สิทธิต่อคนพิการในอิสลาม
  จำนวนคนเข้าชม  402

สิทธิต่อคนพิการในอิสลาม

 

ดาวุด ธิยัน... แปลเรียบเรียง

 

คุตบะห์ของมุฟตีอาม ชัยค์อับดุลอะซี๊ส บิน อับดิลละห์ อาลิชัยค์ หะฟิศ่อฮุลลอฮ์ 

 

‏      โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริง !

      โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ ! การทดสอบเป็นบัญญัติแห่งพระเจ้า เป็นบัญญัติที่ดำเนินไป ตามพระปรีชาญาณและความเป็นธรรมของพระองค์

 

(وَبَلَوْنَاهُمْ بِالْحَسَنَاتِ وَالسَّيِّئَاتِ لَعَلَّهُمْ يَرْجِعُونَ)[الأعراف: 168].

และเราได้ทดสอบพวกเขาด้วยบรรดาสิ่งที่ดี และบรรดาสิ่งที่ชั่ว เพื่อว่าพวกเขาจะกลับมา

 

(وَنَبْلُوكُم بِالشَّرِّ وَالْخَيْرِ فِتْنَةً وَإِلَيْنَا تُرْجَعُونَ)[الأنبياء: 35].

 และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยความชั่วและความดี และพวกเจ้าจะต้องกลับไปหาเราอย่างแน่นอน

 

         จากบรรดาผู้ที่ประสบภัยพิบัติ ได้แก่ คนพิการหรือผู้พิการ(ผู้ต้องการการดูแลพิเศษ) ความพิการคือการที่มนุษย์ได้รับความเสียหายหรือบกพร่องในร่างกาย สูญเสียประสาทสัมผัสบางส่วน สติปัญญา และพฤติกรรม หากผู้ประสบบททดสอบอดทนและพอใจ และใจสงบ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา เพราะความทุกข์ยากเป็นหนึ่งในประตูที่กว้างที่สุดในการลบล้างบาปและความชั่วร้าย

 

     นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ศรัทธาไม่ว่าจะเจ็บป่วยหรือสิ่งอื่นใด จะลบล้างบาปของเขา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ผลัดใบ

 

     และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอีกว่า :

     “ผู้ศรัทธาชายและหญิง จะยังคงถูกทดสอบในชีวิต(ร่างกาย)ของเขา ในลูกหลานของเขา ในทรัพย์สินของเขา จนกระทั่งเขากลับไปพบอัลลอฮฺ โดยที่เขาไม่มีความผิดเลย

   

     และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอีกว่า : 

     "ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า ความเจ็บป่วย ความกังวล ความเศร้าโศก  ความทุกข์ใจ หรือความอันตราย แม้แต่หนามที่ทิ่มแทงเขาก็ตาม เว้นแต่อัลลอฮ์ก็จะทรงลบล้างความผิดบาปของเขา"

 

          โอ้ มุสลิมเอ๋ย! แท้จริง อิสลามได้ให้ความสำคัญกับกิจการของคนพิการเช่นเดียวกับให้ความสำคัญกับผู้คนทั่วไป เพราะสิทธิสาธารณะเป็นสิทธิร่วมกันของทุกคน ดังนั้น อัลลอฮฺจึงทรงเน้นย้ำถึงเรื่องนี้:

 

(لَّيْسَ عَلَى الضُّعَفَاء وَلاَ عَلَى الْمَرْضَى وَلاَ عَلَى الَّذِينَ لاَ يَجِدُونَ مَا يُنفِقُونَ حَرَجٌ إِذَا نَصَحُواْ لِلّهِ وَرَسُولِهِ مَا عَلَى الْمُحْسِنِينَ مِن سَبِيلٍ وَاللّهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ)[التوبة: 91].

     “ ไม่มีบาปใด ๆ แก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอ, และแก่ผู้ที่ป่วยไข้ และแก่บรรดาผู้ที่ไม่พบสิ่งที่จะบริจาค เมื่อพวกเขาได้แนะนำตักเตือนให้จงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ ไม่มีทางใดที่จะกล่าวโทษแก่บรรดาผู้กระทำดีได้ และอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตา

 

ويقول جل وعلا: (لَيْسَ عَلَى الْأَعْمَى حَرَجٌ وَلَا عَلَى الْأَعْرَجِ حَرَجٌ وَلَا عَلَى الْمَرِيضِ حَرَجٌ)[النــور: 61].

     “ ไม่เป็นการลำบากใจอันใด แก่คนตาบอดและไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คนพิการ และไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คนป่วย

 

     อับดุลลอฮ์ บิน มักตูม มาหานบีมุฮัมมหัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อถามนบี(เกี่ยวกับอัลอิสลาม) ในขณะที่นบีมูฮัมหมัด มีคนหนึ่งจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและหลงผิดอยู่ด้วย ในขณะที่นบีมูฮัมหมัดกำลังโน้มน้าวชายผู้นี้เพื่อจะให้เข้ารับอิสลาม เพราะการที่เขาเข้ารับอิสลามจะทำให้ผู้ติดตามของเขาจำนวนมากเข้ารับอิสลามเช่นกัน ดูเหมือนว่านบีมูฮัมหมัดจะหันหลังให้กับอับดุลลอฮ์ บิน มักตูม ไม่ใช่เพราะนบีไม่สนใจเขา แต่เพราะเขาหวังที่จะได้อิสลามของผู้ชายคนนั้น พระเจ้าจึงตำหนินบีมุฮัมหมัด 

 

بقوله: (عَبَسَ وَتَوَلَّى * أَنْ جَاءَهُ الأَعْمَى * وَمَا يُدْرِيكَ لَعَلَّهُ يَزَّكَّى * أَوْ يَذَّكَّرُ فَتَنْفَعَهُ الذِّكْرَى * أَمَّا مَنْ اسْتَغْنَى * فَأَنْتَ لَهُ تَصَدَّى * وَمَا عَلَيْكَ أَلاَّ يَزَّكَّى * وَأَمَّا مَنْ جَاءَكَ يَسْعَى * وَهُوَ يَخْشَى* فَأَنتَ عَنْهُ تَلَهَّى)[عبس: 1-10].

 

     “เขา (มุฮัมมัด) ทำหน้าบึ้ง และผินหน้าไปทางอื่น* เพราะชายตาบอดมาหาเขา *

      และอะไรเล่าที่จะให้เจ้ารู้ หวังว่าเขาจะมาเพื่อซักฟอกจิตใจก็ได้ *หรือเพื่อรับคำตักเตือน เพื่อที่คำตักเตือนนั้นจะเป็นประโยชน์แก่เขา *

     ส่วนผู้ที่พอเพียงแล้ว * เจ้ากลับต้อนรับขับสู้ *

     และไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า การที่เขาไม่ซักฟอก * และส่วนผู้ที่มาหาเจ้าด้วยความพยายาม * และเขามีความกลัวเกรง * เจ้ากลับเมินเฉย

 

فكان النبي –صلى الله عليه وسلم- إذا لقيه يقول: "مرحبا بمن عاتبني به ربي".

      ซึ่งนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อพบอับดุลลอฮ์ บิน มักตูม ก็ได้พูดกับเขาว่า :ยินดีต้อนรับผู้ที่พระเจ้าของฉันเคยตำหนิฉันเพราะเขามาแล้ว

 

โอ้มุสลิมทั้งหลาย! การดูแลคนพิการในศาสนาอิสลามมีดังนี้ :

 

ประการแรก : คนพิการเหล่านี้เป็นมนุษย์เหมือนเราในด้านความเป็นมนุษย์ พวกเขาเข้าอยู่ในขอบเขตทั่วไปของดำรัสอัลลอฮ์

 

: (وَلَقَدْ كَرَّمْنَا بَنِي آدَمَ وَحَمَلْنَاهُمْ فِي الْبَرِّ وَالْبَحْرِ وَرَزَقْنَاهُم مِّنَ الطَّيِّبَاتِ وَفَضَّلْنَاهُمْ عَلَى كَثِيرٍ مِّمَّنْ خَلَقْنَا تَفْضِيلاً)[الإسراء: 70].

     “ และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งทางบกและทางทะเล และได้ให้ปัจจัยยังชีพที่ดีทั้งหลายแก่พวกเขา และเราได้ให้พวกเขาดีเด่นอย่างมีเกียรติเหนือกว่าผู้ที่เราได้ให้บังเกิดมาเป็นส่วนใหญ่

 

‏      เขาเป็นคนเหมือนคุณ ความพิการของเขาไม่ได้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเขา และไม่ควรดูถูกหรือดูแคลนเขา

 

ประการที่สอง : อัลลอฮ์ -ทรงสูงส่งและทรงเกรียงไกร- ทรงกำหนดให้ผู้ทรงเกียรติ ณ ที่พระองค์ คือผู้ทรงยำเกรงพระองค์และเชื่อฟังพระองค์

 

قال جل وعلا: (إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ اللَّهِ أَتْقَاكُمْ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ)[الحجرات: 13].

     “แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮฺนั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

     ดังนั้นคนที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเรา คือคนที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์มากที่สุด ไม่ใช่ด้วยสุขภาพร่างกายและรูปลักษณ์ของเรา แต่ด้วยกับหัวใจที่ดีและการงานที่ดีต่างหาก!!

 

يقول صلى الله عليه وسلم: "إِنَّ اللَّهَ لاَ يَنْظُرُ إِلَى صُوَرِكُمْ وَأبدانكم؛ وَلَكِنْ يَنْظُرُ إِلَى قُلُوبِكُمْ وَأَعْمَالِكُمْ".

      ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : "แท้จริงอัลลอฮฺมิได้ทรงมองรูปลักษณ์และร่างกายของพวกเจ้า แต่ทรงมองหัวใจและการกระทำของพวกเจ้า"

           ความเมตตาในศาสนาอิสลาม เรียกร้องให้มีการช่วยเหลือและเมตตากรุณา ศาสนาอิสลามได้มาเพื่อเป็นตัวอย่างสูงสุดในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนพิการมากกว่าศาสนาอื่น ๆ เพราะประชาคมอิสลามเป็นประชาคมที่มีความเมตตากรุณา ความร่วมมือ และความเห็นอกเห็นใจ ไม่สามารถปล่อยให้คนพิการที่มีข้อบกพร่องในบางสิ่งบางอย่างต้องลำบาก ในขณะที่ผู้คนอยู่ในความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความสุข

 

          หนึ่งในภาพลักษณ์การดูแลของศาสนาอิสลามต่อผู้พิการคือคำสั่งให้คบหาสมาคมกับพวกเขา และไม่รังเกียจพวกเขา เพราะการคบหาสมาคมกับพวกเขาเป็นการแสดงความเป็นมนุษย์ แสดงความรักและความเมตตา และพวกเขาเป็นพี่น้องร่วมศาสนาและมีความเป็นมนุษย์ ที่เราพึ่งพาอาศัยกันและเสริมสร้างความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน และนี่คือกิจการงานของชาวมุสลิมในทุกสถานการณ์

 

          และจากสิ่งเหล่านั้น คือ อัลลอฮ์ได้ยกเว้นบางภาระกิจทางศาสนาแก่ผู้พิการ มนุษย์จะละหมาดห้าเวลาโดยการยืน ถ้าไม่สามารถยืนได้ก็ให้นั่ง ถ้าไม่สามารถนั่งได้ก็ให้นอนตะแคง ถ้าไม่สามารถนอนตะแคงได้ก็จะนอนราบตามกำลังความสามารถของเขา เช่นเดียวกัน การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน หากความพิการทำให้ไม่สามารถถือศีลอดได้ ก็ให้บริจาคอาหารแก่คนยากจนแทนทุกวัน

 

 (وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيقُونَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِينٍ)[البقرة: 184].

     “ และหน้าที่ของบรรดาผู้ที่ถือศีลอดด้วยความลำบากยิ่ง (โดยที่เขาได้งดเว้นการถือ) นั้น คือการชดเชยอันได้แก่การให้อาหาร(มื้อหนึ่ง)แก่คนมิสกีนคนหนึ่ง (ต่อการงดเว้นจาการถือหนึ่งวัน)และการทำฮัจญ์ ณ บัยตุลลอฮ์ ถูกกำหนดให้ปฏิบัติด้วยกับร่างกาย

 

(وَلِلّهِ عَلَى النَّاسِ حِجُّ الْبَيْتِ مَنِ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيلاً)[آل عمران: 97].

 

     “และสิทธิของอัลลอฮฺที่มีแก่มนุษย์นั้น คือการมุ่งสู่บ้านหลังนั้น อันได้แก่ผู้ที่สามารถหาทางไปยังบ้านหลังนั้นได้และผู้ใดปฏิเสธ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงพึ่งประชาชาติทั้งหลาย

 

          หากไม่สามารถปฏิบัติด้วยตนเองได้ แต่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติแทนด้วยทรัพย์สินของเขา ก็ให้ปฏิบัติแทนได้ มิฉะนั้น หน้าที่นั้นย่อมตกไป

 

(لاَ يُكَلِّفُ اللّهُ نَفْسًا إِلاَّ وُسْعَهَا)[البقرة: 286].

อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น

 

          โอ้มุสลิมผู้ใดที่ประสบกับบททดสอบ จงอดทนและมั่นคง และขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากความทุกข์ยาก และจงยอมรับในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดและทรงลิขิตไว้

 

     ดังที่นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

     "แปลกจริง ๆ สำหรับเรื่องราวของบรรดาผู้ศรัทธา แท้จริงเรื่องราวของเขานั้นล้วนเป็นความแปลกประหลาด หากเขาประสบกับสิ่งที่ดี เขาก็ขอบคุณ ดังนั้นมันจึงกลายเป็นความดีสำหรับเขา และหากเขาประสบกับสิ่งที่ไม่ดี เขาก็อดทน ดังนั้นมันจึงกลายเป็นความดีสำหรับเขา และเช่นนั้นนั้นมิได้เกิดขึ้นแก่ผู้ใดนอกจากบรรดาผู้ศรัทธา" 

(บันทึกโดยมุสลิม)

อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า :

 

(مَا أَصَابَ مِن مُّصِيبَةٍ فِي الْأَرْضِ وَلَا فِي أَنفُسِكُمْ إِلَّا فِي كِتَابٍ مِّن قَبْلِ أَن نَّبْرَأَهَا إِنَّ ذَلِكَ عَلَى اللَّهِ يَسِيرٌ) [الحديد: 22].

     “ไม่มีเคราะห์กรรมอันใดเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ และไม่มีแม้แต่ในตัวของพวกเจ้าเอง เว้นแต่ได้มีไว้ในบันทึกก่อนที่เราจะบังเกิดมันขึ้นมาแท้จริงนั่นมันเป็นการง่ายสำหรับอัลลอฮฺ

 

         ‏ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย....คนพิการมีสิทธิอันยิ่งใหญ่ในศาสนาอิสลาม หนึ่งในสิทธิของพวกเขาคือ การจัดเตรียมชีวิตที่เจริญมีเกียรติให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาสามารถอาศัยอยู่กับพี่น้องที่ร่างกายปรกติของพวกเขาด้วยความสะดวกสบายและความสงบสุข และหนึ่งในนั้นคือ การลดภาระหน้าที่บางส่วนของพวกเขา นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเตรียมบรรยากาศทั่วไปเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ของพวกเขา รวมไปถึงการส่งมอบความดีงามแก่พวกเขาด้วย

 

‏          นอกจากนี้ การดูแลคนพิการยังรวมถึงการรักษาพยาบาล การกำกับดูแลการรักษา ความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล อุปกรณ์ที่จำเป็น และยานพาหนะ หรือความช่วยเหลือในการแต่งงาน เป็นต้น รวมถึงการเช่าสถานที่ด้วย และเนื่องจากรัฐ -ขออัลลอฮ์ประทานความสำเร็จ- ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสำนักงานประกันสังคม ได้ทำหน้าที่อย่างยิ่งใหญ่ และจัดสรรรางวัลให้กับคนพิการตามสภาพของพวกเขา มิฉะนั้นสังคมมุสลิมก็ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่นี้แทน

 

          โอ้มุสลิมทั้งหลาย ! สิทธิของคนพิการที่มีต่อเราประการหนึ่งคือ เราต้องไม่มองพวกเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม แต่ต้องมองด้วยสายตาเมตตากรุณา ความรักใคร่ และเอื้ออาทร และยังเป็นหนึ่งในสิทธิของพวกเขาที่มีต่อเรา คือ เราไม่ควรนินทาพวกเขา และไม่ควรดูถูกพวกเขาเพราะความบกพร่องของพวกเขา

 

     อัลลอฮ์ตรัสว่า :

 

(وَلَا يَغْتَب بَّعْضُكُم بَعْضًا)[الحجرات: 12].

และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน

 

     และยังเป็นหนึ่งในสิทธิของพวกเขาที่มีต่อเรา คือ ไม่ควรล้อเลียนพระเจ้าของพวกเขาหรือดูหมิ่นพวกเขา เพราะนี่เป็นการกระทำที่อันตราย

 

يقول الله -جل وعلا-: (يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لا يَسْخَرْ قَومٌ مِنْ قَوْمٍ عَسَى أَنْ يَكُونُوا خَيْراً مِنْهُمْ وَلا نِسَاءٌ مِنْ نِسَاءٍ عَسَى أَنْ يَكُنَّ خَيْراً مِنْهُنَّ)[الحجرات: 11]..

     “โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ชนกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยชนอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีชนกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยนั้นจะดีกว่าชนกลุ่มที่เยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีกลุ่มสตรีที่ถูกเยาะเย้ยจะดีกว่ากลุ่มที่เยาะเย้ย

 

 

           พี่น้องมุสลิมทั้งหลายที่ได้รับความโปรดปรานด้วยสุขภาพที่ดีและความปลอดภัย ผู้ที่มีความสุขกับความโปรดปรานของพระเจ้าทั้งเช้าและเย็นด้วยสุขภาพที่ดี ความมั่งคั่ง และความปลอดภัย จงขอบคุณพระเจ้าสำหรับความโปรดปรานนี้ และจงรู้ไว้ว่ามันคือความโปรดปรานของพระเจ้าที่มีต่อคุณ

 

 (وَمَا بِكُم مِّن نِّعْمَةٍ فَمِنَ اللّهِ)[النحل: 53].

และไม่มีความโปรดปรานใด ๆ ที่พวกเจ้าได้รับ นอกจากมันย่อมมาจากอัลลอฮ์

 

      จงระวัง จงระวัง: การดูถูกเหยียดหยาม ความเกลียดชัง และการดูถูกเย่อหยิ่งต่อพวกเขา  เพราะผู้ที่ประทานความโปรดนี้ให้กับคุณ สามารถถอนมันกลับคืนจากคุณได้ในพริบตา

 

(قُلِ اللَّهُمَّ مَالِكَ الْمُلْكِ تُؤْتِي الْمُلْكَ مَن تَشَاء وَتَنزِعُ الْمُلْكَ مِمَّن تَشَاء وَتُعِزُّ مَن تَشَاء وَتُذِلُّ مَن تَشَاء بِيَدِكَ الْخَيْرُ إِنَّكَ عَلَىَ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ) [آل عمران: 26].

 

     “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าข้าแต่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวง พระองค์นั้นจะทรงประทานอำนาจแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงถอดถอนอำนาจจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงให้เกียรติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงยังความต่ำต้อยแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ความดีทั้งหลายนั้นอยู่ที่พระหัตถ์ ของพระองค์ แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

 

 

‏           โอ้มุสลิมทั้งหลาย จงปฏิบัติต่อคนพิการด้วยความเมตตากรุณาตามแบบอิสลามที่ดีงาม อย่าหลอกลวงเขาเพียงเพราะเขาพิการทางสายตา พิการทางหู หรือพิการทางความสายตาหรือการได้ยิน  จงอย่าแสวงหาประโยชน์จากการหลอกลวง หลอกลวง และตลบแตลงเขา จงปฏิบัติต่อเขาด้วยความดี จงปฏิบัติต่อเขาเหมือนมนุษย์คนหนึ่งที่ฉลาดและรู้เท่าทัน แท้จริงแล้ว หากท่านแสวงหาประโยชน์จากการพิการทางสายตา ทางหู หรือทางความคิดของเขา โดยการหลอกลวง ใช้เล่ห์เลี่ยมตลบแตลง  เพื่อที่จะเอาทรัพย์สินของเขาไป การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิด(หะรอม) และท่านไม่ควรทำ จงเกรงกลัวอัลลอฮฺในเรื่องนี้ จงเมตตาพวกเขาด้วยความเมตตาที่แสดงถึงศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจของท่าน

 

          ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการดูแลคนพิการอย่างมาก โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นคนมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม เพราะศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความเมตตา ความเอื้ออาทร และความเป็นธรรม

 

(لَا يَنْهَاكُمُ اللَّهُ عَنِ الَّذِينَ لَمْ يُقَاتِلُوكُمْ فِي الدِّينِ وَلَمْ يُخْرِجُوكُم مِّن دِيَارِكُمْ أَن تَبَرُّوهُمْ وَتُقْسِطُوا إِلَيْهِمْ إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ الْمُقْسِطِينَ)[الممتحنة: 8].

 

     "อัลลอฮฺ มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม"

 

     ‏ บรรดาเคาะลีฟะฮ์รอชีดีน (เคาะลีฟะฮ์สี่คนแรก) และผู้ที่สืบทอดพวกเขามานั้น ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเหล่านี้ พวกเขากำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับพวกเขา ช่วยเหลือพวกเขา และปกป้องสิทธิของพวกเขา เพราะศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งความเมตตา ศาสนาแห่งเกียรติยศและมนุษยธรรม

 

          ผู้ที่อ้างว่าศาสนาอิสลามละเลยสิทธิเหล่านี้ นั้นเป็นคำกล่าวที่ไร้สาระ แท้จริงแล้วศาสนาอิสลามนั้นมาก่อนสังคมอื่นๆ ในการปกป้องและดูแลสิทธิมนุษยชน เพราะนบี(ศาสนฑูต)ของเราคือนบีแห่งความเมตตา

 

 (لَقَدْ جَاءكُمْ رَسُولٌ مِّنْ أَنفُسِكُمْ عَزِيزٌ عَلَيْهِ مَا عَنِتُّمْ حَرِيصٌ عَلَيْكُم بِالْمُؤْمِنِينَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ) [التوبة: 128].

     “ แท้จริงมีรอซูลคนหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใยในพวกท่าน เป็นผู้เมตตา ผู้กรุณาสงสาร ต่อบรรดาผู้ศรัทธา

 

‏           ถ้าอย่างนั้น จำเป็นที่เราก็ควรมองกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยสายตาแห่งความเคารพ ความเมตตา ความสงสาร และความเอื้ออาทร ช่วยเหลือพวกเขาในทุกสิ่งที่พวกจำเป็นแก่เขา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล ยานพาหนะ อุปกรณ์ที่พวกเขาต้องการ ความช่วยเหลือในการแต่งงาน การอำนวยความสะดวกในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยหรือการเช่า ไปจนถึงความต้องการอื่นๆ ที่จำเป็น และหากพวกเขาได้รับจากซะกาตก็ไม่เป็นไร เมื่อพวกเขาคือคนยากจนและไร้ความสามารถ พวกเขาสมควรได้รับมากกว่าคนอื่น

            ขอจากอัลลอฮ์ให้แก่ฉันและพวกท่านปลอดภัยทั้งโลกนี้และโลกหน้า

          โอ้มนุษย์ทั้งหลาย ! จงเกรงกลัวอัลลอฮ์อย่างแท้จริง

 

          โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ ! แท้จริงมุสลิมมีภาระหน้าที่ที่ต้องเชื่อมั่นว่าอัลลอฮ์ทรงปรีชาญาณ ทรงรอบรู้ ในสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดและทรงลิขิต และทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดนั้น ล้วนอยู่บนพื้นฐานแห่งพระปรีชาญาณอันสมบูรณ์ พระความรู้อันสมบูรณ์ ความยุติธรรมอันสมบูรณ์ และพระเมตตาอันสมบูรณ์ของพระองค์

 

(لَا يُسْأَلُ عَمَّا يَفْعَلُ وَهُمْ يُسْأَلُونَ) [الأنبياء: 23].

พระองค์จะไม่ทรงถูกสอบถามในสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ และพวกเขาต่างหากที่จะถูกสอบถาม

 

          การทดสอบที่มนุษย์ได้รับในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบในตนเอง บุตร หรือทรัพย์สิน นั้น อาจเป็นเพื่อเอาความดี(ลบล้างความผิด)และยกระดับฐานะ หรือเพื่อลบล้างบาปและความผิด

 

(وَمَا أَصَابَكُم مِّن مُّصِيبَةٍ فَبِمَا كَسَبَتْ أَيْدِيكُمْ وَيَعْفُو عَن كَثِيرٍ)[الشورى: 30].

 

และเคราะห์กรรมอันใดที่ประสบแก่พวกเจ้า ก็เนื่องด้วยน้ำมือของพวกเจ้าได้ขวนขวายไว้ และพระองค์ทรงอภัย (ความผิดให้) มากต่อมากแล้ว

 

     และหน้าที่ของผู้พิการคนนั้นควรรู้สึกถึงสิ่งนี้ และมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ และทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า:

 

    "มุสลิมที่แข็งแรงนั้นดีกว่าและเป็นที่รักยิ่งต่ออัลลอฮฺมากกว่ามุสลิมที่อ่อนแอ และในทุกสิ่งมีความดีงาม  จงเอาใจใส่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านและขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ และอย่าท้อแท้

     และอย่าพูดว่า "หากฉันทำอย่างนั้น สิ่งนี้ก็จะเป็นอย่างนั้น"

     แต่จงพูดว่า "นี่คือความกำหนดของอัลลอฮฺและสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์"

 

          ความพิการนั้นไม่ใช่ความพิการที่เป็นเพียงความบกพร่องทางร่างกายเท่านั้น แต่ความพิการที่แท้จริงคือความพิการทางปัญญา ความพิการทางจิตวิญญาณ ผู้ที่พิการทางความคิด ผู้ที่พิการทางสติปัญญา และผู้ที่พิการทางจิตใจนั้น ล้วนเป็นอันตรายยิ่งกว่าผู้ที่พิการทางร่างกาย

 

          เพราะผู้ที่พิการทางร่างกายนั้น หากเขายำเกรงอัลลอฮฺและตั้งใจทำความดี อัลลอฮฺก็จะทรงลบล้างบาปของเขา และยกระดับให้เขาสูงขึ้น แต่ผู้ที่พิการทางความคิด ทางสติปัญญา และทางจิตใจนั้น พวกเขาคือภัยพิบัติอันใหญ่หลวง เราขอความศานติจากอัลลอฮ์และความปลอดภัย 

 

(وَلَقَدْ ذَرَأْنَا لِجَهَنَّمَ كَثِيرًا مِّنَ الْجِنِّ وَالإِنسِ لَهُمْ قُلُوبٌ لاَّ يَفْقَهُونَ بِهَا وَلَهُمْ أَعْيُنٌ لاَّ يُبْصِرُونَ بِهَا وَلَهُمْ آذَانٌ لاَّ يَسْمَعُونَ بِهَا أُوْلَئِكَ كَالأَنْعَامِ بَلْ هُمْ أَضَلُّ أُوْلَئِكَ هُمُ الْغَافِلُونَ)[الأعراف: 179].

 และแน่นอนเราได้บังเกิดสำหรับญะฮันนัม ซึ่งมากมายจากญิน และมนุษย์ โดยที่พวกเขามีหัวใจซึ่งพวกเขาไม่ใช้มันทำความเข้าใจและพวกเขามีตา ซึ่งพวกเขาไม่ใช้มันเอง และพวกเขามีหู ซึ่งพวกเขาไม่ใช้มันฟัง ชนเหล่านี้แหละประหนึ่งปศุสัตว์ ใช่แต่เท่านั้น พวกเขาเป็นผู้หลงผิดยิ่งกว่า ชนเหล่านี้แหละ พวกเขาคือผู้ทีเผลอเรอ

 

(أَمْ تَحْسَبُ أَنَّ أَكْثَرَهُمْ يَسْمَعُونَ أَوْ يَعْقِلُونَ إِنْ هُمْ إِلَّا كَالْأَنْعَامِ بَلْ هُمْ أَضَلُّ سَبِيلًا)[الفرقان: 44].

 

หรือเจ้าจะคิดว่า ส่วนใหญ่ของพวกเขาจะได้ยินหรือใช้สติปัญญา พวกเขามิใช่อื่นใดดอก นอกจากเป็นเช่นปศุสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังจะหลงทางเสียอีก

 

บรรดาชาวนรกจะพูดว่า : 

 

(لَوْ كُنَّا نَسْمَعُ أَوْ نَعْقِلُ مَا كُنَّا فِي أَصْحَابِ السَّعِيرِ) [الملك: 10].

และพวกเขากล่าวอีกว่า หากพวกเราฟังและใช้สติปัญญาใคร่ครวญ พวกเราก็จะมิได้มาอยู่เป็นชาวนรกอย่างนี้ดอก

 

قال الله: (فَاعْتَرَفُوا بِذَنبِهِمْ فَسُحْقًا لِّأَصْحَابِ السَّعِيرِ)[الملك: 11].

พวกเขายอมสารภาพในความผิดของพวกเขา แต่มันห่างไกลไปเสียแล้วสำหรับชาวนรก

 

          ความพิการของสายตาและความมืดบอดจากทางนำ และความพิการของหัวใจจากการไตร่ตรองและการใคร่ครวญ นั่นคือความหายนะและความทุกข์ยาก

 

          โอ้มุสลิมผู้ใด เมื่อท่านมองไปยังผู้ที่ถูกทดสอบแล้วจงรู้ถึงคุณงามความดีงามอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺต่อท่าน ท่านเห็นผู้ที่สูญเสียการมองเห็น หรือการได้ยิน หรือการเดิน หรืออื่น ๆ เช่นนี้ จงขอบคุณอัลลอฮฺต่อความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อท่าน และจงกล่าวว่า :

 

وقل: "الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي عَافَانِي مِمَّا ابْتَلى بِهِ وَفَضَّلَنِي عَلَى كَثِيرٍ مِمَّنْ خَلَقَ تَفْضِيلاً".

 

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้ทรงปกป้องฉันจากความทุกข์ยากที่พระองค์ทรงทดสอบเขา

และทรงให้ความโปรดปรานแก่ฉันเหนือหลาย ๆ สิ่งจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

 

          จงมองดูผู้ที่ต่ำต้อยกว่าคุณในด้านสุขภาพและความแข็งแรง เพื่อคุณจะได้รู้จักถึงความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ที่มีต่อคุณ จงขอบคุณอัลลอฮ์สำหรับความโปรดปรานของพระองค์ และจงให้สายตาของคุณมองไปยังผู้ประสบภัยด้วยความเอาใจใส่และด้วยสายตาที่ยอมรับอัลลอฮ์ในความโปรดปรานในทุกสถานะของคุณ เพราะอัลลอฮ์ทรงรักจากบ่าวของพระองค์ที่ขอบคุณพระองค์และสรรเสริญพระองค์

 

"إِنَّ اللَّهَ يحب من عبده أَنْ يَأْكُلَ الأَكْلَةَ فَيَحْمَدَهُ عَلَيْهَا، وْيَشْرَبَ الشَّرْبَةَ فَيَحْمَدَهُ عَلَيْهَا".

 

"แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักจากบ่าวของพระองค์ที่กินอาหารแล้วขอบคุณพระองค์ต่อมัน และดื่มเครื่องดื่มแล้วขอบคุณพระองค์ต่อมัน"

 

     จำเป็นแก่มุสลิมควรขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺในโลกนี้และในปรโลก ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อท่านเผชิญหน้ากับศัตรู ท่านจะกล่าวว่า :

 

قال: "أَيُّهَا النَّاسُ، لاَ تَتَمَنَّوْا لِقَاءَ الْعَدُوِّ، وَسَلُوا اللَّهَ الْعَافِيَةَ، فَإِذَا لَقِيتُمُوهُمْ فَاصْبِرُوا".

 "โอ้ประชาชนทั้งหลาย! อย่าปรารถนาที่จะได้พบศัตรู จงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้ปลอดภัย และหากพวกท่านได้พบพวกเขาแล้ว จงอดทน"

 

     ดังนั้นมุสลิมจะขอความปลอดภัยจากอัลลอฮฺ แต่หากเขาถูกทดสอบ เขาก็ยินยอมต่อการกำหนดของอัลลอฮฺและรู้สึกสงบกับสิ่งนั้น

 

(وَبَشِّرِ الصَّابِرِينَ * الَّذِينَ إِذَا أَصَابَتْهُمْ مُصِيبَةٌ قَالُوا إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ * أُوْلَئِكَ عَلَيْهِمْ صَلَوَاتٌ مِنْ رَبِّهِمْ وَرَحْمَةٌ وَأُوْلَئِكَ هُمْ الْمُهْتَدُونَ)[البقرة: 155-157].

     “และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทนเถิด * คือบรรดาผู้ที่เมื่อมีเคราะห์ร้ายมาประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า

     แท้จริงพวกเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงพวกเราจะกลับไปยังพระองค์ *

     ชนเหล่านี้แหละพวกเขาจะได้รับคำชมเชย และการเอ็นดูเมตตาจากพระเจ้าของพวกเขาและชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับข้อแนะนำอันถูกต้อง

 

‏           ทรัพย์สินของคนพิการ รวมทั้งและสิ่งที่พวกเขาได้รับการตอบแทนจากประกันสังคมและอื่นๆ (เช่น เบี้ยยังชีพ เงินช่วยเหลือต่างๆ นั้น) จำเป็นจะต้องได้รับการคุ้มครอง ดูแล และใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ไม่ให้มีการทุจริต หรือเอาเปรียบคนพิการ และต้องจัดสรรมันให้เพียงพอต่อความต้องการ เพราะคนพิการมีความต้องการมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้น ทุกคนควรมีความยำเกรงต่อพระเจ้าในทุกกรณี

 

 

https://khutabaa.com/.../%D8%AD%D9%82%D9%88%D9%82-%D8%A7...