อิสลามกับความใส่ใจในความรู้สึกผู้อื่น
  จำนวนคนเข้าชม  48

อิสลามกับความใส่ใจในความรู้สึกผู้อื่น

 

เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

     อิสลามมิใช่ศาสนาที่ให้ความสำคัญเพียงความถูกต้องของพิธีกรรมภายนอก เช่น การละหมาด การถือศีลอด หรือการจ่ายซะกาตเท่านั้น แต่ยังเป็นศาสนาที่ลงลึกถึงมิติภายในของมนุษย์ นั่นคือ หัวใจ ความรู้สึก ศักดิ์ศรี และเกียรติของผู้คน อิสลามสั่งใช้ให้มุสลิมเป็นผู้มีความเมตตา อ่อนโยน เข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น และระมัดระวังอย่างยิ่งมิให้คำพูด การกระทำ หรือแม้แต่มารยาทที่หยาบกระด้าง กลายเป็นเหตุทำร้ายหัวใจของใครคนหนึ่ง

 

     มนุษย์จำนวนมากอาจเข้าใจศาสนาเพียงในมิติของ “หน้าที่ต่ออัลลอฮ์” แต่ละเลย “หน้าที่ต่อมนุษย์” ทั้งที่ในคำสอนอิสลาม สิทธิของบ่าวต่ออัลลอฮ์ และสิทธิของมนุษย์ต่อมนุษย์ เป็นเรื่องที่ผูกพันกันอย่างแนบแน่น

     ผู้ที่ละหมาดมาก แต่ทำร้ายผู้คนด้วยลิ้นของตน ผู้ที่ถือศีลอด แต่ดูถูกคนยากจน ผู้ที่ทำอิบาดะฮ์มากมาย แต่ไม่มีความละมุนละม่อมต่อพ่อแม่ เพื่อนบ้าน และผู้เดือดร้อน ย่อมยังไม่เข้าถึงจิตวิญญาณแห่งอิสลามอย่างแท้จริง

 

     อิสลามจึงเป็นศาสนาแห่งเมตตา ที่มิได้หยุดเพียงคำสอนกว้าง ๆ ว่า “จงทำดี” แต่ลงรายละเอียดถึงการห้ามตวาดพ่อแม่ ห้ามเยาะเย้ยผู้อื่น ห้ามตั้งฉายาที่น่ารังเกียจ ห้ามคาดเดาร้าย ห้ามนินทา ห้ามซ้ำเติมผู้ผิดพลาด ห้ามกดดันผู้เป็นหนี้ ห้ามเมินเฉยต่อเพื่อนบ้าน และห้ามทำให้ผู้ยากไร้รู้สึกต่ำต้อย นี่คือความละเอียดอ่อนของชะรีอะฮ์ ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งความเมตตา มิใช่สังคมแห่งการตัดสินและเหยียบย่ำกัน

 

 

อิสลามให้เกียรติหัวใจและศักดิ์ศรีของมนุษย์

 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

وَلَقَدْ كَرَّمْنَا بَنِي آدَمَ

“และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานอาดัม”

(อัลอิสรออ์ : 70)

     อายะฮ์นี้เป็นรากฐานสำคัญที่แสดงว่า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้ การดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำให้ผู้อื่นแตกสลายทางจิตใจ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กในมุมมองอิสลาม เพราะมันคือการละเมิดเกียรติที่อัลลอฮ์ทรงให้ไว้

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«إِنَّ دِمَاءَكُمْ وَأَمْوَالَكُمْ وَأَعْرَاضَكُمْ عَلَيْكُمْ حَرَامٌ»

“แท้จริงเลือดเนื้อ ทรัพย์สิน และเกียรติของพวกท่าน เป็นสิ่งต้องห้ามต่อกัน”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

     คำว่า أعراضكم ในหะดีษนี้ครอบคลุมถึงเกียรติ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของมนุษย์ แสดงว่าอิสลามมิได้หวงแหนเพียงชีวิตและทรัพย์สินของคน แต่ยังหวงแหนความรู้สึกและเกียรติของเขาด้วย ดังนั้น การใช้คำพูดประชดประชัน การประจาน การเยาะเย้ย การทำให้คนอับอาย หรือการทำลายความมั่นใจของผู้อื่น ล้วนขัดต่อเจตนารมณ์ของศาสนา

 

 

ความเมตตาเป็นหัวใจของสารอิสลาม

 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสถึงท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ

“และเรามิได้ส่งเจ้ามา นอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก”

(อัลอัมบิยาอ์ : 107)

      การที่ท่านนบี ﷺ เป็น เราะห์มะฮ์ แก่สากลโลก มิได้หมายถึงเมตตาเฉพาะต่อผู้ศรัทธาเท่านั้น แต่รวมถึงความเมตตาในวิธีพูด วิธีตักเตือน วิธีสอน และวิธีปฏิบัติต่อผู้คนทุกระดับ ท่านไม่ใช่เพียงผู้สอนบทบัญญัติ แต่เป็นแบบอย่างของผู้เข้าใจหัวใจมนุษย์

     อัลลอฮ์ยังตรัสอีกว่า

 

فَبِمَا رَحْمَةٍ مِّنَ اللَّهِ لِنتَ لَهُمْ ۖ وَلَوْ كُنتَ فَظًّا غَلِيظَ الْقَلْبِ لَانفَضُّوا مِنْ حَوْلِكَ

“ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮ์นั่นเอง เจ้าจึงอ่อนโยนต่อพวกเขา

และหากเจ้าเป็นผู้หยาบกระด้าง และแข็งกระด้างหัวใจแล้ว แน่นอนพวกเขาย่อมสลายตัวหนีไปจากรอบข้างเจ้า”

(อาลิอิมรอน : 159)

     อายะฮ์นี้ชี้ให้เห็นชัดว่า ความหยาบกระด้างทำให้ผู้คนหนีห่าง แต่ความอ่อนโยนทำให้หัวใจเปิดรับ ฉะนั้น ผู้เรียกร้องสู่ศาสนา ผู้สอน ผู้ปกครอง พ่อแม่ สามี ภรรยา หรือคนทั่วไป หากขาดความนุ่มนวล แม้จะพูดเรื่องจริง ก็อาจทำให้ความจริงนั้นถูกปฏิเสธเพราะวิธีการที่แข็งกระด้าง

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«الرَّاحِمُونَ يَرْحَمُهُمُ الرَّحْمَٰنُ، ارْحَمُوا مَنْ فِي الْأَرْضِ يَرْحَمْكُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ»

“บรรดาผู้มีเมตตา พระผู้ทรงเมตตาจะทรงเมตตาพวกเขา

พวกท่านจงเมตตาผู้ที่อยู่ในแผ่นดิน แล้วผู้ที่อยู่เหนือฟากฟ้าจะเมตตาพวกท่าน”

(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์)

     นี่คือหลักการใหญ่ของอิสลาม คือ ผู้ที่หวังความเมตตาจากอัลลอฮ์ ต้องเป็นผู้มอบความเมตตาแก่ผู้อื่นก่อน

 

 

อิสลามสอนให้ระวังคำพูด เพราะคำพูดทำร้ายหัวใจได้

 

     คนจำนวนมากมักคิดว่าการทำร้ายผู้อื่นต้องเป็นการลงมือทางกายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง คำพูดหลายคำสร้างบาดแผลลึกยิ่งกว่าการทำร้ายทางร่างกาย อิสลามจึงให้ความสำคัญกับมารยาทของลิ้นอย่างมาก

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

وَقُولُوا لِلنَّاسِ حُسْنًا

“และพวกเจ้าจงกล่าวถ้อยคำที่ดีงามแก่ผู้คน”

(อัลบะเกาะเราะฮ์ : 83)

และตรัสอีกว่า

وَقُل لِّعِبَادِي يَقُولُوا الَّتِي هِيَ أَحْسَنُ

“และจงกล่าวแก่ปวงบ่าวของข้าว่า ให้พวกเขาพูดในสิ่งที่ดีที่สุด”

(อัลอิสรออ์ : 53)

     คำสอนนี้มิใช่เพียงห้ามคำหยาบเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เลือกใช้คำพูดที่ดีที่สุด อ่อนโยนที่สุด และเหมาะสมที่สุด เพราะบางครั้งสิ่งที่เราจะพูดอาจเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ความจริงทุกอย่างที่ต้องพูดออกมา และไม่ใช่ทุกความจริงที่ควรพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«مَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ فَلْيَقُلْ خَيْرًا أَوْ لِيَصْمُتْ»

“ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ ก็จงพูดในสิ่งที่ดี หรือไม่เช่นนั้นก็จงเงียบ”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

     หะดีษนี้เป็นหลักจริยธรรมที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันสอนให้มุสลิมชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนเปล่งออกไป ถ้าคำพูดนั้นไม่ก่อประโยชน์ ไม่เยียวยา ไม่สร้างสรรค์ และอาจทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่น การเงียบย่อมประเสริฐกว่า

 

 

อิสลามสอน ห้ามเยาะเย้ย ดูถูก และด้อยค่าผู้อื่น

 

     อัลกุรอานได้พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนมาก อัลลอฮ์ตรัสว่า

 

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا يَسْخَرْ قَوْمٌ مِّن قَوْمٍ عَسَىٰ أَن يَكُونُوا خَيْرًا مِّنْهُمْ وَلَا نِسَاءٌ مِّن نِّسَاءٍ عَسَىٰ أَن يَكُنَّ خَيْرًا مِّنْهُنَّ

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย กลุ่มชนหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยอีกกลุ่มชนหนึ่ง บางทีพวกเขาอาจดีกว่าพวกตนก็ได้

และบรรดาหญิงก็อย่าเยาะเย้ยบรรดาหญิงอื่น บางทีพวกนางอาจดีกว่าพวกนางก็ได้”

(อัลหุญุรอต : 11)

และอัลลอฮ์ตรัสต่อไปว่า

 

وَلَا تَلْمِزُوا أَنفُسَكُمْ وَلَا تَنَابَزُوا بِالْأَلْقَابِ

“และพวกเจ้าอย่าตำหนิกันเอง และอย่าตั้งฉายาให้กันในทางเสียหาย”

(อัลหุญุรอต : 11)

     อายะฮ์นี้สะท้อนความละเอียดอ่อนของอิสลามอย่างยิ่ง เพราะศาสนาไม่ได้ห้ามเฉพาะการทำร้ายร่างกาย แต่แม้แต่การตั้งชื่อเรียกที่ทำให้ผู้อื่นอับอายก็ยังถูกห้าม ทั้งที่หลายสังคมมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่น ๆ แต่ในอิสลาม การทำลายศักดิ์ศรีคนด้วยคำล้อเลียน ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«بِحَسْبِ امْرِئٍ مِنَ الشَّرِّ أَنْ يَحْقِرَ أَخَاهُ الْمُسْلِمَ»

“ความชั่วก็เพียงพอแล้วสำหรับคนหนึ่งคน ที่เขาดูหมิ่นพี่น้องมุสลิมของเขา”

(บันทึกโดยมุสลิม)

     คำว่า يَحْقِرَ หมายถึง การเห็นอีกฝ่ายต่ำต้อย ไร้ค่า และไม่น่าให้เกียรติ หะดีษนี้ชี้ว่าการดูถูกคนอื่นเพียงอย่างเดียว ก็เป็นความชั่วที่หนักหนาแล้ว เพราะมันสะท้อนถึงโรคของหัวใจ เช่น ความหยิ่งยโส การหลงตัวเอง และการขาดเมตตา

 

     อิหม่ามอัน-นะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ อธิบายโดยสรุปว่า การดูหมิ่นมุสลิมคือการถือว่าเขาต่ำต้อย และสิ่งนี้เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างร้ายแรง เพราะมุสลิมมีเกียรติและสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

 

 

อิสลามสั่งใช้ให้ทำดีต่อพ่อแม่ด้วยความละเอียดอ่อนทางอารมณ์

 

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا ۚ إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلَاهُمَا فَلَا تَقُل لَّهُمَا أُفٍّ وَلَا تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلًا كَرِيمًا

“และพระเจ้าของเจ้าได้ทรงกำหนดว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์

และจงทำดีต่อบิดามารดา หากคนหนึ่งคนใดหรือทั้งสองท่านถึงวัยชรากับเจ้าแล้ว ก็อย่าพูดกับท่านทั้งสองว่า อุฟ

และอย่าตวาดท่านทั้งสอง และจงกล่าวแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำอันมีเกียรติ”

(อัลอิสรออ์ : 23)

     สังเกตว่าอัลลอฮ์ไม่ได้กล่าวเพียงว่า “อย่าทำร้ายพ่อแม่” แต่ลงละเอียดถึงขั้น ห้ามพูดคำว่า “อุฟ” ซึ่งเป็นถ้อยคำแสดงความรำคาญเพียงเล็กน้อย นี่แสดงให้เห็นว่าอิสลามสนใจแม้แต่ความสะเทือนใจเพียงเล็กน้อยของพ่อแม่

 

     อิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮ์ อธิบายโดยสรุปว่า เมื่อแม้แต่คำบ่นเล็ก ๆ ยังถูกห้าม สิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่านั้นย่อมต้องห้ามยิ่งกว่า เช่น การขึ้นเสียง การประชด การทำให้เสียใจ หรือการทอดทิ้งท่านในยามอ่อนแอ

 

     ดังนั้น ผู้ที่ละหมาดกลางคืน แต่พูดจากระแทกกระทั้นต่อพ่อแม่ ย่อมยังไม่เข้าใจมารยาทแห่งอิสลามอย่างลึกซึ้ง เพราะอิสลามต้องการความดีที่สัมผัสได้ในชีวิตจริง มิใช่เพียงความเคร่งครัดเฉพาะเวลาประกอบอิบาดะฮ์

 

 

 อิสลามให้ความสำคัญต่อเพื่อนบ้านและผู้คนรอบตัว

 

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«مَا زَالَ جِبْرِيلُ يُوصِينِي بِالْجَارِ حَتَّى ظَنَنْتُ أَنَّهُ سَيُوَرِّثُهُ»

“ญิบรีลได้กำชับฉันเรื่องเพื่อนบ้านอยู่เสมอ จนฉันคิดว่าเขาจะถูกกำหนดให้มีสิทธิรับมรดก”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

     หะดีษนี้ชี้ชัดว่า สิทธิของเพื่อนบ้านในอิสลามมีความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการไม่รบกวนกัน แต่รวมถึงการใส่ใจ ความช่วยเหลือ ความเกรงใจ และการปกป้องเขาจากความเดือดร้อน

ท่านนบี ﷺ ยังกล่าวอีกว่า

«وَاللَّهِ لَا يُؤْمِنُ، وَاللَّهِ لَا يُؤْمِنُ، وَاللَّهِ لَا يُؤْمِنُ»

มีผู้ถามว่า “ใครหรือ โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์?”

ท่านตอบว่า

«الَّذِي لَا يَأْمَنُ جَارُهُ بَوَائِقَهُ»

“ผู้ที่เพื่อนบ้านของเขาไม่ปลอดภัยจากความชั่วของเขา”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์)

     นั่นหมายความว่า มาตรวัดอีมานไม่ใช่เพียงการกล่าวชะฮาดะฮ์หรือการทำอิบาดะฮ์เท่านั้น แต่ต้องสะท้อนออกมาในความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวด้วย ผู้ศรัทธาแท้จริงต้องเป็นที่ปลอดภัยของเพื่อนบ้าน มิใช่เป็นต้นเหตุแห่งความระแวง เดือดร้อน และความอึดอัด

 

 

การดูแลคนยากจนในอิสลาม ไม่ใช่เพียงให้อาหาร แต่ต้องรักษาเกียรติของเขา

 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

وَيُطْعِمُونَ الطَّعَامَ عَلَىٰ حُبِّهِ مِسْكِينًا وَيَتِيمًا وَأَسِيرًا ۝ إِنَّمَا نُطْعِمُكُمْ لِوَجْهِ اللَّهِ لَا نُرِيدُ مِنكُمْ جَزَاءً وَلَا شُكُورًا

“และพวกเขาให้อาหาร ทั้งที่ตนเองรักมัน แก่คนยากจน เด็กกำพร้า และเชลย

โดยกล่าวว่า แท้จริงเราให้อาหารแก่พวกท่านเพียงเพื่อพระพักตร์ของอัลลอฮ์

เรามิได้ต้องการการตอบแทนหรือคำขอบคุณใด ๆ จากพวกท่าน”

(อัลอินสาน : 8-9)

     นี่คือมารยาทที่สูงยิ่งในการช่วยเหลือ คือ ช่วยโดยไม่เหยียบศักดิ์ศรีของผู้รับ ไม่ทำบุญแบบทวงบุญคุณ ไม่ช่วยแล้วประจาน ไม่ให้แล้วทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่ำต้อย

     อัลลอฮ์ยังตรัสว่า

قَوْلٌ مَّعْرُوفٌ وَمَغْفِرَةٌ خَيْرٌ مِّن صَدَقَةٍ يَتْبَعُهَا أَذًى

“ถ้อยคำอันดีงามและการให้อภัยนั้น ดีกว่าทานที่ตามมาด้วยการทำร้ายความรู้สึก”

(อัลบะเกาะเราะฮ์ : 263)

     อายะฮ์นี้น่าใคร่ครวญอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงว่า ทานที่ตามมาด้วยการทำร้ายจิตใจผู้รับ อาจสูญเสียคุณค่าไป ในขณะที่ถ้อยคำดีงามกลับประเสริฐกว่า แสดงว่าอิสลามมิได้วัดการทำดีเพียงที่ตัววัตถุ แต่รวมถึงวิธีการ น้ำใจ และผลกระทบต่อหัวใจของผู้อื่นด้วย

 

 

 อิสลามห้ามการกดดันและซ้ำเติมผู้เดือดร้อน

 

     สำหรับผู้มีหนี้สินหรือผู้ประสบปัญหาทางการเงิน อิสลามไม่อนุญาตให้ซ้ำเติมเขา แต่สอนให้ผ่อนปรนและเห็นใจ

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

وَإِن كَانَ ذُو عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إِلَىٰ مَيْسَرَةٍ

“และหากเขาเป็นผู้คับขัน ก็จงผ่อนเวลาให้จนกว่าเขาจะมีความสะดวก”

(อัลบะเกาะเราะฮ์ : 280)

     อายะฮ์นี้สะท้อนความเมตตาของชะรีอะฮ์อย่างลึกซึ้ง เพราะแทนที่จะสอนให้กดดันลูกหนี้จนหมดหนทาง ศาสนากลับสอนให้ผ่อนผันและเปิดโอกาสแก่ผู้ลำบาก

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

«مَنْ نَفَّسَ عَنْ مُؤْمِنٍ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ الدُّنْيَا نَفَّسَ اللَّهُ عَنْهُ كُرْبَةً مِنْ كُرَبِ يَوْمِ الْقِيَامَةِ»

“ผู้ใดบรรเทาความทุกข์หนึ่งจากความทุกข์ทั้งหลายของผู้ศรัทธาในโลกนี้

อัลลอฮ์จะทรงบรรเทาความทุกข์หนึ่งจากความทุกข์ทั้งหลายของเขาในวันกิยามะฮ์”

(บันทึกโดยมุสลิม)

     ดังนั้น การเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น การไม่ซ้ำเติมผู้ผิดพลาด การไม่กดดันผู้ที่กำลังจนมุม จึงเป็นอิบาดะฮ์อย่างหนึ่งในอิสลาม มิใช่เพียงมารยาททางสังคมทั่วไป

 

 

อิสลามห้ามการคาดเดาร้าย สอดแนม และนินทา เพราะทำลายความสัมพันธ์และหัวใจมนุษย์

 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اجْتَنِبُوا كَثِيرًا مِّنَ الظَّنِّ إِنَّ بَعْضَ الظَّنِّ إِثْمٌ وَلَا تَجَسَّسُوا وَلَا يَغْتَب بَّعْضُكُم بَعْضًا

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงหลีกเลี่ยงการคาดเดาหลายประการ แท้จริงบางการคาดเดานั้นเป็นบาป

และอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาบางคนอีก”

(อัลหุญุรอต : 12)

     การคาดเดาร้ายทำให้เราอ่านเจตนาของผู้อื่นในด้านลบ การสอดแนมทำให้ผู้อื่นสูญเสียความเป็นส่วนตัว และการนินทาทำให้เกียรติของคนถูกฉีกลับหลัง ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าอิสลามต้องการปกป้องทั้ง ความรู้สึก ความไว้วางใจ และศักดิ์ศรีของสังคม

 

     อิบนุตัยมียะฮ์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ มีใจความสำคัญว่า ผู้ศรัทธาควรตีความคำพูดและการกระทำของพี่น้องตนไปในทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตราบใดที่ยังมีช่องให้ตีความในทางดีได้ แนวคิดนี้สะท้อนมารยาทชั้นสูงของอิสลามในการรักษาหัวใจและความสัมพันธ์

 

 

มาตรวัดความดีในอิสลาม คือการทำให้ผู้คนปลอดภัยจากเรา

 

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«الْمُسْلِمُ مَنْ سَلِمَ الْمُسْلِمُونَ مِنْ لِسَانِهِ وَيَدِهِ»

“มุสลิมคือผู้ที่บรรดามุสลิมปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

     หะดีษนี้สรุปสารสำคัญของเรื่องนี้ไว้อย่างงดงาม มุสลิมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงผู้ประกอบพิธีกรรม แต่คือผู้ที่ผู้คนปลอดภัยจากเขา ทั้งจากมือที่ทำร้าย และจากลิ้นที่เชือดเฉือน

     ในอีกหะดีษหนึ่ง ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«لَا يَحِلُّ لِمُسْلِمٍ أَنْ يُرَوِّعَ مُسْلِمًا»

“ไม่อนุญาตสำหรับมุสลิมที่จะทำให้มุสลิมคนหนึ่งตกใจหวาดกลัว”

(บันทึกโดยอบูดาวูด)

     หากแม้แต่การทำให้ผู้อื่นตกใจยังถูกห้าม ยิ่งการทำให้เขาเสียใจ อับอาย กดดัน และแตกสลายทางความรู้สึก ย่อมยิ่งต้องระวังมากกว่าเดิม

 

 

คำพูดของอุละมาอ์เกี่ยวกับเมตตาและมารยาทต่อผู้คน

 

     อิบนุลก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวโดยสรุปความว่า ศาสนาทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนมารยาทและคุณธรรม ผู้ใดเพิ่มพูนมารยาทของตน เขาย่อมเพิ่มพูนศาสนาของตนด้วย ความหมายนี้ลึกซึ้งมาก เพราะชี้ว่าความเคร่งครัดที่ไร้มารยาท ไร้เมตตา และไร้ความอ่อนโยน มิใช่ความสมบูรณ์ของศาสนา

 

     อัล-หะสัน อัล-บัศรี เราะหิมะฮุลลอฮ์ มีรายงานในความหมายว่า ผู้ศรัทธาคือผู้มีอกกว้าง ใบหน้าแจ่มใส และคำพูดอ่อนโยน ส่วนคนชั่วคือผู้หยาบกระด้าง แข็งกระด้าง และชอบทำร้ายผู้คน ความหมายนี้ตรงกับหลักใหญ่ของอิสลามที่ทำให้ศาสนาเชื่อมโยงกับความงามของบุคลิกและการปฏิบัติต่อผู้อื่น

 

     สุฟยาน อัษ-เษารีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองลิ้น และถือว่าการหลุดคำพูดที่ทำร้ายผู้คน เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะบาปของลิ้นสามารถทำลายผลบุญอันมากมายได้

 

 

สังคมที่อิสลามต้องการ : สังคมแห่งเมตตา ไม่ใช่สังคมแห่งการตัดสิน

 

     เมื่อรวบรวมตัวบททั้งหมด จะเห็นว่าอิสลามต้องการสร้างมนุษย์ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

     คือเป็นคนที่ฟังมากกว่าตัดสิน ช่วยมากกว่าซ้ำเติม เมตตามากกว่าประณาม ปกป้องเกียรติผู้อื่นมากกว่าประจาน และพยายามเข้าใจความทุกข์ของผู้คนมากกว่าตั้งตนเป็นผู้พิพากษา

 

♦ คนที่ไม่เคยจน อาจไม่เข้าใจแรงกดดันของคนมีหนี้

♦ คนที่ไม่เคยสูญเสีย อาจไม่เข้าใจน้ำหนักของความเศร้า

♦ คนที่ไม่เคยหิว อาจไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่รออาหารมื้อเดียว

♦ คนที่ไม่เคยถูกดูถูก อาจไม่รู้ว่าคำพูดหนึ่งคำทำลายหัวใจได้เพียงใด

 

     เพราะเหตุนี้ อิสลามจึงไม่ปล่อยให้มนุษย์ใช้ “ความไม่เข้าใจ” เป็นข้ออ้างในการทำร้ายกัน แต่สอนให้เรา ถ่อมตนต่อประสบการณ์ของผู้อื่น และปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตา แม้เราไม่เคยผ่านเหตุการณ์เดียวกับเขาก็ตาม

 

     อิสลามคือศาสนาแห่งเมตตาอย่างแท้จริง และความเมตตานั้นมิได้อยู่เพียงในคำขวัญหรือทฤษฎี แต่ปรากฏอยู่ในตัวบทอย่างละเอียดลึกซึ้ง ตั้งแต่คำสั่งให้พูดดี ห้ามดูถูก ห้ามเยาะเย้ย ห้ามตั้งฉายา ห้ามนินทา ห้ามคาดเดาร้าย ห้ามทำร้ายความรู้สึกพ่อแม่ สั่งให้ดูแลเพื่อนบ้าน สั่งให้ผ่อนปรนแก่ผู้ลำบาก และสั่งให้ช่วยเหลือคนยากจนโดยไม่เหยียบศักดิ์ศรีของเขา

 

     ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจอิสลามอย่างแท้จริง จะไม่มองความเคร่งศาสนาแค่จำนวนอิบาดะฮ์ แต่จะมองไปถึงผลของอิบาดะฮ์นั้นที่สะท้อนออกมาในมารยาท ความอ่อนโยน และความใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้คน หากการละหมาดไม่ทำให้เรานุ่มนวลขึ้น หากการถือศีลอดไม่ทำให้เราสงสารผู้หิวโหยมากขึ้น หากความรู้ศาสนาไม่ทำให้เราถ่อมตนและมีเมตตามากขึ้น แสดงว่าเรายังต้องกลับมาทบทวนการเข้าใจศาสนาของเราใหม่

 

     มุสลิมที่แท้จริง จึงไม่ใช่ผู้ที่คนเห็นว่าเคร่งที่สุดเท่านั้น แต่คือผู้ที่ผู้คน ปลอดภัยจากลิ้นของเขา ปลอดภัยจากการดูถูกของเขา ปลอดภัยจากความหยาบกระด้างของเขา และได้รับไออุ่นแห่งเมตตาจากหัวใจของเขา นี่คืออิสลามที่ลงลึกถึงรายละเอียดของหัวใจมนุษย์ และนี่คือความงดงามของศาสนาที่อัลลอฮ์ ประทานมาเพื่อเยียวยาโลก