
การดูหมิ่นศาสนาไม่ใช่เสรีภาพ
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ประเด็นการดูหมิ่นศาสนาของผู้อื่นซึ่งมักถูกอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพส่วนบุคคล ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวมิได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความสมเหตุสมผล หรือหลักการอารยะ หากแต่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของมนุษย์และก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม
ในยุคสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การตีความเสรีภาพอย่างปราศจากขอบเขตทางศีลธรรม ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดูหมิ่นศาสนาและความเชื่อของผู้อื่น ภายใต้ข้ออ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพส่วนบุคคล บทความนี้ตั้งคำถามเชิงวิชาการว่า การกระทำดังกล่าวสามารถถือเป็นเสรีภาพได้จริงหรือไม่ และอิสลามมีมุมมองต่อประเด็นนี้อย่างไร
เสรีภาพในการแสดงออกกับขอบเขตทางศีลธรรม
อิสลามยอมรับว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกและการแสดงออก แต่เสรีภาพดังกล่าวไม่เคยถูกปล่อยให้ไร้ขอบเขต หากต้องถูกกำกับด้วยศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม อัลกุรอานได้วางหลักการสำคัญไว้ว่า ผู้ศรัทธาไม่ควรดูหมิ่นสิ่งที่ผู้อื่นเคารพนับถือ เพราะจะนำไปสู่ความอธรรมและความขัดแย้งในสังคม
“และจงอย่าดูหมิ่นบรรดาสิ่งที่พวกเขาวิงวอนนอกจากอัลลอฮฺ เกรงว่าพวกเขาจะดูหมิ่นอัลลอฮฺด้วยความอธรรมโดยปราศจากความรู้”
โองการนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ในบริบทของความแตกต่างทางความเชื่อ อิสลามยังคงเน้นการเคารพและการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง
การไม่มีศาสนา กับ การทำลายศาสนาของผู้อื่น
การเลือกที่จะไม่มีศาสนาเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สังคมควรเคารพ อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวไม่อาจขยายไปถึงการพยายามทำลายศาสนาและศรัทธาของผู้อื่น การกระทำในลักษณะนี้มักไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงหรือการศึกษาทางวิชาการอย่างรอบด้าน แต่กลับใช้การเหมารวม การตัดตอนข้อความ และการโจมตีเชิงอารมณ์เป็นหลัก
นักวิชาการอิสลามจำนวนมากได้ชี้ว่า การโต้แย้งที่แท้จริงต้องมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาความจริง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะหรือทำลายฝ่ายตรงข้าม
อิบนุ ตัยมียะฮฺ ระบุว่า การโต้แย้งที่ขับเคลื่อนด้วยอัตตาและอารมณ์ มิใช่การใช้ปัญญา หากเป็นการติดตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง
การวิจารณ์อย่างสุจริตกับการดูหมิ่น
อิสลามเปิดพื้นที่ให้การตั้งคำถามและการสนทนาทางวิชาการ ตราบใดที่ดำเนินไปด้วยความสุจริตและให้เกียรติ แต่การดูหมิ่น เยาะเย้ย หรือเหยียดศาสนา ไม่อาจถือเป็นการวิจารณ์เชิงเหตุผลได้ อัลกุรอานได้ห้ามการเยาะเย้ยและดูหมิ่นผู้อื่นอย่างชัดเจนว่า
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา อย่าให้กลุ่มชนหนึ่งเยาะเย้ยอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีพวกเขาอาจดีกว่าพวกเจ้า”
หลักการนี้สะท้อนว่า การเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของศีลธรรมอิสลาม และเป็นเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม
มุมมองของนักวิชาการต่ออารยะและการใช้ถ้อยคำ
อัลฆอซาลี ได้อธิบายว่า ลิ้นเป็นหนึ่งในอวัยวะที่อันตรายที่สุด หากไม่ถูกควบคุมด้วยปัญญาและศีลธรรม
เขากล่าวว่า การใช้ถ้อยคำทำร้ายผู้อื่นสะท้อนถึงหัวใจที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลา และไม่ใช่สัญลักษณ์ของความรู้หรือความเจริญ
จากมุมมองนี้ การดูหมิ่นศาสนาของผู้อื่นจึงไม่ใช่เครื่องหมายของความก้าวหน้าทางปัญญา แต่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความขาดอารยะทางความคิดและจิตสำนึก
การดูหมิ่นศาสนาของผู้อื่นภายใต้ข้ออ้างของเสรีภาพในการแสดงออก มิได้สอดคล้องกับหลักเหตุผล ศีลธรรม หรือคำสอนของอิสลาม เสรีภาพที่แท้จริงต้องดำรงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ และต้องสิ้นสุดลงเมื่อมันละเมิดศักดิ์ศรีของผู้อื่น
การเคารพความแตกต่างจึงไม่ใช่ข้อจำกัดของเสรีภาพ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของสังคมอารยะ