เจ้าสาวกับการอวดโฉมในวันแต่งงาน
  จำนวนคนเข้าชม  80

เจ้าสาวกับการอวดโฉมในวันแต่งงาน

( เมื่อเมคอัพถูกให้ความสำคัญเหนือหิญาบและละหมาด )

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

          การแต่งงานในอิสลามถูกวางไว้ให้เป็นประตูสู่ความสงบ ความบริสุทธิ์ และการเริ่มต้นชีวิตคู่บนพื้นฐานของความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ มิใช่เวทีแห่งการโอ้อวดหรือการแข่งขันด้านความงามต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะห์ร็อม 

 

          แต่ปัญหาที่เห็นชัดในยุคปัจจุบันคือ เจ้าสาวจำนวนไม่น้อยกลับทำให้ “วันนิกาห์” กลายเป็นวันที่เปิดหน้า เปิดความงาม เปิดเครื่องประดับ และตั้งใจให้คนอื่นมอง ทั้งยังมีบางรายปล่อยเวลาละหมาดให้ผ่านไปเพียงเพราะเกรงว่าวุฎูอ์จะทำให้เครื่องสำอางราคาแพงเสียหาย นี่ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านมารยาท หากแต่เป็นการสลับลำดับคุณค่าในหัวใจ ระหว่างสิทธิของอัลลอฮ์กับสายตาของมนุษย์

อัลลอฮ์ตรัสว่า

وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا

“และพวกนางอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง นอกจากสิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว” 

(อันนูร 24:31) 

และพระองค์ตรัสอีกว่า

وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَى

“และพวกนางอย่าอวดโฉมเยี่ยงการอวดโฉมของยุคญาฮิลียะฮ์ครั้งแรก” 

(อัลอะห์ซาบ 33:33) 

          นักตัฟสีรอธิบายว่า “ซีนะฮ์” ในอายะฮ์นี้หมายถึงสิ่งที่ใช้ประดับตกแต่งความงาม และโดยนัยรวมถึงอวัยวะหรือส่วนที่เป็นที่ตั้งของเครื่องประดับเหล่านั้นด้วย ดังนั้นหลักการเดิมคือ สตรีมิได้รับอนุญาตให้เปิดเผยความงามและเครื่องประดับแก่ผู้ที่อัลลอฮ์มิได้อนุญาตไว้

 

          ด้วยเหตุนี้ การที่เจ้าสาวแต่งหน้าเต็มรูปแบบ เปิดใบหน้า เปิดคอ เปิดเครื่องประดับ หรือจัดงานในลักษณะที่ชายแปลกหน้ามองเห็นความงามของเธอ จึงไม่ใช่เพียง “เรื่องปกติของงานแต่ง” แต่เข้าข่ายการแสดงความงามต่อผู้ที่ไม่ควรเห็น 

 

          หลักการศาสนาไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะวันนั้นเป็นวันแต่งงาน ตรงกันข้าม วันนั้นควรเป็นวันที่ต้องระวังบาปมากขึ้น เพราะเป็นวันเริ่มต้นครอบครัวใหม่ และความหวังต่อบะรอกะฮ์ของชีวิตสมรสก็ย่อมผูกอยู่กับการเชื่อฟังอัลลอฮ์ตั้งแต่ก้าวแรก

 

          ท่านนบี ﷺ ได้เตือนไว้อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการแต่งกายและการยั่วยวนสายตา โดยมีหะดีษเศาะฮีห์ในเศาะฮีห์มุสลิมว่า มีสตรีประเภทหนึ่งคือ

 

«كَاسِيَاتٌ عَارِيَاتٌ، مَائِلَاتٌ مُمِيلَاتٌ»

คือ “แต่งกายแต่เปลือย” โน้มเอียงและทำให้ผู้อื่นโน้มเอียง 

 

          และท่านนบี ﷺ เตือนถึงความร้ายแรงของสภาพเช่นนั้นอย่างหนัก หะดีษนี้แม้กล่าวกว้างกว่างานแต่ง แต่ย่อมครอบคลุมทุกสภาพที่สตรีทำตนเป็นจุดดึงดูดสายตาและฟิตนะฮ์ รวมถึงงานแต่งที่ถูกจัดให้เป็นเวทีโชว์ความงามด้วย

อีกหะดีษหนึ่งระบุว่า

«أَيُّمَا امْرَأَةٍ اسْتَعْطَرَتْ فَمَرَّتْ عَلَى قَوْمٍ لِيَجِدُوا مِنْ رِيحِهَا فَهِيَ زَانِيَةٌ»

“สตรีคนใดใช้น้ำหอมแล้วเดินผ่านผู้คนเพื่อให้พวกเขาได้กลิ่นของนาง นางก็เป็นดั่งผู้ล่วงประเวณี” 

 

          หมายถึงการกระทำของนางเป็นการเชื้อเชิญฟิตนะฮ์ มิใช่การตัดสินว่านางเป็นซินาจริงตามบทลงโทษทางกฎหมาย หะดีษนี้ชี้ชัดว่า แม้เพียงกลิ่นหอมที่ตั้งใจให้ชายแปลกหน้ารับรู้ยังถูกตำหนิอย่างรุนแรง แล้วจะกล่าวเช่นไรกับการแต่งหน้าแต่งตาเต็มรูปแบบ การเปิดหน้า และการตั้งใจให้คนทั้งงานมองความงามของเจ้าสาว

 

เชค อับดุลอะซีซ อิบนุบาซ กล่าวว่า

«فالواجب على النساء تقوى الله سبحانه وتعالى والحذر مما حرم الله من إبداء الزينة لغير المحارم والتبرج الذي حرمه الله»

 

     “สตรีทั้งหลายจำเป็นต้องยำเกรงอัลลอฮ์ และระวังสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม คือการเปิดเผยความงามแก่ผู้ที่ไม่ใช่มะห์ร็อม และการตะบัรรุจญ์ที่อัลลอฮ์ทรงห้าม “

     ท่านยังอธิบายด้วยว่านี่คือสิ่งที่บริสุทธิ์กว่าแก่หัวใจ และปลอดภัยกว่าสำหรับสังคมจากฟิตนะฮ์และความชั่วช้า คำวินิจฉัยนี้ตรงประเด็นกับงานแต่งร่วมสมัยอย่างชัดเจน เพราะหลายงานได้ทำให้การตะบัรรุจญ์กลายเป็น “ธรรมเนียม” ทั้งที่ในสายตาชะรีอะฮ์ มันยังคงเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นเดิม

 

ในอีกฟัตวาหนึ่ง อิบนุบาซกล่าวถึงความหมายของตะบัรรุจญ์ว่าเป็น

«إظهار المحاسن والمفاتن»

คือ “การเปิดเผยความงามและสิ่งยั่วยวน” 

          นี่จึงไม่จำกัดเพียงการเปิดเสื้อผ้าบางส่วน แต่รวมถึงการแต่งหน้า การทำผม การเน้นดวงตา การเผยเครื่องประดับ และทุกสิ่งที่ทำให้สตรีกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของชายต่างชาติ เมื่อมองเช่นนี้ ปัญหางานแต่งจำนวนมากจึงไม่ใช่เพียงเรื่องรูปแบบ แต่เป็นปัญหาเชิงหลักการโดยตรง

 

 

          สิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าการอวดโฉม คือการปล่อยให้ละหมาดหลุดเวลาเพราะหวงเมคอัพ ละหมาดเป็นเสาหลักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรองจากชะฮาดะฮ์ และเป็นการงานแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮ์

ดังหะดีษว่า

«إِنَّ أَوَّلَ مَا يُحَاسَبُ بِهِ الْعَبْدُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ الصَّلَاةُ»

“แท้จริงสิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮ์ คือการละหมาด” 

 

     เมื่อความงามชั่วคราวบนใบหน้าถูกให้ความสำคัญมากกว่าการยืนต่อหน้าอัลลอฮ์ในเวลาที่พระองค์กำหนด นั่นย่อมสะท้อนโรคของหัวใจ ไม่ใช่เพียงปัญหาความเข้าใจด้านเครื่องสำอาง

 

 

หลักเกณฑ์เรื่องเครื่องสำอางกับวุฎูอ์นั้นชัดเจน เชคอิบนุบาซวินิจฉัยว่า

 

«إذا كان المكياج له جسم يمنع الماء يزال، وإن كان ما له جسم مجرد صبغ لا يكون له جرم فلا يلزم إزالته»

 

      หากเมคอัพมีเนื้อหรือชั้นเคลือบที่ขวางไม่ให้น้ำถึงผิว ก็จำเป็นต้องลบออก แต่ถ้าเป็นเพียงสี ไม่มีชั้นกั้นน้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องลบออก หลักการ เครื่องสำอางบางชนิดเป็นเพียงสี แต่บางชนิดมีมวลหรือชั้นกันน้ำ หากขวางน้ำ วุฎูอ์ย่อมไม่ถูกต้องจนกว่าจะลบออกให้เรียบร้อยเสียก่อน

 

     ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเมคอัพแพงแค่ไหน แต่อยู่ที่มันขวางน้ำหรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าราคาจะสี่พันหรือห้าพัน ก็ไม่มีมูลค่าใดสูงกว่าวุฎูอ์และละหมาด

 

     หากผู้หญิงคนหนึ่งยอมให้ละหมาดหมดเวลาเพราะห่วงเครื่องสำอาง เท่ากับนางได้ทำให้ของประดับภายนอกมีสถานะสูงกว่าสิทธิของพระผู้เป็นเจ้า และนี่คือความสูญเสียที่แท้จริง

 

          ยิ่งเมื่อปัญหานี้เกิดในวันแต่งงาน ความน่าหวั่นเกรงก็ยิ่งมากขึ้น เพราะวันนั้นควรเป็นวันที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว

     แสดงการขอบคุณอัลลอฮ์ แสดงความสำรวม

     และเริ่มต้นบ้านด้วยความเชื่อฟัง

     แต่กลับกลายเป็นวันที่บางคนเปิดเผยออเราะฮ์ อวดโฉม รับสายตาผู้ชายแปลกหน้า ถ่ายภาพอย่างเปิดเผย

     และเลื่อนหรือทิ้งละหมาดเพราะกลัวเครื่องสำอางหลุด

     สภาพเช่นนี้แม้จะถูกสังคมยกย่องว่า “สวย” หรือ “สมบูรณ์แบบ” แต่ในมุมมองของอีหม่าน มันคือความน่ากลัว เพราะความสวยที่ตั้งอยู่บนการฝ่าฝืน ไม่ใช่ความสวยที่นำบะรอกะฮ์

 

          อิสลามไม่ได้ห้ามสตรีแต่งตัวสวยเพื่อสามี ตรงกันข้าม การประดับตนเพื่อคู่ครองเป็นสิ่งที่มีที่ทางในศาสนา แต่ข้อห้ามคือการย้ายความงามนั้นออกจากขอบเขตที่อัลลอฮ์อนุญาต ไปสู่สายตาของคนแปลกหน้า 

 

          การแต่งหน้าไม่เป็นที่ต้องห้ามในตัวมันเอง หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ เช่น ไม่แสดงต่อ ชายแปลกหน้า ที่ไม่ใช่มะหฺรอม  วัสดุไม่เป็นอันตราย และผลของมันไม่ขัดหลักศาสนา นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “ความงามที่ฮะลาล” กับ “ความงามที่กลายเป็นการอวดโฉม 

 

          เจ้าสาวที่แท้จริงในสายตาอิสลาม ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้คนทั้งงานตะลึงในความงาม แต่คือผู้ที่เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการเชื่อฟังอัลลอฮ์ ปกป้องหิญาบ รักษาละหมาด และไม่ยอมให้เมคอัพ เสื้อผ้า หรือคำชมของผู้คน มาอยู่เหนือคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า 

 

     วันแต่งงานที่มีบะรอกะฮ์ จึงไม่ใช่งานที่เปิดเผยความงามมากที่สุด แต่คือ งานที่รักษาขอบเขตของศาสนาได้มากที่สุด 

และไม่ยอมให้ “ใบหน้า” สำคัญกว่า “การสุญูด” 

ไม่ยอมให้ “เครื่องสำอาง” สำคัญกว่า “วุฎูอ์” 

และไม่ยอมให้ “สายตาคน” สำคัญกว่า “ความพอพระทัยของอัลลอฮ์”