
ความขัดแย้งของชนชาติต่าง ๆ ยุคสุดท้าย
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ในหะดีษที่กล่าวถึงยุคสุดท้าย ยิว โรมัน อาหรับ และเปอร์เซีย กับบทเรียนสำหรับมุสลิม
เมื่อพิจารณาหะดีษจำนวนหนึ่งที่กล่าวถึง อัชราฏ สัญญาณใกล้วันกิยามะห์ จะพบว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ความปั่นป่วน ความขัดแย้ง การทรยศ การสู้รบ และการเปลี่ยนดุลอำนาจของประชาชาติไว้อย่างน่าพิจารณาอย่างยิ่ง ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับ ยิว โรมัน อาหรับ เปอร์เซีย และชนชาติอื่น ๆ ที่จะมีบทบาทในประวัติศาสตร์ในยุคสุดท้าย
อย่างไรก็ดี การศึกษาหะดีษในหัวข้อนี้จำเป็นต้องอาศัย หลักวิชา ความเข้าใจที่ถูกต้อง และคำอธิบายของบรรดานักวิชาการสลัฟ เพราะหากนำหะดีษไปผูกกับเหตุการณ์การเมืองร่วมสมัยโดยไม่พิเคราะห์ อาจทำให้เกิดการตีความเกินขอบเขต หรือทำให้หะดีษซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเตือนสติผู้ศรัทธา กลายเป็นเพียงเครื่องมือวิเคราะห์ข่าวโลกเท่านั้น
อิสลามมิได้สอนให้มุสลิมหมกมุ่นอยู่กับการชี้นิ้วว่า “ใครคือฝ่ายนั้นในหะดีษ” หรือ “เหตุการณ์นี้ตรงกับบทใด” โดยละเลยการปฏิรูปตนเอง ตรงกันข้าม หะดีษที่กล่าวถึงยุคสุดท้าย มีหน้าที่สำคัญในการ ปลุกหัวใจให้ตื่นตัว เตือนให้ยึดมั่นในศาสนา และสอนให้ระวังฟิตนะฮ์ ที่จะถาโถมเข้ามาทั้งจากภายนอกและภายในประชาชาติอิสลาม
ความหมายของหะดีษในยุคสุดท้าย และกรอบในการทำความเข้าใจ
คำว่า สัญญาณวันกิยามะห์ หมายถึงสัญญาณหรือเครื่องบ่งชี้ถึงการใกล้มาถึงของวันกิยามะห์ ซึ่งมีทั้งสัญญาณเล็กและสัญญาณใหญ่ บรรดานักวิชาการ เช่น อิบนุหะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์, อัน-นะวะวีย์, อัล-กุรฏุบีย์, อิบนุกะษีร และนักวิชาการร่วมสมัยหลายท่าน ได้อธิบายว่า หะดีษในหมวดนี้มีทั้งที่กล่าวถึง
♦ ความเสื่อมทางศีลธรรม
♦ การขยายตัวของฟิตนะฮ์
♦ การนองเลือด
♦ ความแปรปรวนของดุลอำนาจโลก
♦ สงครามใหญ่
♦ การทรยศระหว่างประชาชาติ
♦ ความอ่อนแอภายในของมุสลิมเอง
ดังนั้น การกล่าวถึงชนชาติต่าง ๆ ในหะดีษ ไม่ใช่เพื่อสนองอารมณ์ทางการเมือง แต่เพื่อให้ผู้ศรัทธาเห็นว่า ประวัติศาสตร์หะดีษในยุคสุดท้าย จะเต็มไปด้วยความผันผวน และผู้ที่ยืนหยัดอยู่ได้ คือผู้ที่มั่นคงต่ออีหม่านและซุนนะฮ์
ประการที่หนึ่ง : ยิวในหะดีษยุคสุดท้าย จุดจบคือ ถูกมุสลิมกวาดล้าง
ในบรรดาหะดีษที่มีชื่อเสียงมาก คือหะดีษที่กล่าวถึงการเผชิญหน้าระหว่างมุสลิมกับยิวในหะดีษยุคสุดท้าย
عن أبي هريرة رضي الله عنه أن رسول الله ﷺ قال:
«لَا تَقُومُ السَّاعَةُ حَتَّى يُقَاتِلَ الْمُسْلِمُونَ الْيَهُودَ، فَيَقْتُلَهُمُ الْمُسْلِمُونَ، حَتَّى يَخْتَبِئَ الْيَهُودِيُّ مِنْ وَرَاءِ الْحَجَرِ وَالشَّجَرِ، فَيَقُولُ الْحَجَرُ أَوِ الشَّجَرُ: يَا مُسْلِمُ، يَا عَبْدَ اللَّهِ، هَذَا يَهُودِيٌّ خَلْفِي، فَتَعَالَ فَاقْتُلْهُ، إِلَّا الْغَرْقَدَ فَإِنَّهُ مِنْ شَجَرِ الْيَهُودِ»
(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ رضي الله عنه รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:
“วันกิยามะห์จะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่ามุสลิมจะสู้รบกับยิว แล้วมุสลิมจะสังหารพวกเขา จนยิวคนหนึ่งไปหลบอยู่หลังหินและต้นไม้
แล้วหินหรือต้นไม้นั้นจะกล่าวว่า โอ้มุสลิม โอบ่าวของอัลลอฮ์ นี่คือยิวที่อยู่ข้างหลังฉัน จงมาสังหารเขาเสีย
ยกเว้นต้นฆ็อรก็อด เพราะมันเป็นต้นไม้ของยิว”
คำอธิบายอุละมาอ์
อิหม่ามอัน-นะวะวีย์ อธิบายโดยสรุปว่า หะดีษนี้เป็นหนึ่งใน เครื่องหมายแห่งปาฏิหาริย์ของนบี ﷺ เพราะเป็นการแจ้งข่าวล่วงหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นข่าวจริงที่จำเป็นต้องเชื่อเมื่อตัวบทนั้นมีความถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม อุละมาอ์เตือนว่า หะดีษนี้ต้องเข้าใจในกรอบของ เหตุการณ์ในยุคดสุดท้าย ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนด มิใช่การอนุญาตให้ละเมิดผู้คนตามอำเภอใจ และมิใช่คำสอนให้เกลียดชังผู้คนด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเป็นยิวในที่นี้อยู่ในบริบทของความขัดแย้งปลายยุคตามที่วะห์ยูได้แจ้งไว้ ไม่ใช่การยกเลิกหลักความยุติธรรมทั่วไป
อัลลอฮ์ตรัสว่า:
وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَىٰ أَلَّا تَعْدِلُوا ۚ اعْدِلُوا هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى
“และอย่าให้ความเกลียดชังต่อกลุ่มชนหนึ่ง ผลักดันพวกเจ้าให้ไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด นั่นใกล้ชิดต่อความยำเกรงยิ่งกว่า”
(อัล-มาอิดะฮ์: 8)
ดังนั้น มุสลิมต้องแยกแยะระหว่าง การศรัทธาในข่าวจากหะดีษ กับ การปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยความยุติธรรมตามหลักศาสนา
ประการที่สอง : โรมันในหะดีษยุคสุดท้าย
คำว่า الروم ในหะดีษ เดิมใช้กับอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ แต่บรรดาอุละมาอ์บางท่านเมื่ออธิบายในเชิงประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ ก็ชี้ว่าคำนี้อาจมีนัยถึงโลกคริสต์ตะวันตกในความหมายกว้างในบางบริบท
عن ذي مخبر رضي الله عنه قال: سمعت رسول الله ﷺ يقول:
«سَتُصَالِحُونَ الرُّومَ صُلْحًا آمِنًا، فَتَغْزُونَ أَنْتُمْ وَهُمْ عَدُوًّا مِنْ وَرَائِكُمْ، فَتَنْتَصِرُونَ وَتَغْنَمُونَ وَتَسْلَمُونَ، ثُمَّ تَرْجِعُونَ حَتَّى تَنْزِلُوا بِمَرْجٍ ذِي تُلُولٍ، فَيَرْفَعُ رَجُلٌ مِنَ الرُّومِ الصَّلِيبَ، فَيَقُولُ: غَلَبَ الصَّلِيبُ، فَيَغْضَبُ رَجُلٌ مِنَ الْمُسْلِمِينَ، فَيَدُقُّهُ، فَعِنْدَ ذَلِكَ تَغْدِرُ الرُّومُ، وَتَجْمَعُ لِلْمَلْحَمَةِ»
(บันทึกโดย อบูดาวูด และอิบนุมาญะฮ์ และนักวิชาการหลายท่านรับรองความหมายของมัน)
จากซู มัคบัร رضي الله عنه กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:
“พวกท่านจะทำสนธิสัญญาสงบศึกกับชาวโรมันอย่างปลอดภัย แล้วพวกท่านและพวกเขาจะร่วมกันทำสงครามกับศัตรูที่อยู่เบื้องหลังพวกท่าน
แล้วพวกท่านจะได้รับชัยชนะ ได้ทรัพย์เชลย และปลอดภัย
จากนั้นพวกท่านจะกลับมา จนกระทั่งลงพัก ณ ทุ่งแห่งหนึ่งที่มีเนินเขา แล้วชายคนหนึ่งจากโรมันจะยกไม้กางเขนขึ้นและกล่าวว่า ‘ไม้กางเขนมีชัย’
แล้วชายคนหนึ่งจากมุสลิมจะโกรธและไปทำลายมัน ขณะนั้นเองโรมันจะทรยศ และจะระดมพลเพื่อสงครามครั้งใหญ่”
คำอธิบายของบรรดานักวิชาการ
หะดีษนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติในยุคสุดท้ายจะมีลักษณะ ซับซ้อนและผันผวน กล่าวคือ อาจมีทั้งช่วงของการร่วมมือทางยุทธศาสตร์ และช่วงของการแตกหักอย่างรุนแรง
อิบนุกะษีรและนักอธิบายหะดีษหลายท่านชี้ว่า หะดีษนี้สอนว่า ความร่วมมือทางการเมืองไม่จำเป็นต้องแปลว่ามีความกลมกลืนทางความเชื่อ และการมีศัตรูร่วมชั่วคราวก็ไม่รับประกันว่าความขัดแย้งเชิงลึกจะหมดไป
บทเรียนตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้มุสลิมเข้าใจว่า การเมืองโลกไม่ตั้งอยู่บนความรักหรือความซื่อสัตย์ถาวร แต่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ การต่อรอง และการหักหลัง เมื่อถึงเวลาหนึ่งความเป็นพันธมิตรอาจเปลี่ยนเป็นสงครามใหญ่ได้
ประการที่สาม : อาหรับในหะดีษยุคสุดท้าย
หากจะมองภัยในยุคสุดท้าย เพียงจากศัตรูภายนอก ก็ถือว่ายังไม่ครบถ้วน เพราะหะดีษจำนวนมากเตือนถึง ฟิตนะฮ์ภายในสังคมมุสลิมเอง โดยเฉพาะในหมู่ชาวอาหรับและผู้นำของพวกเขา
عن أبي هريرة رضي الله عنه قال: قال رسول الله ﷺ:
«هَلَاكُ أُمَّتِي عَلَى يَدَيْ غِلْمَةٍ مِنْ قُرَيْشٍ»
(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์)
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ رضي الله عنه กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:
“ความพินาศของประชาชาติของฉัน จะอยู่ในมือของบรรดาวัยรุ่นหนุ่มจากกุร็อยช์”
คำอธิบายของบรรดานักวิชาการ
อิบนุหะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ อธิบายว่า หะดีษนี้ชี้ถึงผู้นำบางกลุ่มที่ขาดวุฒิภาวะ ขาดความยุติธรรม และใช้อำนาจในทางทำลายประชาชาติ จนกลายเป็นเหตุแห่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
หะดีษนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อันตรายที่คุกคามประชาชาติอิสลาม มิได้มาจากภายนอกเท่านั้น แต่บางครั้งเกิดจาก ผู้นำที่อธรรม ความทะเยอทะยานทางอำนาจ และความเสื่อมจากภายใน ซึ่งทำให้ประชาชาติอ่อนแรง เปิดช่องให้ศัตรูภายนอกเข้าครอบงำ
«يُوشِكُ الْأُمَمُ أَنْ تَدَاعَى عَلَيْكُمْ كَمَا تَدَاعَى الْأَكَلَةُ إِلَى قَصْعَتِهَا»
«بَلْ أَنْتُمْ يَوْمَئِذٍ كَثِيرٌ، وَلَكِنَّكُمْ غُثَاءٌ كَغُثَاءِ السَّيْلِ...»
“ประชาชาติทั้งหลายเกือบจะพากันรุมพวกท่าน เหมือนคนกินที่พากันรุมสำรับอาหารของตน”
มีผู้ถามว่า “เพราะวันนั้นพวกเรามีน้อยใช่ไหม?”
ท่านตอบว่า “ไม่ใช่ แต่วันนั้นพวกเจ้ามีจำนวนมาก ทว่าพวกเจ้าจะเป็นเหมือนฟองขยะบนกระแสน้ำ...”
(บันทึกโดย อบูดาวูด)
หะดีษนี้เป็นคำอธิบายสภาพของประชาชาติอิสลามเมื่อ หมดพลังจากภายใน แม้มีจำนวนมาก แต่ไร้น้ำหนัก ไร้ภาวะผู้นำ และไร้ความน่าเกรงขาม เพราะโรคของหัวใจ เช่น การรักดุนยาและกลัวความตาย
ประการที่สี่ : เปอร์เซียในหะดีษยุคสุดท้าย
สำหรับชาวเปอร์เซียหรือ فارس นั้น หะดีษไม่ได้กล่าวถึงพวกเขาในมิติเดียว แต่มีทั้งด้านที่เป็นคุณูปการ และด้านที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในประวัติศาสตร์
หนึ่งในหะดีษสำคัญที่ชี้ถึงคุณธรรมของชาวเปอร์เซียในด้านการแสวงหาความรู้ คือ
عن أبي هريرة رضي الله عنه قال: كنا جلوسًا عند النبي ﷺ فأنزلت عليه سورة الجمعة، فلما قرأ:
﴿وَآخَرِينَ مِنْهُمْ لَمَّا يَلْحَقُوا بِهِمْ﴾
قال رجل: من هؤلاء يا رسول الله؟
فوضع يده على سلمان، ثم قال:
«لَوْ كَانَ الْإِيمَانُ عِنْدَ الثُّرَيَّا لَنَالَهُ رِجَالٌ مِنْ هَؤُلَاءِ»
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ رضي الله عنه กล่าวว่า พวกเรากำลังนั่งอยู่กับท่านนบี ﷺ แล้วซูเราะฮ์อัล-ญุมุอะฮ์ถูกประทานลงมา
เมื่อท่านอ่านอายะฮ์ว่า “และชนกลุ่มอื่นจากพวกเขาที่ยังไม่ได้ตามพวกเขามา”
ชายคนหนึ่งถามว่า “พวกเขาคือใครหรือท่านรอซูลุลลอฮ์?”
แล้วท่านได้วางมือของท่านบนซัลมาน (อัล-ฟาริซี) และกล่าวว่า:“หากอีหม่านอยู่ที่ดาวลูกไก่ ก็จะมีชายจากชนเหล่านี้ไปถึงมันจนได้”
(บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)
คำอธิบายนักวิชาการ
หะดีษนี้แสดงให้เห็นว่า อิสลามมิได้มองชนชาติด้วยกรอบชาตินิยมแคบ ๆ แต่ยกเกียรติผู้ที่รับเอาความจริง แสวงหาความรู้ และยืนหยัดในอีหม่าน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด
อิหม่ามอัน-นะวะวีย์และอิบนุหะญัรชี้ว่า หะดีษนี้เป็นหลักฐานถึงความประเสริฐของชาวเปอร์เซียจำนวนหนึ่งในการรับใช้ศาสนา โดยเฉพาะในด้านวิชาการ ความรู้ และการเข้าถึงความจริง แม้อยู่ไกลก็ยังไขว่คว้ามันจนได้
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “เปอร์เซีย” ในหะดีษ มุสลิมต้องระวังไม่เหมารวมชนชาติหนึ่งว่าดีทั้งหมดหรือเลวทั้งหมด เพราะในหลักอิสลามนั้น มาตรวัดคือ อีหม่าน ตักวา ความจริง และการยืนอยู่บนทางนำ
มิติสำคัญ : หะดีษในยุคสุดท้ายไม่ใช่ใบอนุญาตให้ตีความทุกข่าวการเมืองแบบฟันธง หนึ่งในความผิดพลาดที่พบมาก คือการนำหะดีษยุดสุดท้าย ไปผูกกับสถานการณ์โลกแบบตายตัว เช่น กลุ่มนี้คือโรมันแน่นอน หรือประเทศนี้คือเปอร์เซียในหะดีษแบบตรงตัว หรือสงครามครั้งนี้คือสงครามสุดท้ายแน่นอน แนวทางเช่นนี้ขัดกับมารยาททางวิชาการ เพราะบรรดาอุละมาอ์มักระมัดระวังอย่างยิ่งในเรื่อง คือการนำตัวบทไปใช้ชี้เฉพาะกับเหตุการณ์จริง
เชคอัล-อัลบานีย์, เชคอิบนุบาซ, เชคอิบนุอุษัยมีน และอุละมาอ์ร่วมสมัยจำนวนมาก มักเตือนว่า มุสลิมต้องระวังการตีความหะดีษยุคสุดท้าย แบบเร่งรีบ เพราะหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อาจดูคล้ายคลึงกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ตัวบทหมายถึงโดยตรง
สิ่งที่แน่นอนคือ ฟิตนะฮ์จะมากขึ้น , ความขัดแย้งจะรุนแรงขึ้น , ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชาติจะผันผวน , มุสลิมจะถูกทดสอบหนักขึ้น แต่การระบุเจาะจงทุกเหตุการณ์ ต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจน มิใช่อาศัยเพียงความรู้สึกหรืออารมณ์ทางการเมือง
บทเรียนสำคัญสำหรับมุสลิม
ต้องอ่านหะดีษยุคสุดท้าย ด้วยอีหม่าน ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ : หะดีษเหล่านี้มีไว้เพื่อทำให้หัวใจผู้ศรัทธา ตื่นตัวและยำเกรง มิใช่เพื่อสร้างความตื่นเต้นทางการเมืองหรือกระตุ้นความเกลียดชังเชิงเชื้อชาติ
ต้องยุติธรรม แม้กับผู้ที่เป็นศัตรู : อิสลามไม่อนุญาตให้มุสลิมละทิ้งความยุติธรรม เพราะความเกลียดชังหรือเพราะความขัดแย้งระหว่างประชาชาติ หลักศาสนายังคงอยู่เหนืออารมณ์เสมอ
ศัตรูภายในอันตรายไม่แพ้ศัตรูภายนอก : หะดีษจำนวนมากบอกเราว่า ความอ่อนแอของอุมมะฮ์เริ่มจากโรคหัวใจ , ความรักดุนยา , ความแตกแยก , การแย่งชิงอำนาจ , ความเสื่อมของผู้นำและประชาชน
อย่าหมกมุ่นกับการคาดเดาจนลืมการเตรียมตัว : สิ่งที่อัลลอฮ์ถามเราในวันกิยามะห์ ไม่ใช่ว่าเราวิเคราะห์สถานการณ์โลกแม่นเพียงใด แต่ถามว่า เรารักษาละหมาดหรือไม่? เรามีความซื่อสัตย์หรือไม่? เราอดทนต่อฟิตนะฮ์หรือไม่? เรายืนอยู่บนสัจธรรมหรือไม่?
ความหวังของอุมมะฮ์อยู่ที่การกลับสู่กุรอานและซุนนะฮ์
ฟิตนะฮ์ในยุคสุดท้าย จะทำให้ผู้คนสับสนอย่างหนัก ผู้ที่รอดจึงไม่ใช่ผู้ที่อ่านข่าวมากที่สุด แต่คือผู้ที่ยึดมั่นต่อวะห์ยู เข้าใจศาสนาตามแนวทางสะลัฟ มีตักวา มีความอดทน ไม่ถูกลากไปโดยกระแสของโลก
คำกล่าวของอุละมาอ์ที่เกี่ยวข้อง
อิหม่ามอัน-นะวะวีย์ رحمه الله ท่านอธิบายโดยหลักการว่า หะดีษสัญญาณกิยามะห์เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเร้นลับที่วะห์ยูได้แจ้งไว้ เมื่อหะดีษนั้นถูกต้อง ก็จำเป็นต้องเชื่อ และเชื่อในแบบที่เหมาะสมกับความหมายของมัน โดยไม่บิดเบือนและไม่เกินเลย
อิบนุหะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ رحمه الله ท่านแสดงแนวทางของนักหะดีษในการรวมตัวบทต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และเตือนโดยนัยว่า ผู้ศึกษาต้องไม่อ่านหะดีษบทเดียวแล้วสรุปทุกอย่าง แต่ต้องดูทั้งหมวด ดูบริบท และดูคำอธิบายของนักวิชาการก่อน
เชคอิบนุอุษัยมีน رحمه الله แนวทางทั่วไปของท่านในเรื่องฟิตนะฮ์คือ ให้มุสลิมระวังการรีบร้อนตัดสิน และเน้นการปฏิรูปตนเอง เพราะฟิตนะฮ์เมื่อมาแล้ว คนจำนวนมากจะถูกทำให้ไขว้เขว หากไม่มีความรู้และความมั่นคงทางศาสนา
หะดีษยุคสุดท้าย ที่กล่าวถึง ยิว โรมัน อาหรับ และเปอร์เซีย ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใกล้กิยามะห์ โลกจะเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ความขัดแย้ง การทรยศ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจระหว่างประชาชาติ แต่สาระสำคัญของหะดีษเหล่านี้มิใช่เพียงการบอกว่า “ใครจะรบกับใคร” หากแต่เป็นการเตือนว่า มนุษย์จะถูกทดสอบอย่างหนัก และอุมมะฮ์จะต้องเผชิญทั้งภัยจากภายนอกและความพังทลายจากภายใน
ยิวในหะดีษ แสดงมิติของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยุคใกล้กิยามะห์ ตามที่วะห์ยูได้บอกไว้
โรมันในหะดีษ แสดงธรรมชาติของการเมืองโลกที่ร่วมมือกันได้และทรยศกันได้
อาหรับในหะดีษ แสดงว่าความเสื่อมภายในคือบาดแผลใหญ่ของประชาชาติอิสลาม
เปอร์เซียในหะดีษ แสดงว่าอิสลามไม่ได้ตัดสินชนชาติด้วยชาติพันธุ์ แต่ด้วยอีหม่านและความจริง
ดังนั้น หน้าที่ของมุสลิมมิใช่เพียงการติดตามข่าวหรือคาดเดาฉากสุดท้ายของโลก แต่คือการกลับมาถามตนเองว่า ในยุคแห่งฟิตนะฮ์นี้ เรามั่นคงต่อศาสนาหรือไม่? เรายุติธรรมหรือไม่? เราหลงดุนยาหรือไม่? และเรากำลังเตรียมตัวพบอัลลอฮ์แล้วหรือยัง ?!