การทำงานของผู้หญิงในสังคมที่มีการปะปนระหว่างชายหญิง
  จำนวนคนเข้าชม  47

การทำงานของผู้หญิงในสังคมที่มีการปะปนระหว่างชายหญิง

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล   กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

     หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกมุสลิม โดยเฉพาะในสังคมที่ไม่ได้ดำเนินอยู่บนระบบอิสลามอย่างสมบูรณ์ คือประเด็น การทำงานของผู้หญิงนอกบ้าน ในสภาพแวดล้อมที่มีการปะปนระหว่างชายและหญิงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ สำนักงานราชการ และบริษัทเอกชนต่าง ๆ

 

     ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นมิติของ หิฟซุล-อิรฎฺ (การปกป้องเกียรติ), หิฟซุด-ดีน (การปกป้องศาสนา), หิฟซุล-อุสราะฮ์ (การคุ้มครองสถาบันครอบครัว), ตลอดจนมิติของ ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม

 

     การพูดถึงประเด็นนี้อย่างถูกต้อง จึงไม่อาจอาศัยเพียงอารมณ์ ความรู้สึก หรือการยึดถือตัวบทบางส่วนโดยตัดขาดจากการทำความเข้าใจบทบัญญัติอย่างรอบด้าน โดยอาศัยทั้ง ตัวบทจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์, หลักการของบรรดาอุละมาอ์, และ กฎเกณฑ์ด้านบทบัญญัติว่าด้วยความจำเป็น ผลประโยชน์  และการปิดช่องทางสู่ความเสียหาย

 

 

หลักการให้สตรีรักษาเกียรติและความสง่างาม 

 

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَىٰ

 

“และพวกเธอจงอยู่ในบ้านของพวกเธอ และอย่าได้ออกมาอวดโฉมเหมือนการอวดโฉมของสมัยญาฮิลียะฮ์ยุคก่อน”

(สูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ 33:33)

 

     อายะฮ์นี้เป็นรากฐานสำคัญที่บรรดาอุละมาอ์ใช้ในการอธิบายว่า หลักเดิม สำหรับสตรีมุสลิม คือการดำรงตนในกรอบแห่งความสุภาพ การรักษาเกียรติ และการไม่เปิดตนไปสู่พื้นที่แห่งฟิตนะฮ์โดยไม่จำเป็น ถึงแม้อายะฮ์นี้จะถูกประทานแก่บรรดาภริยาของท่านนบี ﷺ โดยตรง แต่บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอ่านจำนวนมากได้อธิบายว่า สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้ย่อมเป็นบทเรียนแก่สตรีผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วยเช่นกัน

 

การปกป้องหัวใจและการห้ามสิ่งที่กระตุ้นฟิตนะฮ์

 

อัลลอฮ์ ตรัสอีกว่า

فَلَا تَخْضَعْنَ بِالْقَوْلِ فَيَطْمَعَ الَّذِي فِي قَلْبِهِ مَرَضٌ

 

“ดังนั้นพวกเธออย่าอ่อนเสียงในการพูด จนคนที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความหวัง”

(สูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ 33:32)

และพระองค์ตรัสว่า

وَإِذَا سَأَلْتُمُوهُنَّ مَتَاعًا فَاسْأَلُوهُنَّ مِنْ وَرَاءِ حِجَابٍ ۚ ذَٰلِكُمْ أَطْهَرُ لِقُلُوبِكُمْ وَقُلُوبِهِنَّ

 

“และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง ก็จงขอจากหลังม่าน นั่นสะอาดยิ่งกว่าสำหรับหัวใจของพวกเจ้าและหัวใจของพวกนาง”

(สูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ 33:53)

 

     จากสองอายะฮ์นี้ จะเห็นได้ว่าอิสลามมิได้มองเพียง “การกระทำที่ผิดสำเร็จแล้ว” เท่านั้น แต่ยังมองลึกไปถึง เหตุปัจจัยนำไปสู่ความผิด ด้วย นี่คือหลักใหญ่ของชะรีอะฮ์ในการ  “ปิดช่องทางที่นำไปสู่สิ่งต้องห้าม

 

 

หะดีษเกี่ยวกับฟิตนะฮ์ระหว่างชายและหญิง

 

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

مَا تَرَكْتُ بَعْدِي فِتْنَةً أَضَرَّ عَلَى الرِّجَالِ مِنَ النِّسَاءِ

“ฉันไม่ได้ทิ้งฟิตนะฮ์ใดไว้ภายหลังจากฉัน ที่เป็นอันตรายต่อผู้ชายยิ่งกว่าผู้หญิง”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

และท่าน ﷺ กล่าวว่า

فَاتَّقُوا الدُّنْيَا وَاتَّقُوا النِّسَاءَ، فَإِنَّ أَوَّلَ فِتْنَةِ بَنِي إِسْرَائِيلَ كَانَتْ فِي النِّسَاءِ

“พวกท่านจงระวังดุนยา และจงระวังผู้หญิง เพราะแท้จริงฟิตนะฮ์แรกของบนีอิสรออีลนั้นเกิดขึ้นในเรื่องผู้หญิง”

(บันทึกโดยมุสลิม)

 

     หะดีษทั้งสองนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงเป็นหนึ่งในประตูใหญ่ของฟิตนะฮ์ หากขาดขอบเขตแห่งชะรีอะฮ์ ความเสียหายจะไม่ได้หยุดเพียงการมองหรือการพูดคุย แต่จะขยายไปถึง ความเสื่อมของหัวใจ, การพังทลายของครอบครัว

 

     ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการปะปนกันอย่างกว้างขวาง อุละมาอ์จำนวนมากจึงมิได้มองเรื่องนี้เป็นเพียง “อาชีพ” แต่เป็นเรื่องของ ระบบความสัมพันธ์ และ ผลกระทบเชิงศีลธรรม ที่อาจตามมา

 

 

 อิสลามห้ามผู้หญิงทำงานนอกบ้านโดยสิ้นเชิงหรือไม่?

 

คำตอบคือ ไม่ใช่

     การกล่าวว่าอิสลามห้ามผู้หญิงทำงานทุกชนิดนอกบ้าน เป็นการกล่าวที่เกินจริงและไม่สอดคล้องกับภาพรวมของหลักฐาน เพราะในสมัยนบี ﷺ มีสตรีบางท่านออกไปทำกิจธุระ ออกไปมัสญิด ออกไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หรือทำบทบาทบางอย่างที่สอดคล้องกับธรรมชาติของตนและมีมะศละหะฮ์ที่ชัดเจน

 

     อย่างไรก็ดี การอนุญาตดังกล่าวไม่ใช่อนุญาตแบบเสรี แต่เป็นการอนุญาตที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดหลายประการ ได้แก่ รักษาฮิญาบ,ไม่ตะบัรรุจ,ไม่อยู่โดยลำพังกับชายแปลกหน้า,ไม่ปะปนอย่างไร้ขอบเขต,ไม่ละเมิดหน้าที่สำคัญในครอบครัว,ไม่เปิดช่องไปสู่ฟิตนะฮ์

 

     ด้วยเหตุนี้ ตามบทบัญญัติที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ “ห้ามทั้งหมด” และไม่ใช่ “เปิดทั้งหมด” แต่คือ อนุญาตภายใต้เงื่อนไข และห้ามเมื่อเงื่อนไขศาสนาถูกละเมิด

 

 

การปะปนระหว่างชายหญิงในที่ทำงานกับปัญหาฟิตนะฮ์

 

     ในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่ใช่อิสลาม สถานที่ทำงานจำนวนมากแทบเลี่ยงไม่พ้นการปะปนระหว่างชายและหญิง ไม่ว่าจะในห้องประชุม โต๊ะทำงาน พื้นที่รับรองลูกค้า งานภาคสนาม เวรกลางคืน หรือการเดินทางร่วมกัน

 

     ปัญหาของ “การปะปน” มิได้อยู่เพียงแค่การอยู่ในสถานที่เดียวกันเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งต่อไปนี้ด้วย

การสบตาและการสร้างความคุ้นเคยทางใจ

การพูดคุยนอกเหนือจากงาน

การหยอกล้อหรือใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเกินจำเป็น

การอยู่ใกล้กันเป็นเวลานาน

การอยู่ลำพังในบางช่วง

การพัฒนาเป็นความผูกพันทางอารมณ์

การเปรียบเทียบคู่ครองกับเพื่อนร่วมงาน

การบ่อนทำลายความไว้วางใจในชีวิตคู่

 

     สภาพเช่นนี้เองทำให้บรรดานักวิชาการ โดยเฉพาะผู้ที่เน้นหลัก ปิดช่องทางที่นำไปสู่ความเสียหาย  วางท่าทีเข้มงวดต่อการทำงานในพื้นที่ที่มีการปะปนสูง เพราะแม้จะเริ่มจากสิ่งเล็กน้อย แต่ปลายทางอาจกลายเป็นความเสียหายใหญ่หลวงได้

 

 

กรณีจำเป็นทางเศรษฐกิจ เช่น สามีตกงานหรือรายได้ไม่พอ

 

     บทบัญญัติว่าด้วยความจำเป็น ในอีกด้านหนึ่ง ฟิกฮ์อิสลามเป็นศาสนาแห่งความยุติธรรมและความสมดุล มิได้มองชีวิตมนุษย์อย่างแข็งทื่อจนละเลยความทุกข์ยากของผู้คน จึงมีกฎฟิกฮ์สำคัญว่า

الضَّرُورَاتُ تُبِيحُ الْمَحْظُورَاتِ

“ภาวะจำเป็นทำให้สิ่งต้องห้ามบางอย่างได้รับการผ่อนปรน”

และอีกกฎหนึ่งว่า

الحَاجَةُ تُنَزَّلُ مَنْزِلَةَ الضَّرُورَةِ عَامَّةً كَانَتْ أَوْ خَاصَّةً

 

“ความจำเป็นในระดับความต้องการอย่างมาก อาจถูกยกให้มีสถานะใกล้เคียงกับภาวะจำเป็น

ไม่ว่าจะเป็นในระดับส่วนรวมหรือเฉพาะราย”

 

     ดังนั้น หากครอบครัวหนึ่งอยู่ในภาวะขัดสนจริง เช่น สามีตกงาน,รายได้ไม่พอค่าอาหาร,ไม่พอค่าเช่าบ้าน,ไม่พอค่ารักษาพยาบาล,มีหนี้จำเป็นที่ต้องรับผิดชอบ,มีลูกที่ต้องดูแลแต่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอ ในกรณีเช่นนี้ ภรรยาสามารถออกไปทำงานเพื่อช่วยพยุงครอบครัวได้ ในขอบเขตของความจำเป็น และภายใต้เงื่อนไขศาสนา

 

 

ความจำเป็นไม่ใช่ใบอนุญาตแบบไร้ขอบเขต

 

     อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่า “ความจำเป็น” ในฟิกฮ์มิใช่คำที่ใช้เปิดประตูทุกอย่าง แต่เป็นข้อยกเว้นที่ต้องถูกจำกัดด้วยหลักอีกประการหนึ่ง คือ

الضَّرُورَةُ تُقَدَّرُ بِقَدَرِهَا

“ภาวะจำเป็นต้องถูกประเมินตามขอบเขตเท่าที่จำเป็น”

 

     หมายความว่า หากผู้หญิงจำเป็นต้องทำงานเพราะครอบครัวเดือดร้อนจริง ก็ต้องเลือกงานที่ เสียหายน้อยที่สุด และ ปลอดภัยที่สุดเท่าที่หาได้ มิใช่ถือโอกาสขยายข้อยกเว้นไปสู่สภาพที่ฟิตนะฮ์สูง ทั้งที่ยังมีทางเลือกที่เบากว่า

 

 

งานประเภทต่าง ๆ มีฮุก่มเหมือนกันหรือไม่?

 

คำตอบคือ ไม่เหมือนกัน ดังเช่น 

 

     งานครู โดยเฉพาะการสอนเด็กผู้หญิง หรือสอนในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมขอบเขตได้ มักถูกมองว่าอยู่ในกลุ่มงานที่เบากว่า เนื่องจากมีประโยชน์ที่ชัดเจน และสามารถลดฟิตนะฮ์ได้มากกว่าอาชีพอื่น

 

 

     งานพยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์หญิง มีความจำเป็นต่อสังคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในการดูแลผู้หญิง ผู้ป่วยเด็ก หรือการรักษาที่ผู้หญิงควรได้รับจากผู้หญิงด้วยกันเอง อย่างไรก็ตาม ข้ออนุญาตยังคงผูกกับเงื่อนไขเดิม คือรักษาฮิญาบ หลีกเลี่ยงการอยู่โดยลำพังกับคนที่ไม่ใช่มะห์รอม และลดการปะปนเท่าที่ทำได้

 

 

     งานตำรวจเป็นหนึ่งในอาชีพที่ละเอียดมากในทางฟิกฮ์ เพราะชื่ออาชีพเดียวกัน แต่อาจมีสภาพงานต่างกันมาก เช่น ตำรวจหญิงที่ดูแลผู้หญิง,ตำรวจหญิงที่ตรวจค้นหญิง,เจ้าหน้าที่ฝ่ายเอกสารหรือประสานงาน,งานคุ้มครองเด็กและสตรี ลักษณะเช่นนี้ย่อมเบากว่างานประเภทออกภาคสนามร่วมกับผู้ชายตลอดเวลา หรือเวรกลางคืนปะปนหนัก,การสอบสวนหรือควบคุมตัวผู้ชาย,การเดินทางปฏิบัติภารกิจกับชายแปลกหน้า,การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากต่อการรักษาฮิญาบและขอบเขต เพราะฉะนั้น จึงไม่ถูกต้องที่จะตัดสินงานตำรวจทั้งหมดด้วยฮุก่มเดียวโดยไม่ดูรายละเอียดของบทบาทจริง

 

 

 ทัศนะอุละมาอ์ยุคปัจจุบัน 

 

เชคอับดุลอะซีซ บิน บาซرحمه الله 

 

     เชคอิบนุบาซ เราะหิมะฮุลลอฮ์ มีทัศนะเข้มงวดในเรื่อง การปะปนระหว่างชายและหญิง และเห็นว่าการปะปนเป็นประตูใหญ่ของความเสียหาย ทั้งทางศีลธรรมและชีวิตครอบครัว ท่านมักเน้นว่า งานของผู้หญิงควรเป็นงานที่เหมาะสมกับธรรมชาติของเธอ และปลอดจากสาเหตุแห่งฟิตนะฮ์เท่าที่จะทำได้

 

เชคมุฮัมมัด บิน ศอลิห์ อัลอุษัยมีนرحمه الله 

 

     เชคอิบนุอุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ์ อธิบายว่าหลักเดิมของการปะปนคือการหลีกเลี่ยง หากเป็นการปะปนที่นำไปสู่การมอง การพูด การคุ้นเคย และฟิตนะฮ์ ก็ย่อมต้องห้าม แต่ถ้ามีความจำเป็นและมีการควบคุมเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ความเสียหายย่อมเบาลงตามระดับของการควบคุม

 

เชคศอลิห์ อัลเฝาซานحفظه الله 

 

      เชคศอลิห์ อัลเฝาซาน เน้นอยู่เสมอว่า สตรีมุสลิมต้องรักษาฮิญาบและไม่ออกไปสู่สภาพที่ทำให้สูญเสียเกียรติของตน ท่านถือว่าการปะปนอย่างเสรีในสถาบันและสถานที่ทำงานเป็นสาเหตุหนึ่งของความเสื่อมทางศีลธรรม และเรียกร้องให้ลดหรือขจัดสภาพดังกล่าวเท่าที่ทำได้

 

เชคอัลอัลบานีย์رحمه الله 

 

     เชคอัลอัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ แม้จะเข้มงวดในเรื่องหิญาบและการหลีกเลี่ยงฟิตนะฮ์ แต่แนวการวิเคราะห์ของท่านโดยรวมยังชี้ว่า ต้องพิจารณาจากตัวบทและข้อเท็จจริง ไม่ใช่การห้ามโดยไร้การแยกแยะทุกกรณี เพราะบางกิจธุระของสตรีนั้นมีหลักฐานจากซุนนะฮ์รองรับอยู่แล้ว

 

เชคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์رحمه الله

 

     อิบนุตัยมียะฮ์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ วางหลักสำคัญมากว่า ชะรีอะฮ์ทั้งหมดตั้งอยู่บนการบรรลุผลประโยชน์และลดทอนความเสียหาย ฉะนั้น เมื่อเกิดกรณีที่มีทั้งมะศละหะฮ์และมะฟ์สะดะฮ์ ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ มิใช่ตัดสินแบบมิติเดียว

 

อิมามอัช-ชาฏิบีย์رحمه الله 

 

     อิมามอัช-ชาฏิบีย์ ในแนวคิดมะกอศิด อัช-ชะรีอะฮ์ ได้อธิบายว่า ชะรีอะฮ์มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองศาสนา ชีวิต สติปัญญา เชื้อสาย และทรัพย์สิน ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องการทำงานของผู้หญิงต้องดูผลกระทบต่อเป้าหมายเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะการคุ้มครองศาสนาและเชื้อสายอันเชื่อมโยงกับเกียรติและสถาบันครอบครัว

 

 

หน้าที่ของสามีกับการช่วยเหลือของภรรยา

 

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

الرِّجَالُ قَوَّامُونَ عَلَى النِّسَاءِ

“บรรดาผู้ชายนั้นเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเหนือบรรดาผู้หญิง”

(สูเราะฮ์อันนิสาอ์ 4:34)

 

     อายะฮ์นี้ชี้ว่า ภาระหลักในการเลี้ยงดูครอบครัวตกอยู่กับสามี มิใช่ภรรยา ดังนั้น หากสามีตกงาน เขาจำเป็นต้องพยายามอย่างจริงจังในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ และไม่ควรทำให้การออกไปทำงานของภรรยากลายเป็น “ทางเลือกถาวร โดยไร้ความจำเป็น

 

     อย่างไรก็ตาม หากภรรยาออกไปช่วยครอบครัวด้วยเจตนาที่ดี ภายใต้ข้อกำหนดศาสนา การกระทำดังกล่าวนับเป็นความดีและความเสียสละ แต่ต้องไม่ทำให้บทบาทพื้นฐานของครอบครัวถูกบิดเบือน จนผู้หญิงต้องแบกรับทั้งภาระงานนอกบ้านและภาระในบ้านอย่างไร้ความเป็นธรรม

 

 

จากตัวบท หลักการ และคำอธิบายของอุละมาอ์ สามารถสรุปได้ดังนี้

 

     ประการแรก การทำงานของผู้หญิงนอกบ้าน ไม่ใช่สิ่งต้องห้ามโดยสมบูรณ์ในทุกกรณี

 

     ประการที่สอง หลักเดิมของชะรีอะฮ์คือให้สตรีรักษาเกียรติ หลีกเลี่ยงฟิตนะฮ์ และไม่เปิดช่องสู่ความเสียหาย

 

     ประการที่สาม งานที่มีการปะปนสูง ฟิตนะฮ์มาก และยากต่อการรักษาขอบเขตศาสนา ย่อมอยู่ใกล้การห้ามมากกว่า

 

     ประการที่สี่ หากเกิดความจำเป็นจริง เช่น สามีตกงาน หรือรายได้ครอบครัวไม่พอแก่ปัจจัยพื้นฐาน ภรรยาสามารถ ออกไปทำงานได้ เท่าที่จำเป็น โดยต้องเลือกงานที่ฮะลาล ปลอดภัย และเสียหายน้อยที่สุด

 

     ประการที่ห้า ความจำเป็นไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อเปิดทางสู่การละเมิดบทบัญญัติ แต่เป็นการผ่อนปรนในขอบเขตจำกัด พร้อมความพยายามลดฟิตนะฮ์ให้มากที่สุด

 

 

กล่าวโดยสรุปคือ

 

     ฮุก่มของการทำงานของผู้หญิงในสังคมที่มีการปะปน ไม่ได้ตายตัวแบบอนุญาตทั้งหมดหรือห้ามทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับระดับความจำเป็น ลักษณะงาน และระดับการรักษาข้อกำหนดของชะรีอะฮ์

 

     ในยุคที่โลกผลักดันให้ผู้หญิงออกจากบ้านโดยถือว่าเป็นความก้าวหน้า และในอีกด้านหนึ่งก็มีบางคนที่เข้มงวดจนไม่มองเห็นความจำเป็นจริงของครอบครัวมุสลิมหลายบ้าน ผู้ศรัทธาจึงต้องกลับไปสู่หลักสมดุลของอิสลาม