ความสุขุมของอะฮฺลุซซุนนะห์ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่าน 
  จำนวนคนเข้าชม  111

ความสุขุมของอะฮฺลุซซุนนะห์ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่าน 

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

     ในช่วงเวลาที่โลกมุสลิมเผชิญความตึงเครียดรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นปาเลสไตน์ และความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับ อิหร่าน  และ อเมริกา เราเริ่มเห็นกระแสตอบโต้รุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งการด่าทอระหว่างสุนนะห์–ชีอะห์ และการเปรียบเทียบว่าใคร “ยืนข้างปาเลสไตน์จริง” มากกว่ากัน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางการเมือง แต่เป็นบททดสอบทางจริยธรรมและปัญญาของอุมมะฮ์ 

 

หลักการพื้นฐาน ความยุติธรรมต้องมาก่อนความเห็นต่าง

 

     อะฮฺลุซซุนนะห์มีสิทธิ์วิจารณ์แนวคิดทางศาสนา แต่ไม่มีหลักการใดอนุญาตให้ด่าทอ เหมารวม หรือซ้ำเติมผู้ที่กำลังเผชิญความเดือดร้อน

    ต้องแยกให้ชัดระหว่าง : การวิจารณ์เชิงวิชาการ การประณามความอธรรม การด่าทอด้วยอารมณ์ สามสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน

     แม้เราจะมีความเห็นต่างกับ ชีฮะห์  ในหลายประเด็นทางอะกีดะห์ แต่หากมีความอธรรมเกิดขึ้นกับประชาชนกลุ่มใด การซ้ำเติมไม่ใช่วิถีของความยุติธรรม

 

 

เหตุการณ์ความตึงเครียดล่าสุด และผลสะเทือน

 

     เหตุการณ์ความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและมหาอำนาจตะวันตก ได้ยกระดับความรู้สึกของผู้คนทั่วภูมิภาค หลายคนมองว่าอิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่กระแสโลกมุสลิมจำนวนมากกำลังประณามนโยบายของสหรัฐอเมริกา

     ในบรรยากาศเช่นนี้ การออกมาด่าทอชีอะห์หรือซ้ำเติมอิหร่านอย่างรุนแรง อาจถูกตีความว่าเป็นการไม่ยืนอยู่บนหลักความยุติธรรม

     ประเด็น “ใครช่วยปาเลสไตน์มากกว่า” มีการเปรียบเทียบบทบาทของ อิหร่าน ที่สนับสนุนฝ่ายต่อต้านอิสราเอล เช่น อามาส และ อิสบุลลอฮ์ กับท่าทีที่ระมัดระวังของบางประเทศอาหรับ เช่น ซาอุดิอาราเบีย อิมาเรต อียิปต์  

     แต่ต้องเข้าใจให้ชัดว่า : รัฐบาล   ประชาชน , การเมือง   อะกีดะห์ , ภาพในโซเชียล   ความจริงทั้งหมด

     การสนับสนุนทางการเมืองของรัฐหนึ่ง ไม่ได้ทำให้อะกีดะห์ของรัฐนั้นถูกต้องโดยอัตโนมัติ และความเงียบทางการทูตของอีกรัฐหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำให้หลักศรัทธาของประชาชนเขาผิด ภูมิรัฐศาสตร์มีความซับซ้อนมากกว่าภาพเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ ในโลกออนไลน์ ยิ่งด่า ยิ่งผลักคน ในวินาทีที่อารมณ์ของสังคมกำลังร้อนแรง

     การด่าทอ ชีฮะห์อย่างรุนแรง อาจให้ผลตรงกันข้าม ผู้ที่ยังไม่รู้รายละเอียดความต่างทางศาสนา อาจเห็นเพียงภาพว่า ฝ่ายหนึ่งถูกกดดัน อีกฝ่ายซ้ำเติม แล้วเกิดความเห็นใจโดยอัตโนมัติ 

 

 

มนุษย์จำนวนมากตัดสินจาก “ท่าที” มากกว่า “ตำรา”

 

     หากสุนนะห์ถูกมองว่าแข็งกร้าว แต่ฝ่ายตรงข้ามถูกมองว่ายืนข้างความยุติธรรม ผู้ที่เป็นกลางอาจโน้มเอียงไปทางนั้นด้วยเหตุผลทางอารมณ์ การด่าทอจึงไม่เพียงไม่แก้ปัญหา แต่อาจกลายเป็นแรงผลักให้บางคนสนใจแนวคิดชีอะห์มากขึ้น

 

      ควรนิ่งเงียบหรือไม่ ? แต่ถ้าเป็นความเงียบเชิงยุทธศาสตร์ ไม่เติมไฟ ไม่เล่นตามอารมณ์ รอข้อมูลให้ครบ  นี่คือความสุขุม ทางสายกลางคือ ยืนยันชัดเจนว่าเราต่อต้านความอธรรม ไม่ว่ากับใคร ไม่ใช้วิกฤตการเมืองเป็นเวทีโจมตีมัซฮับ วิจารณ์เชิงวิชาการในบริบทที่เหมาะสม คิดถึงผลระยะยาวของอุมมะฮ์

 

     ความสุขุมไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการควบคุมอารมณ์เพื่อปกป้องประโยชน์ระยะยาว รักษาเอกภาพโดยไม่ทิ้งหลักการ อะฮฺลุซซุนนะห์ไม่จำเป็นต้องละทิ้งความเชื่อของตน แต่จำเป็นต้องรักษามารยาท ความยุติธรรม และปัญญา การชนะด้วยความโกรธในวันนี้ อาจเป็นความเสียหายในวันหน้า

 

     ในช่วงเวลาที่อุมมะฮ์เผชิญแรงกดดันภายนอก ความแตกแยกภายในที่เกิดจากคำพูดไร้ความยั้งคิด คือสิ่งที่ควรระวังมากที่สุด จุดยืนที่สมดุลในเวลานี้คือ ต่อต้านความอธรรมอย่างชัดเจน ไม่ซ้ำเติมผู้เดือดร้อน ไม่เหมารวมประชาชนทั้งมัซฮับ วิจารณ์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์ คิดถึงผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่และผู้ที่ยังไม่รู้รายละเอียด

 

     เพราะบางครั้งการปกป้องสุนนะห์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การพูดเสียงดังที่สุด แต่คือการแสดงให้เห็นว่า สุนนะห์ยืนอยู่บนความยุติธรรม ความสุขุม และความรับผิดชอบต่ออุมมะฮ์ทั้งหมด