้ที่มาชุมนุม สถานที่แห่งนี้แล้ว พระองค์ได้ทรงกรุณาให้อัลกะอฺบะอฺเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยแก่ทุกชีวิตที่เข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นอีกด้วย แม้ว่าเขาจะเป็นศัตรูกัน หรือเป็นศัตรูที่ถูกตามล่าก็ตาม และอัลลอฮฺยังได้ทรงให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้นานาชนิด ซึ่งมาจากประเทศยะมัน และประเทศชาม ในขณะที่ฤดูหนาวของประเทศชามก็ตรงกับฤดูร้อนของประเทศยะมัน ดังนั้น ผลไม้ของสองฤดู จึงถูกนำมายังสถานที่ดังกล่าวในเวลาเดียวกัน

 

          การที่อัลลอฮฺทรงให้สถานที่นี้ ซึ่งมีอัลกะอฺบะฮฺเป็นส่วนรวม เป็นเขตปลอดภัยของชีวิต และเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้นั้น นับเป็นความกรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อชาวอาหรับ ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดุอาอฺของท่านนบีอิบรอฮีม ที่ชาวอาหรับรำลึกถึงความเมตตากรุณาดังกล่าวก็เพื่อให้ชาวอาหรับยอมรับในการดุอาอฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะคำเรียกร้องเชิญชวนของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น ตั้งอยู่บนหลักการเดียวกันกับศาสนาของท่านบีอิบรอฮีม

 

     อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ โองการที่ 124-126 ที่ว่า

 

     “และจงรำลึกถึงขณะที่เรา (อัลลอฮฺ) ได้ให้อาคารบัยตุลลอฮฺนี้เป็นสถานที่ประกอบกุศลกิจ และเป็นที่ปลอดภัยสำหรับผู้คนทั้งหลาย

 

          หมายความว่า อัลลอฮฺทรงใช้ให้ชนชาวอาหรับ รำลึกนึกถึงความเมตตากรุณาของพระองค์ ที่ทรงให้กะอฺบะฮฺเป็นสถานที่ที่มนุษยชาติต่างสลับผลัดเปลี่ยนกันทุกๆ ปี เพื่อมาประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮฺ ตลอดจนเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และทรงให้ดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนแห่งความปลอดภัย

 

และพวกเจ้า จงยึดเอาพื้นที่ตรงที่อิบรอฮีมเคยยืนนั้นเป็นที่ละหมาดเถิด

 

          คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงใช้ให้มวลผู้ศรัทธา ยึดเอาที่ยืนของท่านนบีอิบรอฮีมเป็นที่ทำการละหมาด หมายถึง ละหมาดสุนัตสองร็อกอัตหลังเฏาะวาฟ

 

     “และเราได้สั่งเสียแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีลว่า เจ้าทั้งสองจงทำความสะอาดอาคารของเรา ไว้ทำการต้อนรับผู้ที่ทำการเฏาะวาฟ และบรรดาผู้ที่เอี๊ยะติกาฟ และบรรดาผู้ที่รุกั๊วะและสุญูด

 

          คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสั่งเสียแก่นบีอิบรอฮีม และนบีอิสมาอีลผู้เป็นบุตรของท่าน ให้ทำความสะอาดบ้านของพระองค์หรือกะอฺบะอฺให้ปราศจากสิ่งสกปรก ทั้งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ การเคารพสักการะบรรดาเจว็ดทั้งหลาย หรือการให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเทียบเท่ากับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และพระองค์ทรงให้ทำความสะอาดเป็นรูปธรรม เช่น สิ่งสกปรกทั่วๆ ไป ที่ทำความแปดเปื้อนแก่สถานที่กะอฺบะอฺ ตลอดจนคำพูดที่ไร้สาระและหยาบคาย 

 

          ทั้งนี้ เพราะเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่ทำการเฏาะวาฟ ทำการเอี๊ยะติกาฟ ทำการรุกั๊วะ ทำการสุญูด ในอายะฮฺนี้ชี้ให้เห็นว่า ท่านนบีอบิรอฮีมและบุตร หลังจากท่านได้รับคำสั่งให้บำเพ็ญอิบาดะฮฺต่างๆ ดังกล่าวแล้ว แต่ทว่า ไม่ปรากฏหลักฐานที่จะให้เรารู้ถึงวิธีบำเพ็ญอิบาดะฮฺของท่านเหล่านั้นได้ 

 

          อีกประการหนึ่ง การที่อัลลอฮฺทรงเรียกสถานที่ทำการเคารพสักการะพระองค์โดยเฉพาะ และเป็นจุดหมายของผู้ทำการละหมาด ได้ผินหน้าไปสู่พระองค์ เจตนารมณ์ในเรื่องนี้ก็คือ มนุษย์ย่อมมีความปรารถนาที่จะผินหน้าไปสู่พระองค์ เพื่อเป็นการขอบคุณ และเพื่อเป็นการขอความช่วยเหลือจากพระองค์  ในยามที่พวกเขาเดือดร้อน ซึ่งพวกเขาไม่สามารถที่จะผินหน้าไปสู่จุดใดได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกแก่บ่าวของพระองค์ว่า พระองค์ทรงอยู่ในบ้านของพระองค์ เพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้สึกอบอุ่น และมีความมั่นใจในขณะผินหน้าสู่พระองค์ 

           แต่ในความเป็นจริงนั้น พระองค์มิได้อยู่ในบ้านหลังนั้น พระองค์ทรงสูงส่งเกินกว่าการที่จะจำกัดพระองค์อยู่ สถานที่นั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะไม่อยู่ในบ้านนั้นก็ตาม แต่พระองค์ทรงรู้ว่าใครบ้างที่ผินหน้าสู่พระองค์

 

และจงรำลึกถึง ขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวว่า

ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทรงให้เมืองนี้ นั้นเป็นเมืองที่ปลอดภัย

 

          คือ ขอต่ออัลลอฮฺ ได้โปรดให้บริเวณหุบเขาอันเป็นที่ตั้งแห่งบ้านของพระองค์ เป็นเมืองที่ปลอดภัย ปราศจากการคุกคามและการครอบครองของผู้ประพฤติชั่ว และขอให้พ้นจากการประหัตประหารและหลั่งเลือดกัน ทั้งนี้ ก็เพราะเป็นสถานที่อันบริสุทธิ์ ควรแก่การเคารพยำเกรง

 

และขอได้โปรดประทานผลไม้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่ชาวเมืองนั้น

 

          คือ ผู้ที่ศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺจากพวกเขาคือ ขอให้อัลลอฮฺประทานผลไม้นานาชนิด เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่ชาวเมืองที่ศรัทธาต่อพระองค์ และวันอาคิเราะฮฺ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ที่ดี ที่ได้มีการปลูกในบริเวณใกล้ๆ หรือถูกนำมาจากประเทศอื่นก็ตาม

 

         อนึ่ง สำหรับการวิงวอนขอ ของนบีอิบรอฮีมนั้น มุ่งหมายเฉพาะผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺเท่านั้น แต่ด้วยความกรุณาเมตตาอันกว้างขวางของพระองค์ จึงได้ประทานให้แก่บ่าวของพระองค์โดยทั่วหน้ากัน ทั้งที่เป็นมุอฺมินและกาเฟร

 

     “พระองค์ตรัสว่า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธา ข้าจะให้เขาได้รับความสุขสำราญ ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภายหลังข้าจะบีบบังคับให้เขาไปสู่การทรมานในแห่งขุมนรก และมันช่างเป็นจุดหมายปลายทาง อันชั่วช้ายิ่งนัก

 

           คือ พระองค์ทรงยินดีที่จะปานทานผลไม้ต่างๆ แก่ชาวมักกะฮฺที่เป็นผู้ศรัทธาตามที่ท่านนบีอิบรอฮีมวิงวอนขอ และจะประทานให้แก่ผู้ที่ไม่ศรัทธาด้วย แต่ก็เฉพาะเพียงอายุของเขาในโลกนี้เท่านั้น แล้วจะทรงขับไสเขาให้ไปสู่นรก การปฏิบัตินั้นจะด้วยทางจิตใจหรือร่างกายก็ตาม ย่อมส่งผลสะท้อนมาสู่ผู้ปฏิบัติอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตามกฎแห่งกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

         อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ประทานแนวทางการดำเนินชีวิตอันดีงามแก่มนุษย์ เพื่อจะให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ในขณะเดียวกันมนุษย์มีอิสระที่จะนับถือหรือปฏิเสธ เมื่อมนุษย์มีอิสระในการกระทำ เขาย่อมสามารถที่จะค้นหาของจริง ละทิ้งของเท็จและกระทำความดี เลิกทำความชั่ว โดยอาศัยสติปัญญาของตน และโองการที่อัลลอฮฺได้ประทานมา แต่ถ้าเขามิได้ปฏิบัติเช่นนั้น แน่นอนเขาย่อมเป็น ผู้อธรรมต่อตัวเอง และนำตัวเองสู่การลงโทษ ทั้งนี้ ก็ด้วยกับผลงานของเขานั่นเอง

 

 

ที่มา : อนุสรณ์งานประจำปี โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร 16 มกราคม 2559