
สวรรค์และนรก เพื่อ ?
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดของหลักศรัทธาอิสลาม คือความเชื่อว่า ชีวิตมนุษย์มิได้สิ้นสุดลงที่ความตาย หากแต่ความตายเป็นเพียงประตูสู่โลกหน้า อันเป็นสถานที่แห่งการตอบแทนอย่างสมบูรณ์ สวรรค์และนรกจึงมิใช่เพียง “ข่าวจากเร้นลับ” ที่ศรัทธาชนต้องเชื่อตามตัวบทเท่านั้น แต่ยังเป็นความจริงที่สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับ สติปัญญา ความยุติธรรม และความหมายของการมีชีวิตอยู่
หากเราพิจารณาโลกใบนี้อย่างจริงจัง เราจะพบว่าโลกนี้ไม่ใช่สถานที่ซึ่งความยุติธรรมบรรลุอย่างสมบูรณ์เสมอไป มีผู้ถูกกดขี่จำนวนมากที่ตายไปโดยมิได้รับความเป็นธรรม และมีผู้กดขี่จำนวนมากที่จากโลกนี้ไปทั้งที่ยังไม่ถูกลงโทษตามความผิดที่ตนก่อไว้
หากชีวิตจบลงเพียงหลุมฝังศพ ความยุติธรรมสูงสุดก็ย่อมไม่มีอยู่จริง แต่เมื่อพระองค์อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงยุติธรรมที่สุด การมีอยู่ของโลกหน้า สวรรค์ และนรก จึงเป็นข้อจำเป็นทั้งในเชิง อีหม่าน และในเชิง เหตุผล หลักฐานในเรื่องนี้
หนึ่ง ฐานแห่งสติปัญญาและธรรมชาติของความยุติธรรม
สอง ฐานแห่งอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และคำอธิบายของบรรดาอุละมาอ์
โลกนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับความยุติธรรมที่แท้จริง
เมื่อมนุษย์ใช้สติปัญญาใคร่ครวญ จะพบว่าชีวิตในโลกนี้เต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์ บางคนเกิดมาในสภาพถูกเอาเปรียบ บางคนใช้อำนาจ เงินทอง อาวุธ หรือสถานะทางสังคมกดขี่ผู้อื่น แล้วหลุดพ้นจากการลงโทษในโลกนี้ ขณะเดียวกัน คนดีจำนวนมากกลับใช้ชีวิตอย่างลำบาก เจ็บปวด และจากโลกนี้ไปโดยไม่เคยได้รับสิ่งตอบแทนตามคุณงามความดีของตน
ถ้าหากมนุษย์มีเพียงชีวิตในโลกนี้ แล้วทุกอย่างจบสิ้นลงหลังความตาย คำถามใหญ่ย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า
ผู้ถูกอธรรมจะได้รับความเป็นธรรมจากที่ใด ?
ผู้กดขี่ซึ่งไม่เคยถูกพิพากษาในโลกนี้จะรับผลแห่งการกระทำเมื่อใด ?
ความเสียสละของคนดี ความอดทนของผู้ศรัทธา และการต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำจะมีความหมายอะไร หากปลายทางของทุกคนเท่ากันหมด ?
ด้วยเหตุนี้ สติปัญญาที่เที่ยงตรงจึงชี้ว่า ต้องมีวันแห่งการตัดสิน และต้องมี ผลตอบแทนที่เหนือกว่าโลกนี้ เพราะโลกนี้เป็นเพียงเวทีแห่งการทดสอบ มิใช่เวทีแห่งการตอบแทนอย่างสมบูรณ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า
أَفَحَسِبْتُمْ أَنَّمَا خَلَقْنَاكُمْ عَبَثًا وَأَنَّكُمْ إِلَيْنَا لَا تُرْجَعُونَ
“พวกเจ้าคิดหรือว่าเราได้สร้างพวกเจ้ามาโดยไร้ความหมาย และพวกเจ้าจะไม่ถูกนำกลับมายังเรา?”
(สูเราะฮ์อัลมุอ์มินูน 23:115)
อายะฮ์นี้เป็นการปฏิเสธความคิดที่ว่า มนุษย์ถูกสร้างมาโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่มีการกลับคืนสู่การพิพากษา เพราะการสร้างโดยไร้จุดหมาย ขัดกับพระปรีชาญาณและความสมบูรณ์ของพระผู้สร้าง
สวรรค์และนรกคือผลสืบเนื่องจากพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์
ในหลักอะกีดะฮ์อิสลาม อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงยุติธรรม ผู้ทรงรอบรู้ และผู้ทรงตอบแทน การปฏิเสธโลกหน้าในความหมายหนึ่ง คือการทำให้ผลแห่งพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ไม่ปรากฏอย่างสมบูรณ์
พระองค์ทรงเป็น อัล-อัดล์ (العدل) ผู้ทรงยุติธรรม
ทรงเป็น อัล-หะกีม (الحكيم) ผู้ทรงปรีชาญาณ
ทรงเป็น อัช-ชะกูร (الشكور) ผู้ทรงตอบแทนความดี
และทรงลงโทษผู้ที่ดื้อรั้นอธรรมโดยไม่มีการอธรรมแม้เพียงนิดเดียว
อัลลอฮ์ ตรัสว่า
أَمْ نَجْعَلُ الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ كَالْمُفْسِدِينَ فِي الْأَرْضِ أَمْ نَجْعَلُ الْمُتَّقِينَ كَالْفُجَّارِ
“หรือว่าเราจะให้บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดี เสมือนกับบรรดาผู้ก่อความเสียหายในแผ่นดิน?
หรือเราจะให้บรรดาผู้ยำเกรง เสมือนกับบรรดาคนชั่วกระนั้นหรือ?”
(สูเราะฮ์ศอด 38:28)
และพระองค์ตรัสอีกว่า
أَفَنَجْعَلُ الْمُسْلِمِينَ كَالْمُجْرِمِينَ مَا لَكُمْ كَيْفَ تَحْكُمُونَ
“แล้วเราจะให้บรรดามุสลิมเหมือนกับบรรดาผู้กระทำผิดกระนั้นหรือ? พวกเจ้าเป็นอะไรกัน จึงตัดสินเช่นนั้น?”
(สูเราะฮ์อัลเกาะลัม 68:35-36)
อายะฮ์ทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า การทำให้คนดีและคนชั่วมีจุดจบเดียวกัน เป็นสิ่งที่ขัดกับความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้าอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น สวรรค์และนรกจึงมิใช่เรื่องเกินเหตุ หากแต่เป็น ข้อเรียกร้องของความยุติธรรมอันสมบูรณ์
โลกนี้คือดารุลอิบติลาอ์ ส่วนโลกหน้าคือดารุลญะซาอ์
อุละมาอ์อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า โลกนี้คือ ดารุลอิบติลาอ์ (แดนแห่งการทดสอบ) ส่วนโลกหน้าคือ ดารุลญะซาอ์ (แดนแห่งการตอบแทน)
อัลลอฮ์ ตรัสว่า
الَّذِي خَلَقَ الْمَوْتَ وَالْحَيَاةَ لِيَبْلُوَكُمْ أَيُّكُمْ أَحْسَنُ عَمَلًا
“พระองค์ผู้ทรงสร้างความตายและชีวิต เพื่อทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ามีการงานดีที่สุด”
(สูเราะฮ์อัลมุลก์ 67:2)
และพระองค์ตรัสว่า
وَنَبْلُوكُمْ بِالشَّرِّ وَالْخَيْرِ فِتْنَةً وَإِلَيْنَا تُرْجَعُونَ
“และเราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยสิ่งเลวร้ายและสิ่งดีงาม เพื่อเป็นบททดสอบ และพวกเจ้าจะถูกนำกลับคืนมายังเรา”
(สูเราะฮ์อัลอันบิยาอ์ 21:35)
ดังนั้น เมื่อโลกนี้เป็นที่ทดสอบ จึงไม่จำเป็นที่ทุกผลลัพธ์ต้องปรากฏครบถ้วนในโลกนี้ เพราะการตอบแทนอย่างสมบูรณ์ถูกเลื่อนไปยังวันอาคิเราะฮ์ อันเป็นวันที่ความจริงทุกอย่างจะถูกเปิดเผยอย่างไม่มีสิ่งใดปกปิด
วันกิยามะฮ์คือวันแห่งความยุติธรรมที่สมบูรณ์
อัลกุรอานยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะมีวันหนึ่งซึ่งมนุษย์ทุกคนจะยืนต่อหน้าพระเจ้า และทุกการกระทำแม้เล็กน้อยที่สุดจะถูกคิดบัญชี
อัลลอฮ์ ตรัสว่า
فَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ خَيْرًا يَرَهُ وَمَنْ يَعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ شَرًّا يَرَهُ
“ดังนั้น ผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าอนุภาคเล็ก ๆ เขาจะได้เห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าอนุภาคเล็ก ๆ เขาจะได้เห็นมัน”
(สูเราะฮ์อัซซัลซะละฮ์ 99:7-8)
และพระองค์ตรัสว่า
إِنَّ اللَّهَ لَا يَظْلِمُ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ
“แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงอธรรมแม้เท่าน้ำหนักของอนุภาคเล็ก ๆ”
(สูเราะฮ์อันนิสาอ์ 4:40)
รวมถึงพระดำรัสอันยิ่งใหญ่ว่า
وَنَضَعُ الْمَوَازِينَ الْقِسْطَ لِيَوْمِ الْقِيَامَةِ فَلَا تُظْلَمُ نَفْسٌ شَيْئًا ۖ وَإِنْ كَانَ مِثْقَالَ حَبَّةٍ مِنْ خَرْدَلٍ أَتَيْنَا بِهَا ۗ وَكَفَىٰ بِنَا حَاسِبِينَ
“และเราจะตั้งตาชั่งแห่งความยุติธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ แล้วไม่มีชีวิตใดจะถูกอธรรมแม้แต่น้อย
และหากสิ่งนั้นหนักเพียงเท่าเมล็ดมัสตาร์ด เราก็จะนำมันมา และเราเพียงพอแล้วในการคิดบัญชี”
(สูเราะฮ์อัลอันบิยาอ์ 21:47)
นี่คือหลักการใหญ่ของอิสลาม : ไม่มีความดีใดสูญเปล่า และไม่มีความชั่วใดหายไปโดยไม่มีการบันทึก
หะดีษยืนยันว่าทุกสิทธิ์จะถูกคืนแก่เจ้าของแม้ในระดับละเอียดที่สุด
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
لَتُؤَدُّنَّ الْحُقُوقَ إِلَى أَهْلِهَا يَوْمَ الْقِيَامَةِ، حَتَّى يُقَادَ لِلشَّاةِ الْجَلْحَاءِ مِنَ الشَّاةِ الْقَرْنَاءِ
“แน่นอน สิทธิทั้งหลายจะถูกคืนแก่เจ้าของของมันในวันกิยามะฮ์
กระทั่งแกะที่ไม่มีเขาก็จะได้รับความยุติธรรมจากแกะที่มีเขา”
(บันทึกโดยมุสลิม)
หะดีษนี้มีความหมายลึกซึ้งมาก เพราะหากแม้แต่สัตว์ยังได้รับความยุติธรรม แล้วมนุษย์ผู้ถูกอธรรม จะถูกปล่อยผ่านโดยไม่มีการพิพากษาได้อย่างไร?
อีกหะดีษหนึ่ง ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
مَنْ كَانَتْ عِنْدَهُ مَظْلِمَةٌ لِأَخِيهِ مِنْ عِرْضِهِ أَوْ مِنْ شَيْءٍ فَلْيَتَحَلَّلْهُ مِنْهُ الْيَوْمَ، قَبْلَ أَنْ لَا يَكُونَ دِينَارٌ وَلَا دِرْهَمٌ، إِنْ كَانَ لَهُ عَمَلٌ صَالِحٌ أُخِذَ مِنْهُ بِقَدْرِ مَظْلِمَتِهِ، وَإِنْ لَمْ تَكُنْ لَهُ حَسَنَاتٌ أُخِذَ مِنْ سَيِّئَاتِ صَاحِبِهِ فَحُمِلَ عَلَيْهِ
“ผู้ใดมีความอธรรมต่อพี่น้องของตน ไม่ว่าจะในเรื่องเกียรติยศหรือสิ่งใดก็ตาม จงขอให้เขายกโทษให้เสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะถึงวันที่ไม่มีดีนารและดิรฮัม
หากเขามีความดี ก็จะถูกนำความดีของเขาไปตามขนาดของความอธรรมที่เขาทำไว้
และหากเขาไม่มีความดี ก็จะถูกนำความชั่วของผู้ถูกอธรรมมาโยนใส่เขา”
(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)
หะดีษนี้ชี้ชัดว่า ความยุติธรรมในโลกหน้าไม่ใช่เพียงเรื่องนามธรรม แต่เป็นการคิดบัญชีอย่างจริงจังและละเอียด
และท่านนบี ﷺ ยังกล่าวว่า
الْكَيِّسُ مَنْ دَانَ نَفْسَهُ وَعَمِلَ لِمَا بَعْدَ الْمَوْتِ، وَالْعَاجِزُ مَنْ أَتْبَعَ نَفْسَهُ هَوَاهَا وَتَمَنَّى عَلَى اللَّهِ الْأَمَانِيَّ
“ผู้ฉลาดคือผู้ที่ควบคุมตนเอง และทำงานเพื่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตาย
ส่วนผู้โง่เขลาคือผู้ที่ปล่อยตนตามอารมณ์ แล้วคาดหวังต่ออัลลอฮ์เพียงความเพ้อฝัน”
(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์)
ดังนั้น การเชื่อในสวรรค์และนรกมิใช่เรื่องของความกลัวแบบเลื่อนลอย แต่เป็นการมีสำนึกว่า ชีวิตนี้กำลังมุ่งหน้าไปสู่การพบพระเจ้าและการคิดบัญชีที่ไม่มีข้อผิดพลาด
หากไม่มีโลกหน้า ศีลธรรมจะถูกตัดขาดจากผลตอบแทนที่สมบูรณ์
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของแนวคิดวัตถุนิยม คือการจำกัดความหมายของชีวิตไว้ที่โลกนี้เพียงอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลธรรมก็กลายเป็นเพียงข้อตกลงทางสังคม มิใช่ความจริงที่ผูกกับการรับผิดชอบต่อพระผู้สร้าง ในโลกทัศน์แบบนี้ คนอธรรมบางคนจึงคิดว่า
“ขอเพียงมีอำนาจ ก็รอดพ้นได้”
“ขอเพียงไม่ถูกจับได้ ก็ไม่มีความผิด”
“ตายแล้วทุกอย่างจบ ไม่มีอะไรต้องกลัว”
แต่ในอิสลาม ความเชื่อเรื่องโลกหน้าตัดรากความคิดนี้อย่างเด็ดขาด เพราะผู้ศรัทธารู้ว่า แม้ผู้คนจะไม่เห็น อัลลอฮ์ทรงเห็น แม้ศาลโลกจะไม่ตัดสิน ศาลแห่งอาคิเราะฮ์ย่อมตัดสิน แม้มนุษย์จะหลบซ่อนจากกฎหมายของโลกได้ เขาไม่มีวันหลบพ้นจากการรู้เห็นของพระองค์ได้
อัลลอฮ์ ตรัสว่า
يَعْلَمُ خَائِنَةَ الْأَعْيُنِ وَمَا تُخْفِي الصُّدُورُ
“พระองค์ทรงรู้การลอบมองอย่างคดโกงของดวงตา และสิ่งที่อกทั้งหลายซ่อนไว้”
(สูเราะฮ์ฆอฟิร 40:19)
นี่คือความหมายสำคัญของอีหม่านต่อโลกหน้า มันทำให้ศีลธรรมไม่ขึ้นอยู่กับสายตาของผู้คน แต่ขึ้นอยู่กับการเฝ้าระวังต่อพระผู้เป็นเจ้า
คำอธิบายของอุละมาอ์เกี่ยวกับความจำเป็นของวันตอบแทน
อิบนุตัยมียะฮ์
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ อธิบายโดยสรุปว่า อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้และทรงห้าม ทรงรักและทรงกริ้ว และสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลตามมาในวันตอบแทน หากไม่มีวันตอบแทน การสั่งใช้ การห้าม ความรักต่อผู้เชื่อฟัง และความกริ้วต่อผู้ฝ่าฝืน ก็จะไม่ปรากฏผลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความสมบูรณ์แห่งพระปรีชาญาณของพระองค์
สาระสำคัญในแนวอธิบายของท่านคือ : การมีอยู่ของวันอาคิเราะฮ์ คือผลที่สอดคล้องกับพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์
อิบนุลก็อยยิม
อิบนุลก็อยยิมกล่าวในหลายแห่งของงานเขียนของท่านว่า พระปรีชาญาณ ความเมตตา และความยุติธรรมของอัลลอฮ์ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องมีแดนแห่งการตอบแทน เพราะหากผู้ทำดีและผู้ทำชั่วจบลงเช่นเดียวกัน การสร้าง การบัญชา และการห้ามก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ผล ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับพระผู้ทรงปรีชาญาณ
เนื้อหานี้ปรากฏชัดในแนวคิดของท่านในงานอย่าง شفاء العليل และ مفتاح دار السعادة
อัลกุรฏุบีกล่าวว่า
อิมามอัลกุรฏุบี เมื่ออธิบายอายะฮ์เกี่ยวกับวันฟื้นคืนชีพ มักย้ำว่า การยอมรับวันอาคิเราะฮ์คือผลสืบเนื่องจากการยอมรับความยุติธรรมของอัลลอฮ์ เพราะโลกนี้ไม่ใช่สถานที่ซึ่งทุกบทลงโทษและทุกผลบุญจะปรากฏครบถ้วน โลกหน้าจึงเป็นความจำเป็นของฮิกมะฮ์อิลาฮียะฮ์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง บรรดาอุละมาอ์ไม่ได้มองเรื่องสวรรค์และนรกว่าเป็นเพียง “ข้อมูลศาสนา” เท่านั้น แต่ยังมองว่าเป็นข้อสรุปที่สอดคล้องกับโครงสร้างทั้งหมดของเตาฮีด ศรัทธา และความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า
สวรรค์และนรกทำให้ชีวิตมนุษย์มีความหมาย
หากไม่มีโลกหน้า ความทุกข์ของผู้บริสุทธิ์จะกลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย และการเสียสละเพื่อความดีจะกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า แต่เมื่อมีสวรรค์และนรก ชีวิตมนุษย์ทุกช่วงจึงมีความหมาย
น้ำตาของผู้ถูกอธรรมไม่สูญหาย
ความอดทนของผู้ศรัทธาไม่สูญเปล่า
การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำไม่ไร้ค่า
ความลับที่ไม่มีใครรู้ก็ยังถูกบันทึก
ความอธรรมที่โลกมองไม่เห็นก็ยังถูกพิพากษา
อัลลอฮ์ ตรัสว่า
إِنَّ الْأَبْرَارَ لَفِي نَعِيمٍ وَإِنَّ الْفُجَّارَ لَفِي جَحِيمٍ
“แท้จริงบรรดาผู้ทรงคุณธรรมย่อมอยู่ในความสุขสำราญ และแท้จริงบรรดาคนชั่วย่อมอยู่ในเปลวเพลิง”
(สูเราะฮ์อัลอินฟิฏอร 82:13-14)
และพระองค์ตรัสว่า
جَزَاءً بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ
“เป็นการตอบแทนตามที่พวกเขาเคยกระทำไว้”
(พบในหลายอายะฮ์)
ประโยคนี้สรุปหลักการทั้งระบบของอาคิเราะฮ์ ผลตอบแทนสอดคล้องกับการกระทำ
มิติด้านจิตวิญญาณ ความหวังและความกลัวที่ทำให้มนุษย์สมดุล
ความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกยังมีผลมหาศาลต่อการขัดเกลาหัวใจ เพราะมันสร้างความสมดุลระหว่าง ความหวัง และ ความกลัว
ผู้ศรัทธาหวังในสวรรค์ จึงไม่สิ้นหวังแม้เผชิญความยากลำบาก
ผู้ศรัทธากลัวนรก จึงไม่กล้าปล่อยตนจมอยู่กับบาปและความอธรรม
อัลลอฮ์ตรัสถึงบรรดาผู้ศรัทธาว่า
يَدْعُونَ رَبَّهُمْ خَوْفًا وَطَمَعًا
“พวกเขาวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขา ทั้งด้วยความหวาดกลัวและความหวัง”
(สูเราะฮ์อัสสะญ์ดะฮ์ 32:16)
นี่คือการขัดเกลามนุษย์ให้ไม่หยิ่งผยอง และไม่หมดหวัง ความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกจึงไม่ได้มีผลเฉพาะในเชิงปรัชญา แต่มีผลโดยตรงต่อการสร้างมนุษย์ที่มีคุณธรรม
สวรรค์และนรกมิใช่เรื่องที่ขัดกับเหตุผล ตรงกันข้าม มันคือสิ่งที่สติปัญญาเที่ยงตรงเรียกร้องหา เพราะโลกนี้เพียงลำพังไม่สามารถทำให้ความยุติธรรมปรากฏอย่างสมบูรณ์ได้ ผู้ถูกอธรรมจำนวนมากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และผู้อธรรมจำนวนมากยังไม่ได้รับผลแห่งความผิดของตน
เมื่ออัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงยุติธรรม ผู้ทรงปรีชาญาณ และผู้ทรงรอบรู้ จึงจำเป็นต้องมีวันหนึ่งซึ่งทุกชีวิตจะถูกคิดบัญชี และต้องมีสถานที่แห่งการตอบแทนที่เหมาะสมกับการกระทำของแต่ละคน นั่นคือ สวรรค์สำหรับผู้ศรัทธาและกระทำความดี และ นรกสำหรับผู้ปฏิเสธ ดื้อดึง และอธรรม
เพราะฉะนั้น ความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกในอิสลาม จึงมิใช่เพียงหลักศรัทธาที่รับจากตัวบทเท่านั้น แต่ยังเป็นความจริงที่สอดคล้องกับธรรมชาติของความยุติธรรม ความหมายของศีลธรรม และพระปรีชาญาณของพระผู้สร้างอย่างลึกซึ้งที่สุด
ท้ายที่สุด มนุษย์มิได้ถูกสร้างมาเพื่อกิน ดื่ม แสวงหา และตายจากไปโดยไร้จุดหมาย หากแต่ถูกสร้างมาเพื่อทดสอบ แล้วจะถูกนำกลับไปสู่พระองค์ เพื่อรับผลแห่งสิ่งที่ตนได้กระทำไว้ทั้งหมดอย่างไม่มีสิ่งใดตกหล่น