กล้าออกสื่อ ก้าวที่กล้าเสี่ยง
  จำนวนคนเข้าชม  91

กล้าออกสื่อ.... ก้าวที่กล้าเสี่ยง....

 

อุมมุ อั๊ฟว์ เรียบเรียง

 

          นับเป็นนิอฺมัตอันยิ่งใหญ่ที่อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ประทานความสะดวกง่ายดายในหลายสิ่งหลายอย่างแก่คนในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนการทำงานประกอบอาชีพการซื้อการขายทำธุรกิจ หรือแม้แต่การรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถทำได้ด้วยเครื่องมือเล็กๆในมือ (อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิ อะลา มินนะติฮี วะ ฟัฎลิฮีการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ในการที่พระองค์ได้ประทานความโปรดปรานอันล้นพ้น- )

 

          แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์เพียงใด หลักการศาสนาก็ยังคงก้าวทันและเป็นพื้นฐานที่การพัฒนาในแต่ละมิติต้องหันกลับมาย้อนดูเป็นแบบฉบับเสมอ  ก่อนจะริเริ่มต่อยอดในสิ่งใหม่ให้ตัวเอง ต้องติดบังเหียนศาสนาของตัวไว้ให้มั่น เพราะทันทีที่ปล่อยทิ้ง หรือแม้แต่จับแบบหลวมๆ ก็มิสิทธิ์ถูกกระแสนิยมกระชากให้พัดหลงออกจากทางที่เที่ยงตรงอย่างไม่ทันตั้งตัว !

 

          เราอย่าคิดว่ามีเพียงแต่ศักยภาพของมนุษย์เท่านั้นที่พัฒนา ชัยฏอนและพวกพ้องทั้งจากญินและมนุษย์ ก็ไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องมือของมันเช่นกัน !

 

          ครั้งหนึ่งภาพสตรีมุสลิมะฮฺที่ถูกเปิดเผยบนสื่อสาธารณะเคยเป็นเรื่องใหม่ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หายไปแต่กลับยิ่งปรากฏในรูปลักษณ์ที่แปลกตากว่าเดิม พัฒนาจากภาพนิ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวจากไร้เสียงเป็นภาพประกอบเสียงแทรกคำบรรยาย จากบันทึกเทปเป็นถ่ายทอดสดที่สรรหาความพยายามในการหยุดทุกสายตาให้ตั้งใจดูตั้งใจฟัง ยิ่งไปกว่านั้นยังพัฒนาไปไกลอย่างไร้ขีดจำกัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทางประกอบแสดงละครหรือแม้กระทั่งถ่ายทอดภาพ และคำบรรยายประกอบเสียงเพลงเสียงดนตรีก็ตาม

 

          ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะแผนการณ์ของชัยฏอนที่ล้ำลึกและแยบยลจนสามารถชักจูงผู้หญิงมุสลิมให้ก้าวออกมาจากป้อมปราการอันมั่นคงปลอดภัยของเธอ ทีละคืบทีละศอกโดยแทบไม่ทันฉุกคิด แทบไม่ทันระวังตัวหรอกหรือ ? มารู้สึกตัวอีกที ก็ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่มีความคิดเดียวกัน  รู้สึกเหมือนกัน และทำแบบเดียวกัน จนไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจในสิ่งที่ทำกันแต่อย่างใด

          ท่านร่อซู้ลศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า :

 

المرأةُ عورةٌ ، وإنها إذا خرجت من بيتِها استشرفها الشيطانُ ،

 و إنها لا تكون أقربَ إلى اللهِ منها في قَعْرِ بيتِها

 

       ผู้หญิงนั้น คือ ส่วนพึงสงวนที่จำเป็นต้องปกปิด (เอาเราะฮฺ)  และแท้จริง ผู้หญิงนั้น เมื่อเธอออกจากบ้านของเธอ ชัยฏอนจะทำให้เธอดูโดดเด่นเป็นที่ประทับใจ

     และแท้จริง ไม่มีสภาพใดที่ทำให้เธอใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ยิ่งไปกว่า สภาพที่เธออยู่ในห้องด้านในของบ้าน (ห้องส่วนตัว) ของเธอ 

(อิมามอัลอัลบานีย์ระบุว่า เป็นหะดีษศ่อฮีฮฺ)

 

         เราต่างทราบดีว่าบ้านคือ “ save zone” ที่ดีเลิศสำหรับผู้หญิง แต่หลายคนกลับเข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจว่าการประจำอยู่กับบ้านควรเป็นอย่างไร หรือมีคุณค่าอะไร จึงเป็นเหตุให้เราสามารถพบผู้หญิงจำนวนมากเหลือเกิน เลือกที่จะก้าวออกมาจาก “ save zone” ของตัวเองโดยไม่มีความจำเป็น เพื่อให้คนทั้งดุนยามองเห็น แม้ว่าความเป็นจริง เธอจะยังคงอยู่ในบ้านของเธอ หรืออยู่ในห้องนอนก็เธอเองจริงๆ ก็ตาม !

 

          เราเห็นภาพที่ปรากฏในโลกออนไลน์ปรากฏบนสื่อสาธารณะบอกเล่าชีวิตประจำวันของผู้หญิงคนนั้นคนนี้เห็นการไลฟ์สดถ่ายทอดการจำหน่ายสินค้าของผู้หญิงคนนั้นคนนี้เห็นภาพโฆษณาฮิญาบและเสื้อผ้าที่มาพร้อมความมั่นใจของผู้หญิงคนนั้นคนนี้เห็นโค้ชมุสลิมะฮฺถ่ายทอดเทคนิคและประสบการณ์ที่น่าติดตามน่าประทับใจ  เหล่านี้จะไม่มีอะไรที่น่ากังวลใจ หากมันถูกสงวนไว้สำหรับสายตาของผู้หญิงด้วยกัน! แต่มีใครกล้ารับประกัน กล้ายืนยันหรือว่า เมื่อภาพเหล่านั้นถูกนำเสนอออกไป ไม่ว่าจะในสถานะใด มันจะปลอดภัยจากทุกสายตาที่อัลลอฮฺทรงหวงห้ามไม่ให้ลุกล้ำเข้ามา? 

 

     ชัยฏอนจะทำให้เธอโดดเด่นเป็นที่ประทับใจ หมายความว่า แม้คุณจะไม่สวย แต่ทันทีที่ก้าวออกมา คุณจะดูดีเป็นที่จับตา เป็นที่สนใจ ไม่ในแง่มุมใดก็แง่มุมหนึ่ง  หมายความว่า แม้คุณจะพูดไม่เก่ง แต่ชัยฏอนจะทำให้คุณพูดลื่นไหล น่าฟัง น่าคล้อยตาม  เพราะหน้าที่ของชัยฏอน คือการใช้คุณเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างฟิตนะฮฺให้กับบุรุษ ทำให้ตัวของคุณเป็นฟิตนะฮฺ  และทำให้คุณสร้างฟิตนะฮฺต่อไปให้คนอื่น เพราะไม่มีฟิตนะฮฺใดอีกแล้วในโลกนี้ ที่หนักหนารุนแรงและเป็นอันตรายสำหรับผู้ชาย มากไปกว่าฟิตนะฮฺในเรื่องของผู้หญิง!

 

         ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่มากเกินไปไม่ได้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ถึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นแต่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วและจะยังคงดำเนินต่อไปไม่มีจบสิ้นเพราะท่านร่อซู้ลศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมกล่าวยืนยันในเรื่องนี้ว่า 

ما تركت بعدي فتنة هي أضر على الرجال من النساء

 

ฉันไม่ได้ทิ้งฟิตนะฮฺใดเลยภายหลังจากฉัน ที่เป็นภัยแก่ผู้ชายยิ่งไปกว่าผู้หญิง

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ และอิมามมุสลิม)

 

         อิสลามทะนุถนอมหวงแหนผู้หญิงยิ่งกว่าใคร , ในโลกอิสลามให้เกียรติผู้หญิงยิ่งกว่าใคร , ในโลกอิสลามดูแลปกป้องผู้หญิงยิ่งกว่าใคร ....

          ในโลกอิสลามเก็บรักษาและสงวนผู้หญิงให้บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนไม่มัวหมองด้วยหลักการด้วยกฎเกณฑ์ด้วยกรอบแห่งศาสนาที่รัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันใช่แก้ไข เพื่อคุ้มครองใช่ลิดรอนและ เพื่อให้เกียรติ ใช่เหยียดหยาม   

 

          หากแต่ยังคงมีผู้หญิงอีกมากมายที่มองข้ามความห่วงใยของศาสนา และมองไม่เห็นคุณค่าของกฎเกณฑ์อันล้ำค่าที่มีไว้เพื่อปกปักรักษาชีวิตเกียรติและศักดิ์ศรีของเธอเอง ด้วยการยอมสลัดความละอายออกไปจากตัวเอง ด้วยเหตุผลอันสวยหรูด้วยข้ออ้างอันน่าเชื่อถือ  กระทั่งเธอกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบของความละอาย ไม่ว่าจะโดยรู้เท่าทันหรือไม่ แต่เมื่อก้าวออกมา นั่นหมายความว่า เธอกล้าที่จะเผชิญกับความกริ้วโกรธ คำสาปแช่ง และสัญญาร้ายจากเจ้าของคำบัญชาแล้วนั่นเอง

ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า     

 

صِنفان من أهل النار لم أرهما: قومٌ معهم سياط كأذناب البقر يضربون بها الناس، ونساء كاسيات عاريات، مميلات مائلات، رؤوسهن كأسنمة البخت المائلة،
 لا يدخُلْن الجنة، ولا يجدن ريحها، وإن ريحها ليوجد من مسيرة كذا وكذا

     “มีคนอยู่สองจำพวกที่เป็นชาวนรก ซึ่งฉันยังไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย คือ พวกหนึ่งที่ถือแส้เหมือนหางวัวใช้ไล่ตีผู้คน 

     และพวกผู้หญิงที่แต่งกายไม่มิดชิด นุ่งน้อยห่มน้อยพวกนางแฉลบเฉไป(จากการรักนวลสงวนตัว)

     และเชื้อเชิญผู้คนให้เฉไป (กระทำเรื่องไม่ดีไม่งามเยี่ยงพวกนาง) 

     ศีรษะของพวกนางเสมือนโหนกอูฐที่โอนไปเอียงมา (เกล้าผมให้เป็นทรงกลมเหนือศีรษะและเอนไปด้านใดด้านหนึ่ง) 

     พวกนางจะไม่ได้เข้าสวรรค์ และจะไม่ได้กลิ่นอายของสวรรค์ ทั้งๆ ที่กลิ่นของสวรรค์มีระยะทางเท่านั้น เท่านี้

 (บันทึกโดย อิมามมุสลิม)

 

          คำว่า مائلات (เอนไปเอียงมา) เชค บินบ๊าซ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ อธิบายว่า คือหญิงที่หันเหออกไปจากการรักนวลสงวนตัว แฉลบออกจากทางที่เที่ยงตรง เป็นหญิงที่มีความผิด ทำในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ และร่อซู้ลของพระองค์ ตัวอย่างเช่น หญิงที่เข้าไปไปมีส่วนร่วมกับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ หรือ ไม่รักษาการทำในสิ่งที่เป็นฟัรฎู เป็นต้น

 

          ส่วนคำว่า ممِيلات   (ทำให้คนอื่นเอนเอียง) หมายถึง ผู้หญิงที่ชักชวนพวกผู้หญิงด้วยกันให้ทำในสิ่งไม่ดี สิ่งที่เป็นความเสื่อมเสีย พวกเธอเหล่านั้นจะกระทำตามเธอ เพราะเห็นการกระทำและคำพูดของเธอเป็นแบบอย่าง เธอทำให้คนอื่นแฉลบเฉออกไปทำเรื่องไม่ดี ทำเรื่องเสื่อมเสีย และเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม เนื่องเพราะความไม่มีอีหม่าน หรือ อีหม่านที่อ่อนแอ ร่อยหรอของเธอนั่นเอง ! 

(ฟะตาวา เชค บินบ๊าศ)

     อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلاَ تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الأُولَى

 

และพวกเธอจงประจำอยู่ในบ้านของพวกเธอ และอย่าแต่งกายอวดโฉมประเจิดประเจ้อ เช่นการอวดโฉมของพวกญาฮิลียะฮฺในยุคก่อน 

(อัลอะฮฺซาบ : 33)

          ท่านมุญาฮิดร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ  อธิบายว่า พวกผู้หญิงที่ออกมาเดินท่ามกลางเหล่าบุรุษ เช่นนี้แหละ คือการอวดโฉมประเจิดประเจ้อของพวกญาฮิลียะฮฺ   

(ตัฟซีร อิบนิ กะษีร)

          ฮุก่มของศาสนาในเรื่องนี้คือหะรอมการแต่งกายอวดโฉมต่อผู้ที่ไม่ใช่มะฮฺรอมนับเป็นบาบใหญ่ 

          คำว่า تَبَرُّجَ  (การแต่งกายอวดโฉม)  นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่การเปิดเผยเอาเราะฮฺ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเอาเราะฮฺเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเปิดเผยทุกสิ่งที่เป็นความสวยงาม เป็นจุดสนใจของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระทั่งอากัปกิริยา พฤติกรรม ท่าทาง น้ำเสียง การใช้น้ำหอม การสัมผัส และการใกล้ชิดปะปนกันระหว่างชายหญิงที่ไม่ใช่มะฮฺรอมก็ถูกหมายรวมอยู่ในคำว่าตะบัรรุจญ์ด้วยเช่นเดียวกัน  (ความหมายเหล่านี้คือ ความเห็นของบรรดาปวงปราชญ์ที่เป็นที่ยอมรับทั้งสิ้น)

 

          ครั้งหนึ่งท่านหญิงอาอิชะฮฺร่อฎิยัลลอฮุอันฮาเคยปรารภถึงสภาพของผู้หญิงที่ออกไปยังมัสญิดภายหลังจากที่ท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้เสียชีวิตไปแล้วว่า :

 

لَوْ أدْرَكَ رَسولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عليه وسلَّمَ ما أحْدَثَ النِّسَاءُ لَمَنَعَهُنَّ كما مُنِعَتْ نِسَاءُ بَنِي إسْرَائِيلَ

 

     หากท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม อยู่ทันพบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกผู้หญิง แน่นอน ท่านคงยับยั้งห้ามปรามพวกเธอ เหมือนที่พวกผู้หญิงของพวกบนีอิสรออีล ได้ถูกห้ามปรามมาแล้ว 

(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์)

 

          แม้แต่ในยุคที่ประเสริฐที่สุดเมื่อผู้หญิงเริ่มแต่งตัวมากขึ้นวางตัวไม่เหมาะสม ความละอายคล้ายจะลดลงไม่เคร่งครัดเหมือนแต่ก่อน แม้กระทั่งในยามที่ออกมาทำอิบาดะฮฺท่านหญิงอาอิชะฮฺร่อฎิยัลลอฮุอันฮาภรรยาที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺรักที่สุดและใกล้ชิดที่สุดกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน นางยังมองเห็นและตระหนักถึงความเอาใจใส่ของท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมในการปกป้องผู้หญิงของผู้ศรัทธา เชื่อว่าท่านต้องมีคำสั่งห้ามไม่ให้พวกเธอออกมาละหมาดเป็นแน่หากท่านได้เห็นสภาพที่เป็นอยู่ ยุคนั้นท่านหญิงยังมองเช่นนั้นแล้วกับยุคเราที่มีสภาพถดถอยยิ่งกว่ายุคญาฮิลียะฮฺ  พวกเราเคยคิดกลับกันไหมว่า หากท่านได้เห็นท่านจะรู้สึกอย่างไร และท่านจะมีท่าทีอย่างไร?! 

 

          เพียงพอแล้วสำหรับคำพูดของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และท่านอุมัรร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาที่สะท้อนถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ผู้หญิงทั้งหลาย พึงตระหนักและให้ความสำคัญกับการรักนวลสงวนตัวหวงเนื้อหวงตัว และกระดากอายที่จะเป็นที่จ้องมองของชายอื่น ไม่ใช่อาจหาญอย่างชื่นมื่นเพื่อให้ทุกคนได้เชยชม

          ท่านหญิงผู้เป็นบุตรสาวสุดที่รักของท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมผู้เป็นนายหญิงแห่งบรรดาหญิงทั้งหลายในสวรรค์ได้กล่าวไว้ว่า  : 

(خير للمرأة ألا ترى الرجال ولا يراها الرجال)

 

สิ่งที่ประเสริฐยิ่งสำหรับสตรีก็คือ การที่เธอไม่มองผู้ชาย และการที่ผู้ชายมองไม่เห็นเธอ

(บันทึกโดย อัลบัซซ้าร)

          และถ้อยคำของอัลฟารู้ก ผู้ที่ความถูกผิดถูกจำแนกออกไปอย่างประจักษ์แจ้งแล้วแก่ท่าน ท่านได้ให้คำนิยามแก่ผู้หญิงที่น่ารังเกียจที่สุดไว้ว่า

أقبح النساء السلفع

 

ผู้หญิงที่น่ารังเกียจ น่าชิงชังที่สุด คือ ผู้หญิงที่อาจหาญต่อหน้าผู้ชาย ไม่รู้สึกกระดากอายต่อพวกเขา

(บันทึกโดย อิบนิ อบีชัยบะฮฺ)

 

          แม้ความจำเป็นถูกนำมาเป็นข้อยกเว้นในบัญญัติศาสนาก็จริงแต่ไม่ใช่ความจำเป็นตามแต่ที่ใครจะคิดใครจะตีความก็ได้กรอบของศาสนาในเรื่องนี้ถูกวางไว้ชัดเจนแล้วว่า ผู้หญิงเป็นของสงวนที่จำเป็นต้องปกปิด การนำเสนอตัวเองสู่สาธารณชนโดยปราศจากความจำเป็น และเกินเลยขอบเขตที่ศาสนาตีกรอบไว้ให้ จึงเท่ากับเป็นการล้ำเส้นและเสี่ยงต่อผลลัพท์ของการฝ่าฝืน 

 

          กรอบศาสนาในภาวะจำเป็นที่ต้องเปิดเผยตัวตน คือ การอยู่ด้านหลังที่กำบัง  อยู่ภายใต้ฮิญาบที่ถูกต้องตามหลักการ คือการใช้น้ำเสียงปกติ ไม่ยิ้มร่า หัวเราะร่วน สงวนท่าทีและเลี่ยงที่จะปะปนระหว่างชายหญิง แต่ทุกวันนี้นอกจากเราจะมองว่าการนำเสนอตัวตนเพื่อพัฒนาสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นความจำเป็นแล้ว เรากลับไม่เลือกที่จะหลีกเลี่ยง หรือกลับเลือกที่จะเอาตัวเองไปเสี่ยงในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย!

 

          ประเด็นสุดท้ายที่อยากกล่าวถึงณที่นี้ก็คือภาพที่เป็นเครื่องมือของชัยฏอนเหล่านี้ไม่แปลกเลยหากได้รับการถูกใจและส่งต่อในหมู่คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าแต่ที่น่าประหลาดใจและน่าหดหู่ใจก็คือเราเห็นการแสดงออกว่าถูกใจและส่งต่อแบ่งปันการเป็นประจักษ์พยานในการทำผิดของคนอื่นในหมู่ผู้หญิงมุสลิมะฮฺอย่างมากมายดาษดื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาพดารานักร้องนักแสดงที่ไม่ต้องถามเลยว่าพวกเธอเหล่านั้นถลำไปไกลเพียงใดในการแต่งกายอวดโฉมเปิดเผยเนื้อหนังมังสาอย่างโจ่งแจ้งยังไม่นับเรื่องเสียงเพลงเสียงดนตรีที่อยู่คลุกเคล้ากับภาพเหล่านี้อย่างขาดเสียไม่ได้

 

          การที่เราแสดงออกว่าถูกใจสิ่งใดในโลกออนไลน์เท่ากับเรายอบรับและเห็นด้วยกับการกระทำนั้นๆยิ่งไปกว่านั้นยังเท่ากับเราเป็นหนึ่งในประจักษ์พยานของการกระทำนั้นๆการยอมรับเห็นดีเห็นชอบและเป็นพยานในการทำผิดต่อพระเจ้าอย่างนั้นหรือที่เรากำลังภาคภูมิใจ? สิ่งที่ได้จะคุ้มกับสิ่งที่เสี่ยงจะเสียไปหรือไม่? ในสิ่งที่ลงทุนตั้งใจหวังในประสิทธิผล หากระคนด้วยกับสิ่งต้องห้าม สิ่งคลุมเครือ แล้วเราจะพบกับบะรอกัต (ความจำเริญและความดีงามอันเพิ่มพูน) ในชีวิตได้อย่างไร? เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยในสายตาของผู้ศรัทธาที่หวาดกลัวต่อการลงโทษและความโกรธกริ้วของพระองค์    หวาดหวั่นต่อการสอบปากคำในวันที่ทุกสิ่งล้วนเป็นสักขีพยานในการกระทำ

 

     ขออัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาโปรดทรงชี้นำหนทางที่ถูกต้องเที่ยงตรงแก่เหล่าข้าพระองค์

โปรดทรงปกปิดและสวมอาภรณ์แห่งความละอายให้แก่เหล่าข้าพระองค์

โปรดทรงปรับปรุงหัวใจของเหล่าข้าพระองค์ และ

โปรดประทานความสะดวกง่ายดายแก่เหล่าข้าพระองค์ในการปฏิบัติตามแนวทางของพระองค์ด้วยเถิด  

 

وصلى الله وسلم وبارك على عبده ورسوله نبينا محمد وعلى آله وأصحابه أجمعين