Stem cell ยังเป็นการวิจัยหรือรักษาโรค ?
  จำนวนคนเข้าชม  4271

Stem cell ยังเป็นการวิจัยหรือรักษาโรค !

         จากการประชุมสามัญขอองค์การยูเนสโกครั้งที่ 33 ตุลาคม ค.ศ. 2005 ว่าด้วยปฏิญญาสากลว่าด้วย เรื่องชีวจริยธรรมและสิทธิมนุษย์ชน (Universal Declaration on Biothics and Human Right) ในฐานะรัฐสมาชิก ประเทศไทยและจีนเป็นสองประเทศที่ถูกวิพาษ์วิจารณ์อย่างมาก ในเรื่องการใช้สเต็มเซลล์ ที่ยังไม่ได้รับรองหรือเห็นชอบในการรักษาโรคในเชิงพาณิชย์

         ดังนั้นศูนย์กฏหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดสัมนาเรื่อง "การใช้เซลล์ต้นกำเนิดยังเป็การวิจัยหรือการรักษาโรค ?" ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนแพทย์จากหลายสถาบันทั้งรัฐและเอกชนเข้าร่วมอภิปราย เช่น ศ.นพ.ประมวล วีรุตมเสน และ ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล หัวห้าสาขาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ นพ.สุรพจน์ สุวรรณพานิช โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน โดยมี ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ผู้อำนวยการศูนย์กฏหมายสุขภาพและจริยศาสตร์เป็นผู้ดำเนินรายการ

         จุดมุ่งหมายของการสัมนาครั้งนี้เป็นการทบทวนและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากกลุ่มแพทย์ นักฏหมายและผู้ประกอบการธุรกิจที่ควบคุมและดูแลการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดโดยตรง เพื่อการสื่อสารต่อสาธารณชนได้อย่างถูกต้อง โดยตลอดการอภิปรายแพทย์ลงความเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันการรักษาโรคในประเทศไทยอนุญาตให้ใช้สเต็มเซลล์จากร่างกาย หรือ Adult Stem Cell ที่ได้มาจากรก หรือไขกระดูกเพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเท่านั้น

Adult stem cell

           ส่วนที่คาดว่าจะใช้เสต็มเซลล์ในการรักษาโรคอื่นๆนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนงานวิจัยเพื่อพัฒนาเท่านั้น ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการรักษาโรค ทั้งในประเทศไทยและการแพทย์สากลทั่วโลกดังนั้นผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการวิจัยสเต็มเซลล์ในโรงเยนแพทย์หรือสถาบันเอกชนจำเป็นต้องได้รับทราบเงื่อนไขและข้อมูลอย่างถ่องแท้ก่อน ที่สำคัญต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

          แม้การรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์จะเป็นกระแสที่สร้างความหวังใหม่ให้ใครหลายคน เราจำเป็นต้องค้นคว้าและหาข้อมูลอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความเห็นเป็นกลาง ก่อนการตัดสินใจใดๆมิฉะนั้นความหวังใหม่อาจจะเปลี่ยนเป็นการสูญเสียแทน

ที่มา Helthtoday