รอมาฎอนมิใช่แค่การงดอาหาร แต่คือการขัดเกลาหัวใจ
  จำนวนคนเข้าชม  50

รอมาฎอนมิใช่แค่การงดอาหาร แต่คือการขัดเกลาหัวใจ

 

เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

     ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่แสดงวิถีชีวิต ผู้คนจำนวนไม่น้อยนิยมเผยแพร่ภาพอาหารเต็มโต๊ะ อาหารหรูหรา เครื่องดื่มมากมาย และความอุดมสมบูรณ์ที่เกินกว่าความจำเป็น จนบางครั้ง “อาหาร” มิได้ถูกนำเสนอในฐานะเนี๊ยะมัตจากอัลลอฮ์ แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือของการโอ้อวด การแข่งขันทางสังคม และการแสวงหาการยอมรับจากสายตาของผู้คน

 

     ยิ่งในเดือนรอมาฎอน ปรากฏการณ์เช่นนี้ยิ่งชวนให้ต้องหยุดคิด เพราะรอมาฎอนในอิสลามมิใช่เดือนแห่งการจัดโต๊ะอาหารเพื่อโอ้อวด มิใช่เดือนแห่งการแสดงความอุดมสมบูรณ์ให้ผู้คนตื่นตา แต่คือเดือนแห่งการฝึกตน การชำระหัวใจ การลดทอนอำนาจของอารมณ์ใฝ่ต่ำ และการทำให้มนุษย์กลับมามองเห็นความทุกข์ของผู้อื่นด้วยหัวใจที่อ่อนโยนกว่าเดิม

 

     กล่าวอีกนัยหนึ่ง รอมาฎอนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้ “ท้องว่าง” แต่ต้องการให้ “หัวใจตื่น” ไม่ได้ต้องการเพียงให้มนุษย์งดกินในเวลากลางวัน แต่ต้องการให้เขาเรียนรู้คุณค่าของริซกี รู้จักความหิว รู้จักความขาดแคลน และมีสายตาที่ยาวไกลกว่าความอิ่มของตนเอง 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า 

(يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ)

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้า

ดังเช่นที่ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง”

(อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:183)

 

     อายะฮ์นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของการถือศีลอดคือ ตักวา มิใช่เพียงความหิวโหยทางกายภาพ และตักวานั้นมิได้เป็นเพียงสภาพภายในระหว่างบ่าวกับพระผู้อภิบาลเท่านั้น แต่ยังต้องสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมทางสังคม เป็นความสำรวมในการบริโภค เป็นความละอายในการฟุ่มเฟือย และเป็นความรู้สึกเห็นใจต่อผู้ขัดสน

 

     เมื่อผู้ศรัทธาถูกฝึกให้รู้จักความหิว เขาย่อมเริ่มเข้าใจผู้หิวโหยมากขึ้น เขาย่อมมองเห็นว่าบนโลกใบเดียวกันนี้ ยังมีผู้คนอีกมากที่ไม่ได้ “งดอาหาร” เพราะอิบาดะฮ์ แต่ “ไม่มีอาหาร” เพราะความยากจน ความเดือดร้อน และความขาดแคลนอย่างแท้จริง นี่เองคือหนึ่งในบทเรียนสำคัญของรอมาฎอน คือการย้ายมนุษย์ออกจากศูนย์กลางของตัวเอง ไปสู่การมองเห็นผู้อื่น

 

     ด้วยเหตุนี้ รอมาฎอนจึงมิใช่เดือนแห่งการหมกมุ่นกับภาพอาหาร หากแต่เป็นเดือนแห่งการฟื้นคืนหัวใจที่รับรู้ความทุกข์ของพี่น้องร่วมสังคม เป็นเดือนที่ทำให้ความอิ่มมิใช่เป้าหมาย แต่ความยำเกรงต่างหากคือเป้าหมาย และเมื่อเป้าหมายของศีลอดคือการขัดเกลาจิตใจแล้ว การทำให้อาหารกลายเป็นพื้นที่แห่งการโอ้อวด ย่อมขัดกับจิตวิญญาณที่แท้จริงของเดือนอันประเสริฐนี้

 

     อิสลามสอนมารยาทในการกินอย่างลึกซึ้ง โดยเริ่มต้นจากการเชื่อมโยงการกินกับการรำลึกถึงอัลลอฮ์ มิใช่เชื่อมโยงกับการแสดงตนต่อผู้คน ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

«يَا غُلَامُ، سَمِّ اللَّهَ، وَكُلْ بِيَمِينِكَ، وَكُلْ مِمَّا يَلِيكَ»

“โอ้เด็กน้อย จงกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ จงกินด้วยมือขวาของเจ้า และจงกินจากด้านที่อยู่ใกล้ตัวเจ้า”

(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

       หะดีษนี้มิใช่เพียงมารยาทเล็ก ๆ บนโต๊ะอาหาร แต่สะท้อนโลกทัศน์ทั้งหมดของอิสลามว่า การกินคือกิจกรรมที่ต้องเริ่มต้นด้วยการนอบน้อมต่อพระผู้เป็นเจ้า 

 

     อัลกุรอานยังได้วางหลักการสำคัญเรื่องการบริโภคไว้อย่างชัดเจนว่า

 

وَكُلُوا وَاشْرَبُوا وَلَا تُسْرِفُوا ۚ إِنَّهُ لَا يُحِبُّ الْمُسْرِفِينَ

“และพวกเจ้าจงกินและจงดื่ม แต่จงอย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงพระองค์ไม่ทรงรักบรรดาผู้ฟุ่มเฟือย”

(อัลอะอ์รอฟ 7:31)

 

     หลักการนี้เป็นรากฐานสำคัญในการวิพากษ์วัฒนธรรมบริโภคนิยมในปัจจุบัน เพราะอิสลามมิได้ห้ามการกินสิ่งดีงามที่หะลาล และมิได้ห้ามความสวยงามในชีวิต แต่ห้าม ฟุ่มเฟือยคือการเกินขอบเขต การฟุ่มเฟือย การใช้ทรัพยากรโดยไร้ความจำเป็น และการทำให้เนี๊ยะมัตกลายเป็นพื้นที่แห่งความโอหัง 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

 

ثُمَّ لَتُسْأَلُنَّ يَوْمَئِذٍ عَنِ النَّعِيمِ

“แล้วในวันนั้น พวกเจ้าจะถูกถามอย่างแน่นอนเกี่ยวกับบรรดาความโปรดปราน”

(อัตตะกาษุร 102:8)

 

     อายะฮ์นี้เตือนอย่างหนักแน่นว่า ทุกความสุขสบาย ทุกอาหาร ทุกความอุดมสมบูรณ์ มิใช่เพียงสิ่งที่เรามีสิทธิ์เสพเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องถูกสอบสวนด้วย เราจะถูกถามว่าเราได้มันมาอย่างไร ใช้มันอย่างไร ขอบคุณต่อมันจริงหรือไม่ และนึกถึงผู้ที่ไม่มีมันเลยบ้างหรือเปล่า

 

     นี่เองทำให้รอมาฎอนเป็นช่วงเวลาที่มุสลิมควรทบทวนตนเองมากที่สุดว่า เรากำลังใช้เดือนแห่งตักวาเพื่อขัดเกลาหัวใจ หรือกำลังเปลี่ยนมันให้กลายเป็นฤดูกาลแห่งการบริโภคอย่างไร้ขอบเขต เรากำลังถือศีลอดเพื่อฝึกความยำเกรง หรือกำลังรอเวลาเปิดศีลอดเพื่อชดเชยด้วยความฟุ่มเฟือยที่มากกว่าเดิม

 

แท้จริงแล้ว การหิวในรอมาฎอนควรทำให้หัวใจอ่อนโยน ไม่ใช่แข็งกระด้าง

ควรทำให้มือเปิดเพื่อการบริจาค ไม่ใช่เปิดกล้องเพื่อการโอ้อวด

ควรทำให้ผู้ศรัทธามองเห็นน้ำตาของคนยากจน ไม่ใช่เพียงมองเห็นความสวยงามของโต๊ะอาหารตนเอง

 

     อัลลอฮ์ทรงยกย่องบรรดาผู้ศรัทธาที่รู้จักแบ่งปันอาหารว่า

 

وَيُطْعِمُونَ الطَّعَامَ عَلَىٰ حُبِّهِ مِسْكِينًا وَيَتِيمًا وَأَسِيرًا

“และพวกเขาให้อาหาร ทั้งที่ตนเองรักมัน แก่คนยากจน เด็กกำพร้า และเชลย”

(อัลอินสาน 76:8)

 

     นี่คือจิตวิญญาณของอิสลาม และนี่คือจิตวิญญาณของรอมาฎอน กล่าวคือ มนุษย์ไม่ได้ถูกสอนให้เพียงรู้จักกิน แต่ถูกสอนให้รู้จักแบ่ง ไม่ได้ถูกสอนให้เพียงรู้คุณค่าอาหารในจานตนเอง แต่ให้รู้จักคุณค่าของการทำให้อาหารนั้นไปถึงผู้ที่ไม่มีแม้เศษอาหารประทังชีวิต

 

ท่านนบี ﷺ ยังได้กล่าวว่า

 

«بِحَسْبِ ابْنِ آدَمَ أُكُلَاتٌ يُقِمْنَ صُلْبَهُ، فَإِنْ كَانَ لَا مَحَالَةَ؛ فَثُلُثٌ لِطَعَامِهِ، وَثُلُثٌ لِشَرَابِهِ، وَثُلُثٌ لِنَفَسِهِ»

 

     “เพียงพอสำหรับลูกหลานอาดัมแล้วด้วยอาหารไม่กี่คำที่ประคองหลังของเขาให้ตั้งตรงได้ แต่หากจำเป็นต้องมากกว่านั้น 

     ก็ให้หนึ่งส่วนสามสำหรับอาหารของเขา หนึ่งส่วนสามสำหรับเครื่องดื่มของเขา และอีกหนึ่งส่วนสามสำหรับลมหายใจของเขา”

(บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ และอิบนุมาญะฮ์)

 

     หะดีษนี้เป็นหลักการอันยิ่งใหญ่ที่รื้อถอนความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการบริโภคในชีวิตสมัยใหม่อย่างลึกซึ้ง เพราะโลกปัจจุบันสอนให้มนุษย์กินเพื่อความเพลิดเพลิน กินเพื่อแสดงฐานะ กินเพื่อแข่งขันกันในความหรูหรา แต่ท่านนบี ﷺ สอนให้มนุษย์รู้จักพอดี รู้จักประมาณตน และรู้จักว่าอาหารเป็นเพียงเครื่องยังชีพ 

 

     ยิ่งไปกว่านั้น การถือศีลอดที่แท้จริงต้องส่งผลต่อจริยธรรมของผู้ถือ มิใช่เพียงเปลี่ยนเวลารับประทานอาหารเท่านั้น ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

«مَنْ لَمْ يَدَعْ قَوْلَ الزُّورِ وَالْعَمَلَ بِهِ، فَلَيْسَ لِلَّهِ حَاجَةٌ فِي أَنْ يَدَعَ طَعَامَهُ وَشَرَابَهُ»

 

“ผู้ใดไม่ละทิ้งคำพูดเท็จและการกระทำตามมัน อัลลอฮ์ก็ไม่ทรงประสงค์การที่เขาจะละทิ้งอาหารและเครื่องดื่มของเขา”

(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์)

 

     เพราะรอมาฎอนต้องการสร้าง “สายตาที่ยาวขึ้น” ให้แก่ผู้ศรัทธา คือสายตาที่ไม่หยุดอยู่แค่จานอาหารตรงหน้า แต่เลยไปถึงผู้คนรอบข้าง ไม่หยุดอยู่แค่ความอิ่มของตน แต่ขยายไปถึงความเดือดร้อนของสังคม ไม่หยุดอยู่แค่ความสุขชั่วคราวของโลกนี้ แต่โยงไปถึงการสอบสวนในวันอาคิเราะฮ์

 

     แท้จริงแล้ว ความหิวในรอมาฎอนคือบทเรียนที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า เขาเปราะบางเพียงใด และเนี๊ยะมัตของอัลลอฮ์ยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อเขารู้คุณค่าของน้ำเพียงแก้วเดียว เขาจะเริ่มเข้าใจผู้ที่ไม่มีน้ำสะอาด เมื่อเขารู้สึกถึงความหิวเพียงหนึ่งวัน เขาจะเริ่มเข้าใจผู้ที่หิวทั้งสัปดาห์ เมื่อเขาถูกฝึกให้รอเวลาเปิดศีลอด เขาจะเริ่มมองเห็นว่ามีอีกหลายชีวิตที่ไม่มีอะไรจะเปิดศีลอดเลย

 

     ด้วยเหตุนี้ รอมาฎอนจึงควรเปลี่ยนโต๊ะอาหารของเราให้เป็นพื้นที่แห่ง บิสมิลลาฮ์ แทนการโอ้อวด เป็นพื้นที่แห่ง อัลฮัมดุลิลลาฮ์ แทนการหลงตน และเป็นพื้นที่แห่ง การแบ่งปัน แทนการแข่งขันกันในความหรูหรา

 

     ผู้ศรัทธาที่เข้าใจรอมาฎอนอย่างแท้จริง จะไม่ถามเพียงว่า “วันนี้เราจะกินอะไร” แต่จะถามว่า “วันนี้เราแบ่งอะไรให้ใครบ้าง” เขาจะไม่ถามเพียงว่า “โต๊ะอาหารเราสวยพอจะโพสต์หรือยัง” แต่จะถามว่า “มีผู้ยากไร้คนใดที่เราควรส่งอาหารไปถึงหรือไม่” เพราะรอมาฎอนมิได้มาเพื่อสอนการจัดสำรับ แต่มาเพื่อสอนการจัดหัวใจให้ตรงกับความประสงค์ของอัลลอฮ์

 

     ในท้ายที่สุด อาหารที่ประเสริฐที่สุดในอิสลาม ไม่ใช่อาหารที่แพงที่สุด ไม่ใช่อาหารที่เต็มโต๊ะที่สุด และไม่ใช่อาหารที่เรียกยอดชื่นชมได้มากที่สุด แต่อาหารที่ประเสริฐคืออาหารที่มีบะรอกะฮ์ อาหารที่เริ่มต้นด้วยการกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ อาหารที่กินอย่างพอดี อาหารที่ไม่ทำให้ผู้กินหลงตัว และอาหารที่ยังมีส่วนไปถึงท้องของผู้หิวโหยด้วย

 

     รอมาฎอนจึงมิใช่เพียงเดือนแห่งการงดอาหาร แต่คือเดือนแห่งการชำระจิตใจ ขัดเกลาความรู้สึก ฟื้นฟูความเมตตา และทำให้ผู้ศรัทธามีสายตาที่ยาวไกลกว่าเพียงความอิ่มของตัวเอง

 

รอมาฎอน ไม่ได้สอนให้เราเพียง “งดกิน” แต่สอนให้เรา “รู้สึก”

♦ รู้สึกถึงคุณค่าของริซกี

♦ รู้สึกถึงความหิวของคนยากจน

♦ รู้สึกถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง

♦ และรู้ว่าความอิ่มของเราต้องไม่ทำให้เรามืดบอด ต่อความทุกข์ของผู้อื่น

 

     อิสลามสอนให้เริ่มกินด้วยพระนามของอัลลอฮ์ กินอย่างพอดี ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่โอ้อวด และไม่ลืมว่า บนโลกใบเดียวกันนี้ยังมีอีกหลายชีวิตที่ไม่มีอาหารตกถึงท้อง