การเผยแผ่ของท่านนบีแก่ชาวเมืองตออิฟ
  จำนวนคนเข้าชม  402


การเผยแผ่ของท่านนบีแก่ชาวเมืองตออิฟ 

 

อิสมาอีล กอเซ็ม เรียบเรียง

 

           ในการทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม นั้นท่านได้ประสบความเดือดร้อนมากมาย ไม่ว่าการทำร้ายร่างกายหมายเอาชีวิต การใส่ร้ายด่าทอ แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ก็อดทนจากการทำร้ายในรูปแบบต่างๆ ที่ชาวกุเรชในเมืองมักกะหฺได้กระทำต่อท่าน เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ก็ได้มองหาพื้นที่อื่นเพื่อขยายแนวร่วมในการดะวะหฺ 

 

          ท่านจึงได้เดินทางไปยังเมืองตออิฟด้วยกับการเดินเท้าเป็นระยะทาง 99 กิโลเมตร เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนเชาวาลปีที่ 10 ก่อนการอพยพ เมื่อท่านไปถึงเมืองตออิฟ ท่านได้ทำการเรียกร้องกับคนทุกกลุ่ม แต่ผลลัพธ์ก็คือท่านได้ถูกรุมทำร้าย ถูกด่าทอดูถูกเหยียดหยาม และโดนรุมทำร้ายโดยถูกขว้างด้วยก้อนหิน และท่านเซด บิน หาริซะฮฺ พยายามที่จะช่วยปกป้องท่านนบี แต่ท่านก็โดนขว้างจนศีรษะแตกและท่านนบีโดนข้อเท้าจนเลือดไหลออกมา

 

          ท่านได้ฝ่าวงล้อมโดยพาร่างกายที่บอบช้ำออกมา และได้ไปอาศัยที่เพิงพักริมบ้านหลังหนึ่ง ซึงเจ้าของบ้านชื่อว่า อุตบะห์และชัยบะหฺ ซึ่งเป็นคนที่มีเกียรติในเมืองตออิฟ เขาทั้งสองได้ส่งเด็กรับใช้ให้นำองุ่นมาให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ซึ่งหนึ่งในเด็กรับใช้ทั้งสองนั้นเป็นนาซอรอ(คริสต์) มีชื่อว่า อัดดาส 

 

     เมื่อท่านนบีได้ยื่นมือไปหยิบผลองุ่นขึ้นมารับประทาน ก่อนรับประทานท่านได้กล่าวว่า บิสมิลลาฮฺ 

     เมื่อเด็กคนนั้นได้ยิน เด็กคนนั้นได้กล่าวว่า คำพูดนี้ ในเมืองนี้ไม่มีใครกล่าวเลย 

     ท่านได้นบีได้ถามเด็กคนนั้นว่า เจ้ามาจากเมืองอะไร และศาสนาของเจ้าคือศาสนาอะไร

     อัดดาส ตอบฉันว่าเป็นนาซอรอฮฺ ฉันมาเมือง นัยนาวา 

     ท่านนบีได้กล่าวเมืองนี้ คือเมืองของคนดีที่ชื่อว่า ยูนุส บิน มัตตา

     อัดดาสได้ถามว่า ท่านทราบอะไรบ้างเกี่ยวกับ ยูนุส บิน มัตตา

     ท่านนบีตอบว่า เขาเป็นพี่น้องของฉัน และเขาเป็นนบี และฉันก็เป็นนบีด้วย

     เมื่ออัดดาสได้ยินเช่น เขาได้จับศีรษะของท่านนบี จับมือและเท้าทั้งสองแล้วจูบ หลังจากนั้นเขาก็รับอิสลาม 

 

          หลังจากนั้นท่านนบีได้กลับไปยังมักกะหฺโดยไม่ได้หยุดในการทำหน้าที่ ท่านยังเดินหน้าในการไปหาบุคคลสำคัญและชนเผ่าต่างๆ และได้นำเสนออิสลามแก่พวกเขา และเหตุการณ์ระหว่างทางที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม กำลังกลับจากเมืองตออิฟ ท่านรู้สึกว่าเหนือศีรษะของท่านเหมือนมีก้อนเมฆค่อยบดบังแสงอาทิตย์ พอเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็น ญิบรีล 

     ญิลรีลได้เรียกฉันและกล่าวว่า อัลลอฮฺได้ยินได้เห็นเหตุการณ์ที่กลุ่มชนของเจ้าได้ปฏิบัติต่อเจ้า (หมายถึงการกระทำของชาวเมืองตออิฟ) ในการทำร้ายท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม อัลลอฮฺได้ส่งมาลาอิกะฮ์ที่ดูแลหุบเขามาหาท่าน 

     และมาลาฮิกะฮ์กล่าวกับท่านนบีว่า เอาไหมฉันจะเอาภูเขาไปทับชาวเมืองตออิฟให้วอดวาย 

     ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ไม่ ฉันยังหวังว่า จากลูกหลานคนเหล่านั้น พวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และไม่ได้นำสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นภาคีต่อพระองค์ 

     หลังจากนั้นไม่กี่ปีชาวเมืองตออิฟก็เข้ารับอิสลาม นี่คือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ต่อการทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม

 

บทเรียนจากการไปเผยแผ่ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม ที่เมืองตออิฟ 

 

   1. นักเผยแผ่ศาสนาต้องนำศาสนาไปนำเสนอผู้คนในทุกๆสถานที่ ทุกเพศทุกวัย 

 

   2. คนที่ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาไม่ได้สำเร็จง่ายๆ ต้องได้รับบททดสอบที่หนัก ไม่ว่าการทดสอบในเรื่องการทำร้ายร่างกายและจิตใจ 

 

   3. นักเผยแผ่ศาสนาต้องมีจิตใจที่เมตตาไม่อาฆาตพยาบาทกับคนที่ทำร้ายเขา เหมือนความเมตตาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยอิวะสัลลัม มีต่อชาวเมืองตออิฟที่มาทำร้ายท่าน 

 

   4. นักเผยแผ่ศาสนาที่มีสายตาที่ยาวไกล ไม่ได้ท้อแท้กับการทำหน้าที่ ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในเวลาสั้น 

 

   5. การดะวะห์เชิญชนผู้คนบางครั้งต้องใช้เวลาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ 

 

   6. นักเผยแผ่ศาสนาที่ต้องมีความมั่นใจว่า การรับใช้ศาสนาของอัลลอฮ์ สุดท้ายแล้วต้องได้รับความสำเร็จ 

 

   7. บางครั้งการเผยแผ่ศาสนาผู้ทำหน้าที่อาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงอาจจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว