
อย่าสิ้นหวังจากการกลับตัวต่ออัลลอฮ์
เพราะความสิ้นหวังคือหนึ่งในกลอุบายของชัยฏอน
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
มนุษย์ทุกคนย่อมมีความผิดพลาด ไม่มีใครปลอดจากบาปอย่างสมบูรณ์ แต่ความผิดพลาดของมนุษย์ไม่ใช่จุดจบของชีวิตทางศาสนา ตราบใดที่หัวใจยังมีชีวิต ตราบนั้นหนทางแห่งการกลับตัวก็ยังเปิดอยู่ ปัญหาใหญ่จึงไม่ใช่เพียง “การทำบาป” เท่านั้น หากคือการที่คนคนหนึ่งถูกชัยฏอนหลอกให้เชื่อว่า “ตนหมดสิทธิ์กลับมาเป็นคนดีแล้ว” ความรู้สึกสิ้นหวังเช่นนี้เอง คือกับดักร้ายที่ทำให้คนจำนวนมากจมอยู่กับบาปต่อไป ทั้งที่ประตูแห่งความเมตตาของอัลลอฮ์ยังไม่ถูกปิด
อิสลามจึงไม่ได้สอนให้มนุษย์มองตนเองว่า “ไร้ค่าเพราะบาป” แต่สอนให้มองว่า “แม้จะบาปมาก ก็ยังต้องรีบกลับไปหาอัลลอฮ์” เพราะผู้ศรัทธาที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม ทว่าเป็นคนที่เมื่อพลาดแล้วรีบลุก เมื่อทำผิดแล้วรีบสำนึก และเมื่อห่างไกลแล้วรีบหวนกลับสู่พระผู้อภิบาลของตน
อัลกุรอานสั่งชัดเจนว่าอย่าสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์
อัลลอฮ์ตรัสว่า
قُلْ يَا عِبَادِيَ الَّذِينَ أَسْرَفُوا عَلَى أَنْفُسِهِمْ لَا تَقْنَطُوا مِنْ رَحْمَةِ اللَّهِ ۚ إِنَّ اللَّهَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ جَمِيعًا ۚ إِنَّهُ هُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ
“จงกล่าวเถิด: โอ้ปวงบ่าวของข้าที่ล่วงเกินต่อตัวของพวกเขาเอง! พวกเจ้าอย่าได้สิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอภัยบาปทั้งมวล แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
(อัซ-ซุมัร 39:53)
อายะฮ์นี้เป็นหนึ่งในอายะฮ์ที่ให้ความหวังมากที่สุดในอัลกุรอาน เพราะพระองค์ทรงเรียกแม้แต่ผู้ที่ “ล่วงเกินต่อตนเองอย่างมาก” ว่า “ยาบาดียะ” — “โอ้บ่าวของข้า” นั่นหมายความว่า แม้เขาจะจมอยู่กับบาป เขายังไม่ถูกปิดประตูจากการหวนกลับ หากเขายังกลับมาหาพระองค์ด้วยการเตาบะฮ์อย่างจริงใจ
อัลลอฮ์ยังตรัสผ่านคำพูดของนบีอิบรอฮีม عليه السلام ว่า
قَالَ وَمَنْ يَقْنَطُ مِنْ رَحْمَةِ رَبِّهِ إِلَّا الضَّالُّونَ
“และใครเล่าจะสิ้นหวังจากความเมตตาของพระผู้อภิบาลของเขา นอกจากบรรดาผู้หลงผิด”
(อัล-หิจญ์ร 15:56)
ดังนั้น ความสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์จึงไม่ใช่ลักษณะของผู้รู้จักพระองค์อย่างถูกต้อง แต่เป็นลักษณะของผู้หลงทางจากการรู้จักพระนาม พระคุณลักษณะ และความกว้างใหญ่แห่งความเมตตาของพระองค์
ชัยฏอนไม่ได้พอใจแค่ให้มนุษย์ทำบาป แต่ต้องการให้หมดหวังจากการเตาบะฮ์
กลอุบายของชัยฏอนมีหลายชั้น ตอนแรกมันชักชวนให้มนุษย์ทำผิด แต่หลังจากมนุษย์ทำผิดแล้ว มันจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้กระซิบว่า “เจ้าชั่วเกินไปแล้ว” “อัลลอฮ์จะไม่อภัยเจ้าแล้ว” “กลับตัวไปก็ไม่มีประโยชน์” คำกระซิบเช่นนี้คือการตัดคนให้ออกจากหนทางแห่งการสำนึกผิดโดยตรง ซึ่งตรงข้ามกับคำสอนของอัลกุรอานอย่างสิ้นเชิง
ชัยฏอนรู้ดีว่า ตราบใดที่คนบาปยังรู้สึกผิด ยังเสียใจ และยังคิดจะกลับตัว นั่นหมายความว่าหัวใจของเขายังมีชีวิต แต่ถ้าคนบาปหมดหวังเมื่อใด เขาจะหยุดขออภัย หยุดสำนึก หยุดละอาย และในที่สุดก็อาจยอมจำนนต่อบาปโดยสมบูรณ์ นี่เองคือชัยชนะที่ชัยฏอนต้องการมากกว่าการทำบาปเพียงครั้งเดียว
หะดีษยืนยันว่าประตูเตาบะฮ์ยังเปิดอยู่ จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
إِنَّ اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ يَبْسُطُ يَدَهُ بِاللَّيْلِ لِيَتُوبَ مُسِيءُ النَّهَارِ، وَيَبْسُطُ يَدَهُ بِالنَّهَارِ لِيَتُوبَ مُسِيءُ اللَّيْلِ، حَتَّى تَطْلُعَ الشَّمْسُ مِنْ مَغْرِبِهَا
“แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง ทรงยื่นพระหัตถ์ในยามค่ำคืน เพื่อให้ผู้ทำผิดในเวลากลางวันได้กลับตัว
และทรงยื่นพระหัตถ์ในเวลากลางวัน เพื่อให้ผู้ทำผิดในเวลากลางคืนได้กลับตัว จนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทิศตะวันตก”
(บันทึกโดยมุสลิม)
หะดีษนี้ชี้ชัดว่า อัลลอฮ์ทรงเปิดทางให้บ่าวของพระองค์กลับตัวอยู่เสมอ กลางวันผิด กลางคืนกลับตัวได้ กลางคืนผิด กลางวันกลับตัวได้ นี่คือความเมตตาที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่ความเมตตาที่ถูกจำกัดด้วยจำนวนบาปหรือจำนวนครั้งที่ผิดพลาด ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลาปิดประตูเตาบะฮ์อย่างเด็ดขาด
และในหะดีษกุดซี อัลลอฮ์ตรัสว่า
يَا ابْنَ آدَمَ، لَوْ بَلَغَتْ ذُنُوبُكَ عَنَانَ السَّمَاءِ، ثُمَّ اسْتَغْفَرْتَنِي، غَفَرْتُ لَكَ، وَلَا أُبَالِي
“โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย หากบาปของเจ้าสูงถึงเมฆบนฟ้า แล้วเจ้ามาขออภัยโทษต่อข้า ข้าย่อมอภัยให้เจ้า และข้าไม่ทรงถือโทษ”
(บันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์)
หะดีษนี้ทำลายความคิดสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง เพราะมันบอกเราว่า ความใหญ่ของบาปไม่ใหญ่กว่าความเมตตาของอัลลอฮ์ เงื่อนไขสำคัญคือมนุษย์ต้องหันกลับมาขออภัยอย่างจริงใจ มิใช่ดื้อดึงในบาปพร้อมอ้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แม้คนที่ทำบาปมหันต์ก็ยังมีทางกลับตัว
หลักฐานที่ทรงพลังมากที่สุดประการหนึ่งคือหะดีษชายผู้ฆ่าคนหนึ่งร้อยคน แล้วออกตามหาผู้รู้เพื่อถามว่าเขายังมีโอกาสเตาบะฮ์หรือไม่ ในที่สุดเขาได้รับคำตอบจากผู้รู้ว่า “ใครเล่าจะมาขวางกั้นเจ้าจากการเตาบะฮ์” แล้วเขาก็ออกเดินทางไปยังแผ่นดินที่ดีเพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อม แต่เสียชีวิตระหว่างทาง และอัลลอฮ์ทรงรับการกลับตัวของเขา
หะดีษนี้สอนว่า แม้บาปจะใหญ่เพียงใด ประตูเตาบะฮ์ก็ยังไม่ปิด และยังสอนอีกว่า ผู้ที่ทำบาปไม่ควรถูกผลักให้สิ้นหวัง ตรงกันข้าม เขาต้องได้รับการชี้ทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทั้งการตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมชั่ว การคบคนดี และการเริ่มต้นชีวิตใหม่บนหนทางแห่งความเชื่อฟัง
คำพูดนักวิชาการ : ผู้รู้ที่แท้จริงต้องไม่ทำให้คนสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์
เชคอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮ์ رحمه الله อธิบายจากอายะฮ์ لَا تَقْنَطُوا مِنْ رَحْمَةِ اللَّهِ. ว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์ แม้บาปจะใหญ่และมากเพียงใด และไม่อนุญาตให้ทำให้ผู้คนสิ้นหวังจากความเมตตาของพระองค์ด้วย พร้อมยกคำของสลัฟว่า “คนที่เข้าใจศาสนาที่แท้จริงที่แท้จริงคือผู้ที่ไม่ทำให้ผู้คนสิ้นหวังจากความเมตตาของ อัลลอฮ์ และไม่ทำให้พวกเขากล้าทำบาปต่ออัลลอฮ์”
มีรายงานจากท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ رضي الله عنه ในความหมายว่า “ผู้รู้ศาสนาที่แท้จริง คือผู้ที่ไม่ทำให้ผู้คนสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์ และไม่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮ์” ซึ่งเป็นหลักสมดุลอันสำคัญในศาสนา คือไม่ผลักคนไปสู่ความสิ้นหวัง และไม่ปล่อยคนให้ประมาทในบาป
อัล-กุรฏุบีย์ رحمه الله ยังชี้ว่า การสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์นั้นร้ายแรง เพราะเป็นการคับแคบต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงทำให้กว้าง และขัดกับสิ่งที่อัลกุรอานยืนยันถึงความไพศาลของความเมตตาแห่งพระองค์
การเตาบะฮ์ที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “รู้สึกผิด” แต่ต้องมีเงื่อนไข
อิมามอัน-นะวะวีย์ رحمه الله กล่าวว่า การเตาบะฮ์จากทุกบาปเป็นสิ่งจำเป็น และถ้าบาปนั้นเป็นเรื่องระหว่างบ่าวกับอัลลอฮ์โดยไม่เกี่ยวกับสิทธิของผู้อื่น การเตาบะฮ์มี 3 เงื่อนไข คือ
หนึ่ง เลิกจากบาปนั้นทันที
สอง เสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำ
สาม ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปทำอีก
และถ้าบาปเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้อื่น ต้องมีเงื่อนไขเพิ่ม คือคืนสิทธิหรือขออภัยจากเจ้าของสิทธินั้นด้วย
ดังนั้น การหวังในความเมตตาของอัลลอฮ์จึงไม่ใช่การพูดว่า “อัลลอฮ์เมตตาอยู่แล้ว” แล้วปล่อยตัวอยู่กับบาปต่อไป แต่คือการรีบกลับตัวอย่างจริงจัง เลิกบาป สำนึกผิด คืนความเสียหาย และเริ่มต้นชีวิตใหม่บนหนทางแห่งการเชื่อฟัง
คนที่เคยทำชั่วมาก ไม่ควรพูดว่า “ฉันไม่มีวันดีขึ้น” แต่ควรพูดว่า “ฉันต้องเริ่มเตาบะฮ์เดี๋ยวนี้” เพราะในมุมมองของอิสลาม คนที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม หากคือคนที่ไม่ยอมค้างอยู่บนพื้นหลังจากล้มแล้ว บาปในอดีตไม่จำเป็นต้องเป็นตราประทับของอนาคต หากมันกลายเป็นจุดเริ่มของการสำนึกผิดอย่างจริงใจ
ยิ่งกว่านั้น บางครั้งคนที่ผ่านบาปหนักมาแล้ว หากเขาเตาบะฮ์อย่างสัตย์จริง เขาอาจกลายเป็นคนที่ถ่อมตน ระวังบาป รู้ค่าของทางนำ และใกล้ชิดอัลลอฮ์มากกว่าคนที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้ภายในหัวใจเช่นนั้นเสียอีก สิ่งที่ทำลายคนจึงไม่ใช่บาปเสมอไป แต่อาจเป็น “การไม่ยอมกลับตัว” ต่างหาก
ความสิ้นหวังไม่ใช่เสียงเรียกร้องของอีหม่าน แต่เป็นเสียงกระซิบของชัยฏอน มันต้องการให้คนบาปเชื่อว่าเขาไม่มีค่า ไม่มีทางกลับมาได้ และไม่สมควรได้รับอภัย ทว่าอัลกุรอานและซุนนะฮ์สอนตรงกันข้ามอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าบาปจะมากเพียงใด ประตูแห่งการเตาบะฮ์ยังเปิดอยู่สำหรับผู้ที่กลับตัวอย่างจริงใจ
ดังนั้น ผู้ที่เคยพลาด ต้องไม่หมดหวัง ผู้ที่เคยล้ม ต้องไม่หยุดลุก และผู้ที่เคยห่างไกล ต้องไม่เชื่อคำโกหกของชัยฏอนที่บอกว่า “สายเกินไปแล้ว” เพราะตราบใดที่ลมหายใจยังอยู่ ตราบนั้นหนทางกลับสู่อัลลอฮ์ก็ยังไม่ถูกปิด