หน้าแรก
กระดานเสวนา - สนทนาทั่วไป
 
    วันหยุดยาวช่วงปีใหม่  
เจ้าของกระทู้ : aubdulaudli ( 23 ธันวาคม 54 22:17:00 )  [แก้ไขข้อความ] [ตอบกระทู้] แจ้งลบ อีเมล์ยังเจ้าของกระทู้



ไม่มีรูปแสดง

IP Address :
110.49.235.xxx
วันที่สมัคร :
Jan 1, 1970 7:00
เยี่ยมล่าสุด :
Jan 1, 1970 7:00

 

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته            

   อีกไม่กี่วันก็จะถึงช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ หลายๆคนที่มีความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าก็ใช้โอกาสนี้กลับไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมอาเยาะห์เยี่ยมป๋าเยี่ยมมะห์เยี่ยมญาติพี่น้อง สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นความดีงามที่มาพร้อมกับวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ เพราะว่าในโลกนี้นอกจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วไม่มีใครหรอกที่จะรักเราเท่ากับอาเยาะห์ป๋ามะห์ของเรา นี่คือวิถีดำเนินชีวิตของผู้ศรัทธาแหละนี่ก็เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำชับไว้ ได้ทรงสั่งใช้ไว้อีกเช่นกัน

   พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า และพระเจ้าของท่านบัญชาว่า พวกท่านอย่าเคารพภักดี(สักการะ)ผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับท่าน ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ (พูดด้วยความไม่พอใจ)! และอย่าขู่เข็ญ(อย่าตะคอก)ท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน  และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย ”พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกท่าน หากพวกท่านเป็นคนดี ดังนั้นพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยแก่บรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวอย่างแน่นอน ซูเราะห์อัลอิสรออ์ อายะห์ที่23-25

  พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า และท่านทั้งหลายจงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด(อย่านำสิ่งหนึ่งสิ่งใด)เป็นภาคีกับพระองค์ และจงทำดีต่อบิดามารดา(ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง)และต่อผู้เป็นญาติที่ใกล้ชิด และเด็กกำพร้าและผู้ขัดสน และเพื่อนบ้านใกล้เคียงและเพื่อนบ้านที่ห่างไกล และเพื่อนสนิท และผู้เดินทาง และผู้ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง(ทาส) แท้จริงอัลลอฮฺ ไม่ทรงชอบผู้ยะโส ผู้โอ้อวด ซูเราะห์อันนิซา อายะห์ที่36

เล่าจากอะบีอับดิรเราะห์มานอับดิลลาห์บุตรมัสอูด(ร.ด.)ว่า ฉันได้ถามร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)ว่าอะมั้ลใด การกระทำใดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักทรงโปรดปรานที่สุด ท่านร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)ตอบว่าการทำดีการปรนนิบัตรดีต่อบิดามารดา ฉันก็ได้ถามต่อว่าถัดจากนั้นคือสิ่งใด ท่านร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)ตอบว่าการต่อสู้ในวิธีทางของพระองค์อัลเลาะห์รายงานโดยบุคอรี มุสลิม

เล่าจากอะบีฮุรอยเราะห์จากท่านร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)กล่าวว่าต้อยต่ำเหลือเกิน ต้อยต่ำเหลือเกิน ต้อยต่ำเหลือเกิน สำหรับบุคคลที่คนหนึ่งคนใดจากบิดามารดาของเขาหรือทั้งสองคนเข้าสู่วัยชรา เขาไม่ได้เข้าสวรรค์ รายงานโดยมุสลิม

  ครั้งหนึ่งมีผู้ที่ไร้อีหม่านถามท่านร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)ว่าพระเจ้าของท่านทำมาจากอะไร ทำมาจากเงิน ทำมาจากทองคำ ทำมาจากทองแดงหรือทำมาจากสะสารชนิดใด กินอะไรดื่มอะไรแหละโลกนี้จักวาลโลกนี้ ความสวยงามทรัพยากรที่มีค่าทุกสิ่งทุกๆอย่างพระเจ้าของท่านรับมรดกมาจากใครแหละผู้ใดจะได้รับมรดกโลกนี้ต่อไปในภายภาคหน้า ความเข้าใจของผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า เขาเข้าใจกันว่าพระผู้เป็นเจ้าก็คงมีลักษณะคล้ายๆกับสิ่งที่พวกเขาสักการะอยู่ ดังนั้นซูเราะห์อัลอิคลาสหรือที่เราท่านทั้งหลายรู้กันว่าซูเราะห์กุ้ลฮุวั้ลลอฮ์ก็จึงถูกประทานลงมาจงกล่าว(ประกาศ)เถิด โอ้มุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะซูเราะห์อัลอิคลาสอายะห์ที่1(คำว่าจงกล่าว จงประกาศเถิด ภาษาอะหรับใช้คำว่ากุ้ลเป็นฟิอิ้ลอะมัรตรงนี้จึงแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า สิ่งที่มีอยู่ในอัลกุรอ่านทั้งหมดนั้นไม่ได้มาจากความคิดแหละไม่ได้มาจากการที่ท่านร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)ปั้นแต่งขึ้นมาเอง หากแต่ว่าเป็นคำสั่งใช้จากพระผู้เป็นเจ้าที่ได้สั่งใช้ลงมาผ่านมะลาอิกะห์ที่มีนามว่ายิบรออีลสู่ท่านร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.) ด้วยคำที่ว่าจงกล่าวจงประกาศเถิดโอ้มุฮัมมัด)  ต่อมาพระผู้เป็นเจ้าทรงกล่าวว่าฮู่วะตรงนี้นักอธิบายอัลกุรอ่านบอกว่าความหมายก็คือจงกล่าวจงประกาศเถิดโอ้มุฮัมมัดพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านได้ถูกถามเป็นคำถามข้างต้นทั้งหมดนั้นนั้นพระองค์คือพระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.)  บางกลุ่มจากนักอธิบายอัลกุรอ่านก็บอกว่าด่อเมรนี้เรียกว่าด่อมีรุชชะ  แต่จุดประสงค์ของอายะห์นี้จริงๆอยู่ตรงคำว่าที่ว่าอะฮัดแปลว่าพระองค์ทรงเอกะ ทรงหนึ่งเดียว ตรงนี้เองจึงเป็นบทสรุปในทุกๆคำถามของผู้ไร้ศรัทธาที่ได้กล่าวมา ดังนั้นเมื่อพระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงเอกะมีหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวเท่านั้น จึงไม่ใช่ทองคำแน่นอน เพราะทองคำมีเยอะมากมาย ไม่ใช่เงินแน่นอน  ไม่ใช่ทองแดงแน่นอน ไม่ใช่สะสารชนิดใดแน่นอน  ไม่กินไม่ดื่มอย่างแน่นอน ไม่ได้รับมรดกทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระเจ้าใดแน่นอนแหละจะไม่มีผู้ใดมาแทนที่การเป็นพระเจ้าของพระองค์ได้อย่างแน่นอน   บางส่วนจากเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าแค่บางส่วนเท่านั้น กรณีศึกษาอย่างจันทรุปราคา10ธันวาคมที่ผ่านมาดวงจันทร์จริงๆไม่มีแสงในตัวเอง  แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ทำให้ค่อยๆมีแสงขาวนวลทีละน้อยๆได้  พอมีแสงนวลเต็มที่พระผู้เป็นเจ้าก็ลดแสงนวลทีละน้อยๆจนมืดมิดอีกครั้งที่เรารู้จักกันว่าวันจันทร์ดับ วันดีคืนดีพระผู้เป็นเจ้าก็ทำให้ดวงจันทร์มีแสงนวลสีส้มคล้ายๆสีของดวงอาทิตย์ได้อีกเช่นกัน ที่เรารู้จักกันว่าคืนจันทรุปราคา มีข้อต่างอยู่ตรงที่ว่าดวงอาทิตย์ส่องแสงแดงแต่มองด้วยตาเปล่าไม่ได้  ดวงจันทร์ในคืนจันทรุปราคามีแสงนวลสีส้มที่มองด้วยตาเปล่าได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้ถ้าพระผู้เป็นเจ้าไม่ทำ ใครจะทำได้ ดังนั้นระยะเวลาเกือบจะหนึ่งปีที่ผ่านมาเราท่านทั้งหลายทำคุณความดีต่อพระผู้เป็นเจ้ามากน้อยเพียงใด ดีเท่าใดไม่ดีเท่าใด เริ่มตั้งแต่เดี่ยวนี้วันนี้เราจะทำคุณความดีเพื่อพระองค์ เราจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆที่พระองค์ได้ทรงห้ามเอาไว้ แล้วโลกหน้าอาคิเราะห์สิ่งที่ดีๆความสุขสบายจากพระผู้เป็นเจ้าจะมาสู่เราท่านทั้งหลายอย่างแน่นอน

   การดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือน ทุกๆ เดือนนั้น ตามหลักการศาสนาอิสลามให้ยึดถือและปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านศาสดานบีมุฮำหมัด (ซ.ล.) ในการกำหนดวันที่ 1ของเดือนรอมฎอน (เดือนถือศีลอด) กล่าวคือ ให้ดูดวงจันทร์เสี้ยว (ฮิลาล) ในวันที่ 29 ของเดือนซะบาน เมื่อเวลาดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว ถ้าเห็นดวงจันทร์เสี้ยวให้ถือว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน แต่ถ้าไม่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว ให้ถือว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 30 ของเดือนซะบาน และวันถัดต่อจากนั้นไปถือว่าเป็นวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน(ในเดือนอื่นๆก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้) ดังปรากฏหลักฐานฮะดิษของท่านศาสดานบีมุฮำหมัด(ซ.ล.) ดังนี้

غُمَّ عَلَيْكُمْ فَأَكْمِلُوْا عِدَّةَ شَعْبَانَ ثَلاَثِيْنَ يَوْمًا صُوْمُوْا لِرُؤْيَتِهِ ، وَأَفْطِرُوْا لِرُؤْيَتِهِ ،  فَإ

رواه البخاري (1810)  ومسلم (1080)

“ท่านทั้งหลาย จงถือศีลอดเพราะเห็นเดือนเสี้ยว และจงละศีลอดเมื่อเห็นดวงจันทร์เสี้ยว (เลิกถือศีลอด) ถ้าหากมีเมฆเกิดขึ้นเหนือพวกท่าน (มีเมฆมาปกคลุมทำให้ไม่เห็นดวงจันทร์เสี้ยว) ก็ให้พวกท่านปล่อยเดือนซะบานให้ครบสามสิบวันเถิด (นับเดือนซะบานให้ครบสามสิบวัน)”  รายงานโดย บุคอรี (1810) และมุสลิม (1080)

ดังนั้นไม่ว่าวิชาการแหละเทคโนโลยีจะล้ำยุค ทันสมัยสักแค่ใหนก็ตาม  ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหลักศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้ากำหนดมาได้ การเคลื่อนที่ของเทหะวัตถุบนท้องฟ้าโดยเฉพาะดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  ก่อให้เกิดความแตกต่างกันทางเวลา  เนื่องด้วยมนุษย์ได้อาศัยอยู่ทุกทิศทุกทางในโลกใบนี้ ทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ดังนั้นการปฏิบัติศาสนกิจละหมาด5เวลาต้องขึ้นอยู่กับเวลาของดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น เรียกว่าใช้ระบบสุริยะ และการเริ่มต้นขึ้นเดือนใหม่ วันที่1ของเดือนอิสลามต้องขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ของจันทร์ดวงใหม่(นิวมูน จันทร์ดับ)  เรียกว่าใช้ระบบจันทรคติ ดังนั้นดวงอาทิตย์ขึ้นทางประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกก่อนประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกหนึ่งชั่วโมงหนึ่งหรือมากกว่าตามระยะทางที่แตกต่างกันไป(เพราะโลกของเราโคจรทวนเข็มนาฬิกา  ถ้าวันศุกร์ใดที่โลกของเราโคจรตามเข็มนาฬิกาวันนั้นแหละคือวันกิยามะห์)  ความจริงที่ปรากฏก็คือขณะที่ประเทศหนึ่งดวงอาทิตย์ตก  อีกประเทศหนึ่งรุ่งอรุณ  เวลาทุกเวลาที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของประเทศที่อยู่แตกต่างกันไป  สิ่งต่างๆทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้นั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนเลยว่า  ด้วยความแตกต่างทางเวลานี้จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศมุสลิมต่างๆจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งในเรื่องการละหมาด5เวลา(เป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศมุสลิมต่างๆจะละหมาดดุฮ์ริพร้อมกัน  ละหมาดอัสริพร้อมกัน  ฯลฯ) ดังนั้นการที่จะกล่าวอ้างว่าเพื่อความเป็นเอกภาพของอุมมะห์มุสลิมมุสลิมะห์ที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก ควรจะทำอิบาดะห์ในเวลาหนึ่ง เวลาเดียวกันและวันเดียวกัน  การกล่าวอ้างแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการของศาสนา เรียกว่าคิดเอาเอง จินตนาการเอาเองเท่านั้น เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงเราท่านทั้งหลายจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ขณะที่มุสลิมที่อยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียละหมาดซุบฮิ  มุสลิมที่อยู่ในอเมริกาเหนืออาจยังทำละหมาดอิซาของวันก่อนไม่เสร็จเลย ดังนั้นถ้าพระผู้เป็นเจ้ามีความต้องการให้มุสลิมทั่วทุกมุมโลกทำอิบาดะห์ในเวลาหนึ่งเวลาเดียวกันและวันเดียวกัน เพื่อต้องการให้เกิดความเป็นเอกภาพอย่างที่ใครบางคนกล่าวอ้างแล้ว เอกภาพดังกล่าวจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้เลย เพราะความแตกต่างทางด้านเวลาที่เราท่านทั้งหลายเห็นๆกันอยู่ ผมอยากจะให้เราท่านทั้งหลายสังเกตุดูสักนิดนึงว่า ถ้าจะให้เราละหมาด5เวลาตลอด24ช.ม.เราท่านทั้งหลายคงจะไม่มีใครทำได้  แต่ด้วยความแตกต่างทางด้านเวลานี้แหละทำให้มีผู้ละหมาด มีผู้ทำอิบาดะห์ต่อพระผู้เป็นเจ้าตลอด24ช.ม.เรียกว่าตลอดทั้งวันทั้งคืน แหละด้วยความแตกต่างทางเวลานี้จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศมุสลิมต่างๆจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการเริ่มต้นวันที่หนึ่งของเดือนอิสลาม(แต่ละประเทศต้องคำนึงถึงตำแหน่งกำเนิดของดวงจันทร์ของตัวเองเท่านั้น  วันที่1เดือนอิสลามของประเทศใครประเทศมัน  ไม่ต้องไปผูกพันกับประเทศอื่นที่มีตำแหน่งกำเนิดของดวงจันทร์ต่างกัน)  ชี้ชัดให้เห็นเลยว่าเราท่านทั้งหลายควรจะยืนหยัดอยู่บนหลักแห่งความเป็นจริง  ดวงอาทิตย์ประเทศเราก็มีดู ก็ดูของประเทศเรา  ดวงจันทร์เสี้ยวประเทศเราก็มีดู  ก็ดูของประเทศเรา  อย่าไปรอฟังข่าวจากการดูจันทร์เสี้ยวของประเทศอื่นเลย

   พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่าพวกเขามิได้ใคร่ครวญในตัวของพวกเขาดอกหรือว่า(คือใคร่ครวญด้วยกับสติปัญญา)  อัลลอฮฺมิได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง เพื่อสิ่งอื่นใดเลย เว้นแต่เพื่อความจริงและเวลาที่ถูกกำหนดไว้(พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้สร้างสิ่งต่างๆเหล่านี้มาโดยไร้ประโยชน์  พระองค์สร้างโดยฮิกมะห์เพื่อดำรงไว้ซึ่งความจริง  เวลาที่สิ้นสุดของสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็คือวันกิยามะห์) และแท้จริงส่วนมากของมนุษย์เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อการพบพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา(ไม่เชื่อมั่นในการฟื้นคืนชีพและการตอบแทน)  ซูเราะห์ อัรรูม อายะห์ที่8

   ผมเองเคยได้ยินคนหนึ่งกล่าวว่า  การดูจันทร์เสี้ยวไม่เหมือนกับการละหมาด5เวลา  เพราะการละหมาด5เวลาใช้ดวงอาทิตย์เป็นตัวกำหนด  แต่ละประเทศจึงมีเวลาการละหมาด5เวลาไม่เหมือนกัน  ไม่ตรงกัน  ตามกันไม่ได้  แต่ดวงจันทร์นั้นมีอยู่ดวงเดียว  การดูจันทร์เสี้ยวจึงไม่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์อย่างสิ้นเชิง  ดังนั้นไม่ว่าที่ใดในโลกเห็นจันทร์เสี้ยว  ที่อื่นประเทศอื่นก็ต้องเข้าเดือนหรือต้องออกเดือนเหมือนกันด้วย  จะอย่างไรก็ดีคำพูดลักษณะนี้ถือว่ายังไม่ถูกต้อง  ยังไม่ตรงกับความเป็นจริงที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างมา การที่บอกว่าดวงจันทร์นั้นมีอยู่ดวงเดียวการดูจันทร์เสี้ยวจึงไม่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์  ผมได้ยินผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า  แล้วดวงอาทิตย์มีอยู่หลายดวงหรือ  แต่ละจังหวัดแต่ละประเทศจึงมีเวลาละหมาด5เวลาแตกต่างกัน  ความเป็นจริงที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างมา จริงๆแล้วดวงอาทิตย์แหละดวงจันทร์(ของโลกที่เราท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้)นั้นมีอยู่แค่อย่างละดวงเท่านั้น  แต่ที่มีเวลาละหมาด5เวลาแตกต่างกัน  มีการเข้าบวชออกบวชแตกต่างกัน  มีวันอีดที่แตกต่างกันวันที่1ของเดือนอิสลามที่แตกต่างกัน ก็เพราะตำแหน่งพื้นที่ตั้งของแต่ละจังหวัดแต่ละประเทศแตกต่างกันนั่นเอง(ภาษาอะหรับเรียกว่ามัตละอ์)  แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจังหวัดใหน  ประเทศใหนมีตำแหน่งพื้นที่ตั้งอยู่ที่เท่าไหร่  ทางสากลจึงกำหนดให้ตำบลกรีนิชเป็นจุดเซ็นเตอร์  เรียกว่าเส้นเมอริเดี่ยนกรีนิช  เส้นเมอริเดี่ยนมาตรฐานโลก มีค่าอยู่ที่0องศา ดังนั้นแสดงว่าคนที่พูดว่าการดูจันทร์เสี้ยวไม่เกี่ยวกับดวงอาทิตย์  ยังไม่เข้าใจหลักดาราศาสตร์อิสลามและหลักการของอิสลามเท่าที่ควร  เพราะหลักการอิสลามจะเริ่มดูจันทร์เสี้ยวได้ก็ต่อเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มตกลับขอบฟ้าแล้วเท่านั้น(เข้าเวลามัฆริบจึงเริ่มดูจันทร์เสี้ยวได้  แล้วจะเลิกดูจันทร์เสี้ยวได้เมื่อใด  เมื่อดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้า  ดังนั้นการดูจันทร์เสี้ยวจึงต้องเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์อย่างแน่นอน  ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้โดยเด็ดขาด  เช่นเดียวกันถ้าเราจะละหมาด  อยู่ๆก็ละหมาดเลยคือเอาแต่ละหมาดอย่างเดียว  ไม่ได้สวมเสื้อผ้าปิดเอารัต  ไม่ได้ผินไปทางกะบะห์  ไม่ได้สนใจว่าเข้าเวลาละหมาดแล้วหรือยัง  หรือไม่ได้ใส่ใจเรื่องนะยิสเลย  อย่างนี้การละหมาดก็ใช้ไม่ได้อย่างแน่นอน  เรียกว่าใช้ไม่ได้ก่อนจะเริ่มละหมาดเสียอีก มีตัวบทฮะดิษระบุอย่างชัดเจนเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้  ฮะดิษที่จะกล่าวต่อไปนี้  ท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.) ท่านไม่ได้บอกว่าถ้าประเทศเราไม่เห็นดวงจันทร์ให้รอฟังข่าวจากประเทศอื่นที่อยู่ห่างไกล และถ้ามีประเทศใดที่อยู่ห่างไกลเห็นดวงจันทร์เสี้ยวให้ถือตามประเทศนั้น ท่านนบี(ซ.ล.)ไม่ได้บอกแบบนี้ นอกจากนั้นยังมีฮะดิษยืนยันว่า เมื่ออยู่ในเมืองที่ห่างไกลจากกัน เช่น เมืองซามกับเมืองมะดีนะห์ ให้ถือเอาการเห็นดวงจันทร์ในเมืองนั้นกำหนด วันเริ่มต้นถือศีลอด (เริ่มวันที่หนึ่งของเดือนรอมฎอน) และเลิกถือศีลอด (เพราะเริ่มวันที่ 1

ตอบกระทู้โดย : aubdulaudli ( 23 ธันวาคม 54 22:27:00 )  [แก้ไขข้อความ] [ตอบกระทู้] แจ้งลบ อีเมล์ยังผู้ตอบกระทู้



ไม่มีรูปแสดง

IP Address :
110.49.235.xxx
วันที่สมัคร :
Jan 1, 1970 7:00
เยี่ยมล่าสุด :
Jan 1, 1970 7:00

เพราะเริ่มวันที่ 1 ของเดือนเซาวั้ล) ดังฮะดิษที่รายงานโดยมุสลิม อบูดาวูด ติรมีซี และนะซาอี ดังนี้ عَنْ كُرَيْبٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَنََّ أُمَّ الْفَضْلِ بِنْتَ الْحَارِثِ بَعَثَتْهُ إِلَى مُعَاوِيَةَ بِالشَّامِ قَالَ : فَقَدِمْتُ الشَّامِ فَقَضَيْتُ حَاجَتَهَا وَاسْتُهِلَّ عَلَيَّ رَمَضَانُ وَأَنَا بِالشَّامِ ، فَرَأَيْتُ الْهِلاَلَ لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ ، ثُمَّ قَدِمْتُ الْمَدِيْنَةَ فِيْ آخِرِ الشَّهْرِ فَسَأَلَنِيْ ابْنُ عَبَّاسٍ : مَتَى رَأَيْتُمُ الْهِلاَلِ ؟ فَقُلْتُ : رَأَيْنَاهُ لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ ، قَالَ : أَنْتَ رَأَيْتَهُ ؟ قُلْتُ : نَعَمْ وَرَآهُ النَّاسِ وَصَامُوْا وَصَامَ مُعَاوِيَةُ فَقَالَ : لَكِنَّا رَأَيْنَاهُ لَيْلَةَ السَّبْتِ ، فَلاَ نَزَالُ نَصُوْمُ حَتَّى نُكْمِلَ ثَلاَثِيْنَ أَوْ نَرَاهُ فَقُلْتُ : أَوَ لاَ تَكْتَفِيْ بِرُؤْيَةِ مُعَاوِيَةَ وَصِيَامِهِ ، فَقَالَ : لاَ ، هَكَذَا أَمَرَنَا رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ . رواه الخمسة إلا البخارى. ความว่า จากกุร๊อยบฺ ร.ฎ. เล่าว่า เนื่องจากอุมมัลฟัดลิ บินติ ฮาริส ได้ส่งกุรอ๊ยบฺไปหามุอาวียะห์ ณ เมืองซามแล้ว เมื่อฉันมาถึงเมืองชามและได้จัดทำธุระของนางเสร็จเรียบร้อย ได้ปรากฎเดือนรอมฎอนขึ้นแก่ฉัน โดยในขณะที่ฉันอยู่ที่เมืองซามนั้น ฉันเห็นดวงจันทร์ในตอนค่ำวันศุกร์ หลังจากนั้นฉันก็กลับมาที่มะดีนะห์ในตอนปลายเดือน แล้วอิบนิอับบัสก็ถามฉันว่า พวกท่านเห็นดวงจันทร์เสี้ยวเมื่อใด ฉันก็ตอบว่า พวกเราเห็นในค่ำวันศุกร์ อิบนิอับบัสถามย้ำว่า ท่านเห็นมันเองหรือ ฉันตอบว่าถูกแล้ว และบรรดาประชาชนก็เห็นด้วย โดยพวกเขาได้ถือศีลอด และมุอาวียะห์ก็ได้ถือศีลอด อิบนิอับบัสจึงกล่าวว่า แต่พวกเรา (ในเมืองมะดีนะห์) เห็นดวงจันทร์ในค่ำวันเสาร์ ดังนั้นเราก็ยังคงต้องถือศีลอดเรื่อยไปจนกว่าจะครบสามสิบวัน หรือจนกว่าเราจะเห็นดวงจันทร์เสี้ยว ฉัน (กุร๊อยบ) จึงพูดว่า ยังไม่เพียงพออีกหรือกับการเห็นของมุอาวียะห์ และการถือศีลอดของเขา อิบนิอับบัสตอบว่า ไม่ แบบนี้แหละที่ท่านรอซูลุลเลาะห์ ซ.ล. ได้มีคำสั่งแก่พวกเรา (ให้ถือปฏิบัติ) รายงานโดยมุสลิม อบูดาวูด ติรมีซี และนะซาอี

   วิเคราะห์ตามหลักดาราศาสตร์อิสลาม   ดังนั้นวันอาทิตย์ที่25 ธันวาคม พ.ศ.2554ตรงกับวันที่29 มุฮัรรอม ฮ.ศ.1433  สำหรับประเทศไทย  จันทร์ดับ  ตรงกับวันอาทิตย์ที่25 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา01.06.24วินาที อายุดวงจันทร์สำหรับ กทม.16ชม.51นาที32วินาที/ชลบุรี16ชม.50นาที59วินาที/ยะลา17ชม.02นาที53วินาที)   ดังนั้นหลังเข้าเวลาละหมาดมัฆริบของวันอาทิตย์ที่25 ธันวาคม พ.ศ.  2554  จึงต้องมีการดูดวงจันทร์เสี้ยวเพื่อกำหนดวันที่1ซอฟัร ฮ.ศ.1433  (เกล็ดเล็กเกร็ดน้อย  ควรจะใช้คำว่าดูดวงจันทร์เสี้ยวหรือดูจันทร์เสี้ยว  แทนจากคำว่าดูดวงจันทร์เพราะตามฮาดิษใช้คำว่าฮิลาล แปลว่าดวงจันทร์เสี้ยวหรือจันทร์เสี้ยว โดยที่ในฮาดิษไม่ได้ใช้คำว่าก่อมัรซึ่งแปลว่าดวงจันทร์)     วันอาทิตย์ที่25 ธันวาคม พ.ศ.2554  กทม.ดวงอาทิตย์ตก17.57.56วินาที  ดวงจันทร์ตก18.37.42วินาที มีเวลาสังเกตุจันทร์เสี้ยว39นาที46วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง  ชลบุรี (มีสถานที่แห่งหนึ่งชายฝั่งทะเลซึ่งมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ  ได้ร่วมสังเกตุดวงจันทร์เสี้ยวด้วย) ดวงอาทิตย์ตก17

ตอบกระทู้โดย : aubdulaudli ( 23 ธันวาคม 54 22:32:00 )  [แก้ไขข้อความ] [ตอบกระทู้] แจ้งลบ อีเมล์ยังผู้ตอบกระทู้



ไม่มีรูปแสดง

IP Address :
110.49.235.xxx
วันที่สมัคร :
Jan 1, 1970 7:00
เยี่ยมล่าสุด :
Jan 1, 1970 7:00

เมฆไม่บัง  ชลบุรี (มีสถานที่แห่งหนึ่งชายฝั่งทะเลซึ่งมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ  ได้ร่วมสังเกตุดวงจันทร์เสี้ยวด้วย) ดวงอาทิตย์ตก17.57.23วินาที ดวงจันทร์ตก18.36.54วินาที  มี เวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว39นาที31วินาที  สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง  ยะลาอ.กรงปีนัง ดวงอาทิตย์ตก18.07.44วินาที  ดวงจันทร์ตก18.46.00วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที16วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ยะลาอ.กาบัง ดวงอาทิตย์ตก18.09.17วินาที  ดวงจันทร์ตก18.47.35วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที18วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ยะลาอ.ธารโต ดวงอาทิตย์ตก18.08.39วินาที  ดวงจันทร์ตก18.46.53วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที14วินาที ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ยะลาอ.บันนังสตา ดวงอาทิตย์ตก18.07.26วินาที  ดวงจันทร์ตก18.45.40วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที15วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ยะลาอ.เบตง ดวงอาทิตย์ตก18.09.32วินาที  ดวงจันทร์ตก18.47.43วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที11วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ยะลาอ.ยะหา ดวงอาทิตย์ตก18.08.09วินาที  ดวงจันทร์ตก18.46.26วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที17วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ยะลาอ.รามัน  ดวงอาทิตย์ตก18.07.10วินาที  ดวงจันทร์ตก18.45.25วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที15วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง หาดใหญ่  ดวงอาทิตย์ตก 18.09.54วินาที  ดวงจันทร์ตก18.48.23วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที29วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง กาญจนบุรี ดวงอาทิตย์ตก18.00.43วินาที  ดวงจันทร์ตก18.40.40วินาที  มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว39นาที56วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง   ปัตตานี ดวงอาทิตย์ตก18.07.47วินาที  ดวงจันทร์ตก18.46.09วินาที  มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว38นาที21วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง อุบลราชธานี  ดวงอาทิตย์ตก18.37.09วินาที  ดวงจันทร์ตก 18.16.25วินาที  มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว39นาที16วินาที สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้  ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง   สำหรับกำปงลาดบัวขาวของเรา  ดวงอาทิตย์ตก17.56.41วินาที  ดวงจันทร์ตก18.36.23วินาที มีเวลาสังเกตจันทร์เสี้ยว39นาที42วินาที มุมทิศของดวงจันทร์  จากจุดทิศเหนือกวาดไปทางขวามือ  ขนานกับขอบฟ้าจะเท่ากับ 246องศา26ลิปดา12ฟิลิปดา  ดวงจันทร์อยู่เหนือเส้นขอบฟ้าอยู่ที่08องศา39ลิปดา51ฟิลิปดา  สามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้ ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง

   ผลในการคำนวนทางดาราศาสตร์อิสลาม  วันอาทิตย์ที่25 ธันวาคม พ.ศ.  2554  หลังเข้าเวลามัฆริบทั่วทั้งประเทศไทย ต้องมีการดูจันทร์เสี้ยว ถ้าฝนไม่มา ฟ้าไม่มืด เมฆไม่บัง ทั่วทั้งประเทศไทยสามารถเห็นจันทร์เสี้ยวได้  ดังนั้นวันที่1ซอฟัรฮ.ศ.1433  ตรงกับวันจันทร์ที่26ธันวาคมพ.ศ.  2554  ในทางการปฏิบัติจริงๆให้พี่น้องรับฟังการประกาศทางสำนักจุฬาราชมนตรีเท่านั้น  เพราะเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ คนทุกคนต่างก็มีหน้าที่แหละความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน เราในฐานะผู้ตามต้องตามผู้นำ ผู้รายงานการดูจันทร์เสี้ยวต้องพูดในสิ่งที่เห็นจริง ส่วนผู้นำก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางดาราศาสตร์อิสลามคอยตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยแหละทำตามคำสั่งใช้อย่างแท้จริงที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แล้วความถูกต้องจริงๆที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะเราท่านทั้งหลายต้องไม่ลืมอย่างนึงว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้จะนำมาซึ่งผลบุลหรืออาจจะนำมาซึ่งผลบาปก็เป็นได้ในโลกหน้าอาคิเราะห์

   พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า  ดังนั้นท่าน(มุฮัมมัด)จงดำรงมั่น(ทำตาม)เหมือนเช่นที่ท่านได้ถูกบัญชามาและ(เหมือนเช่นที่ท่านได้ถูกบัญชามา)ผู้ที่หวนกลับ(จากการตั้งภาคี การเนรคุณ สู่สัจธรรมพร้อมกับท่าน)  และท่านทั้งหลายอย่าละเมิด(บทบัญญัติด้วยการเข้าไปทำความผิดที่พระผู้เป็นเจ้าได้ห้ามไว้)เพราะแท้จริงพระองค์ทรงมองเห็นยิ่ง ในสิ่งที่พวกท่านกระทำ ซูเราะห์ฮูด อายะห์ที่112

เล่าจากอะบียะอ์ลา มะอ์กิ้ลบุตรยะซาร(ร.ด.)ว่า  ฉันได้ยินร่อซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)กล่าวว่า  ไม่มีบ่าวคนใดที่อัลเลาะห์มอบหมายให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อประชาชน  เขาเสียชีวิตไป  ในวันที่เขาเสียชีวิต เขาทุจริตต่อประชาชนของเขานอกจากอัลเลาะห์จะห้ามเขาเข้าสวรรค์  รายงานโดย บุคอรี มุสลิม

   วันนี้เราท่านทั้งหลายทำความดีเพื่อพระองค์แล้วหรือยัง  และเราท่านทั้งหลายได้นำพาบุคคลรอบข้างของเราเข้าใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้าแล้วหรือยัง  ละหมาดแล้วหรือยัง  ทำอะม้าน  อิบาดะห์ชนิดต่างๆเพื่อรับพระเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วหรือยัง

วันนี้วันศุกร์ที่23ธันวาคมพ.ศ.2554  เวลาปฏิบัติศาสนกิจ(ซ่อลา  ซำบะห์ยัง)  สำหรับ กทม.ซุบฮิเวลา 05.12.54 วินาที  ตะวันขึ้นเวลา06.38.00วินาที  ดุฮ์ริเวลา12.17.27วินาที  อัสริเวลา15.32.12 วินาที  มักริบเวลา17.56.54วินาที  อีซาเวลา19.13.13สำหรับมัสยิดฮารอม  ซุบฮิเวลา05.26.47วินาที 

ตอบกระทู้โดย : aubdulaudli ( 23 ธันวาคม 54 22:35:00 )  [แก้ไขข้อความ] [ตอบกระทู้] แจ้งลบ อีเมล์ยังผู้ตอบกระทู้



ไม่มีรูปแสดง

IP Address :
110.49.235.xxx
วันที่สมัคร :
Jan 1, 1970 7:00
เยี่ยมล่าสุด :
Jan 1, 1970 7:00

มัสยิดฮารอม  ซุบฮิเวลา05.26.47วินาที  ตะวันขึ้นเวลา06.51.37วินาที  ดุฮ์ริเวลา12.19.27วินาที  อัสริเวลา15.23.43วินาที  มักริบเวลา17.47.18 วินาที  อีซาเวลา19.03.49 วินาที  เวลาปฏิบัติศาสนกิจ  สำหรับมัสยี่ดินนะบะวี  ซุบฮิเวลา05.31.13วินาที  ตะวันขึ้นเวลา06.57.29 วินาที  ดุฮ์ริเวลา12.20.24วินาที  อัสริเวลา15.19.31วินาที  มักริบเวลา17.43.20  วินาที  อีซาเวลา19.00.21วินาที  สำหรับกำปงลาดบัวขาวของเรา  ซุบฮิเวลา05.11.20วินาที  ตะวันขึ้นเวลา06.36.14วินาที  ดุฮ์ริเวลา12.15.56วินาที  อัสริ เวลา15.30.44วินาที  มักริบเวลา17.55.39วินาที  อีซาเวลา19.11.45 วินาที 

   พี่น้องครับซากาตคือสิ่งจำเป็น  สำหรับบุคคลที่ครบในเงื่อนไข  และในส่วนของการทำบุญให้กับเด็กกำพร้านั้น  ถือว่าเป็นภาคผลบุลและเป็นความดีงามที่ยิ่งใหญ่มาก ณฝ่ายของพระผู้เป็นเจ้า  แม้กระทั่งการลูบศรีษะเด็กกำพร้า  เพื่อแสดงถึงความรักความเอ็นดู  เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไป  ทุกๆเส้นผมที่มือลูบผ่านไปนั้นนั่นก็เป็นภาคผลบุลทั้งสิ้น  ท่านรอซูลุ้ลลอห์(ซ.ล.)บุรุษที่ประเสริฐที่สุด  ในบรรดามั๊คโลคสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาคนรักของพระผู้เป็นเจ้า  ท่านก็เป็นเด็กกำพร้ามาก่อนเช่นเดียวกัน  พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า”ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าผงธุลีเขาก็จะได้เห็นมัน ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าผงธุลีเขาก็จะได้เห็นมัน”อัลซิลซาลอายะห์ที่7-8  รู้แล้วบอกต่อ  ความดีงามจะหลั่งไหลสู่ตัวท่านและสังคมสืบต่อไป  ทำตามใช้ละเว้นสิ่งที่ห้าม  คือหน้าที่ของผู้ศรัทธา



ตอบกระทู้

ตอบโดย  

ข้อความ