
เมื่อทุนนิยมกลายเป็นโรงงานผลิตอารมณ์นิยม
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ในโลกสมัยใหม่ ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้มีเพียง “ความจน” แต่มีอีกปัญหาหนึ่งที่ลึกกว่าและอันตรายกว่า นั่นคือ “ความอยากที่ถูกปลุกเร้าอย่างไม่สิ้นสุด” โลกสมัยใหม่ยกย่องความเจริญทางวัตถุ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มนุษย์จำนวนมากค่อย ๆ เปลี่ยนจากการใช้ทรัพย์เป็นเครื่องมือ ไปสู่การยกทรัพย์และความอยากให้เป็นศูนย์กลางของชีวิต อัลกุรอานตำหนิภาวะนี้อย่างชัดเจน ทั้งในรูปของการปล่อยตัวตามอารมณ์ การแข่งขันสะสม และการหลงโลกดุนยา จนกระทั่งมนุษย์สูญเสียดุลยภาพทางศีลธรรมและจิตวิญญาณ
อิสลามมิได้ปฏิเสธทรัพย์สินในตัวมันเอง แต่ปฏิเสธการที่ทรัพย์เข้ายึดหัวใจมนุษย์ และปฏิเสธการที่ “อารมณ์” กลายเป็นผู้บัญชาชีวิตแทนวะห์ยู ด้วยเหตุนี้ การวิจารณ์ทุนนิยมในมุมอิสลามจึงไม่ใช่เพียงการวิจารณ์ตลาดหรือเงินทุน หากแต่เป็นการวิจารณ์ระเบียบโลกที่หล่อเลี้ยง “อารมณ์นิยม” ให้เติบโตจนความพอประมาณถูกทำลาย ความละอายถูกลดทอน และศักดิ์ศรีถูกขายแลกกับความอยากชั่วคราว
เมื่อ “ความอยาก” ถูกยกขึ้นเป็นพระเจ้า
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า
أَفَرَأَيْتَ مَنِ اتَّخَذَ إِلَٰهَهُ هَوَاهُ
“เจ้าเห็นแล้วหรือไม่ ผู้ที่ยึดเอาอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเป็นพระเจ้าของเขา”
(อัลญาษิยะฮ์ 45:23)
อายะฮ์นี้คือหนึ่งในถ้อยคำที่รุนแรงที่สุดในการประณามมนุษย์ที่ปล่อยให้ “ฮะวา” หรืออารมณ์ใฝ่ต่ำ กลายเป็นตัวกำหนดความจริงและความชั่วดีในชีวิต
อิบนุกะษีรอธิบายว่า ความหมายของอายะฮ์นี้คือบุคคลเช่นนั้น “เชื่อฟังอารมณ์ของตน” เห็นสิ่งใดดีก็ทำเพราะใจชอบ เห็นสิ่งใดไม่ชอบก็ละทิ้ง มิใช่เพราะหลักการจากอัลลอฮ์ แต่เพราะความพอใจส่วนตัว และยังถ่ายทอดคำอธิบายที่มีความหมายว่า เขาไม่ปรารถนาสิ่งใดเว้นแต่จะยกมันขึ้นเป็นสิ่งที่ตนรับใช้
นี่คือรากลึกของ “อารมณ์นิยม” ในภาษาศาสนา กล่าวคือ มนุษย์มิได้ปฏิเสธพระเจ้าเสมอไปด้วยลิ้นของเขา แต่อาจปฏิเสธพระองค์ในทางปฏิบัติ ด้วยการยอมจำนนต่ออารมณ์จนความอยากทำหน้าที่แทนคำสั่งของพระเจ้า เมื่อใดที่ความชอบส่วนตัวกลายเป็นเกณฑ์สูงสุดของความจริง เมื่อนั้นมนุษย์ก็กำลังตกอยู่ในรูปแบบหนึ่งของการเป็นบ่าวต่ออารมณ์ของตนเอง
ดุนยาถูกทำให้น่าหลงใหล จนมนุษย์ลืมขอบเขต
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า
اعْلَمُوا أَنَّمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا لَعِبٌ وَلَهْوٌ وَزِينَةٌ وَتَفَاخُرٌ بَيْنَكُمْ وَتَكَاثُرٌ فِي الْأَمْوَالِ وَالْأَوْلَادِ
“พึงรู้เถิดว่า ชีวิตแห่งโลกนี้เป็นเพียงการเล่น การเพลิดเพลิน ความโอ้อวด และการแข่งขันกันในทรัพย์สินและลูกหลาน”
(อัลหะดีด 57:20)
และพระองค์ตรัสอีกว่า
أَلْهَاكُمُ التَّكَاثُرُ ﴿١﴾ حَتَّىٰ زُرْتُمُ الْمَقَابِرَ ﴿٢﴾
“การแข่งกันเพิ่มพูนทำให้พวกเจ้าหลงลืม จนกระทั่งพวกเจ้าเข้าสู่หลุมฝังศพ”
(อัตตะกาษุร 102:1-2)
สองอายะฮ์นี้วางภาพวิพากษ์สังคมไว้อย่างเฉียบคมมาก ดุนยาในตัวมันเองไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ปัญหาอยู่ที่การเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตให้กลายเป็นการแข่งขันไม่รู้จบ แข่งสะสม แข่งโอ้อวด แข่งบริโภค แข่งแสดงสถานะ จนลืมหลุมศพ ลืมอาคิเราะฮ์ และลืมคำถามว่า “เรามีชีวิตเพื่ออะไร”
เมื่อสังคมทั้งระบบเร่งเร้ามนุษย์ให้วิ่งไล่ “มากขึ้น” ตลอดเวลา มนุษย์ก็ถูกตัดขาดจากความสงบภายใน และความสุขก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ตามเป้าหมายใหม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ความอยากของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด หากไม่ถูกควบคุมด้วยอีหม่าน
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
لَوْ كَانَ لِابْنِ آدَمَ وَادِيَانِ مِنْ مَالٍ لَابْتَغَى وَادِيًا ثَالِثًا
“หากลูกหลานอาดัมมีหุบเขาสองหุบแห่งทรัพย์สิน เขาก็ย่อมปรารถนาหุบเขาที่สาม”
ในริวายะฮ์เดียวกันยังระบุว่า ไม่มีสิ่งใดเติมเต็มความโลภของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง นอกจากดินของหลุมศพ และอัลลอฮ์ทรงรับการกลับเนื้อกลับตัวของผู้ที่เตาบะฮ์
หะดีษนี้มีนัยยะทางอารยธรรมอย่างลึกซึ้ง มันบอกเราว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “มีน้อยจึงอยากได้มาก” เท่านั้น แต่ธรรมชาติของนัฟส์ที่ไม่ถูกขัดเกลา จะไม่มีวันรู้จักคำว่า “พอ” ด้วยตัวมันเอง ความโลภจึงไม่ดับด้วยการเติมวัตถุ แต่ดับด้วยการฝึกหัวใจให้รู้จักคุมความอยาก อันนะวะวีย์อธิบายในชัรหฺของท่านต่อหะดีษนี้ว่า หะดีษดังกล่าวชี้ถึงความกระหายทรัพย์ของมนุษย์และความโน้มเอียงของเขาสู่การแสวงหา “เพิ่มอีก” อยู่เสมอ ยกเว้นผู้ที่อัลลอฮ์ทรงคุ้มครองและชำระหัวใจของเขา
อิสลามไม่เพียงเตือนเรื่อง “ทรัพย์” แต่เตือนเรื่องการเป็น “บ่าวของทรัพย์”
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
تَعِسَ عَبْدُ الدِّينَارِ وَالدِّرْهَمِ
“วิบัติจงประสบแก่บ่าวของดีนารและดิรฮัม”
คำว่า “บ่าวของดีนารและดิรฮัม” มีน้ำหนักอย่างยิ่ง เพราะท่านนบี ﷺ ไม่ได้เรียกเขาว่าเพียง “คนรักเงิน” แต่เรียกว่า “บ่าว” ของเงิน หมายความว่าเงินมิใช่สิ่งที่เขาถือครองอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ครอบงำเขา ความพอใจและความโกรธของเขาขึ้นอยู่กับการได้หรือไม่ได้ทรัพย์
ดังที่หะดีษระบุว่า “ถ้าได้รับก็พอใจ ถ้าไม่ได้ก็ไม่พอใจ” นี่คือภาพของมนุษย์ที่ระบบวัตถุนิยมสร้างขึ้นอย่างชัดเจน กล่าวคือ มาตรวัดอารมณ์ มาตรวัดความสัมพันธ์ และมาตรวัดคุณค่าชีวิต ถูกผูกไว้กับผลตอบแทนทางวัตถุ
เมื่อเงินขึ้นนั่งบัลลังก์หัวใจ มนุษย์ก็พร้อมจะทรยศต่อหลักการ เพื่อไม่ให้รายได้สะดุด พร้อมจะฉ้อโกงเพื่อรักษามาตรฐานชีวิต พร้อมจะขายเกียรติเพื่อซื้อตำแหน่ง และพร้อมจะเหยียบผู้อื่นเพื่อปีนขึ้นไปข้างบน ในสภาพเช่นนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่การเปลี่ยนเงินให้เป็นกิบละฮ์ของหัวใจ
ความหวานของดุนยาคือบททดสอบ มิใช่หลักประกันแห่งความสำเร็จ
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
إِنَّ الدُّنْيَا حُلْوَةٌ خَضِرَةٌ
“แท้จริงดุนยานั้นหวานและเขียวสดน่าหลงใหล”
แต่ท่านไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น หากยังเตือนต่อว่า อัลลอฮ์ทรงให้มนุษย์สืบต่อกันอยู่ในโลกนี้ เพื่อดูว่าพวกเขาจะประพฤติอย่างไร
หะดีษนี้สำคัญมาก เพราะมันยอมรับความจริงว่าโลกมีเสน่ห์ ดึงดูด และชวนให้มนุษย์ติดพัน อิสลามมิใช่ศาสนาที่หลอกตนเองด้วยการปฏิเสธความงามของโลก แต่สอนให้เข้าใจว่า ความงามนั้นเป็นข้อสอบ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เมื่อมนุษย์ลืมว่าตนกำลังถูกทดสอบ เขาก็จะเปลี่ยนจากผู้ใช้โลก ไปเป็นผู้ถูกโลกใช้ จากผู้ครอบครองทรัพย์ ไปเป็นผู้ถูกทรัพย์ครอบครอง
ความรักทรัพย์เกินขอบเขต นำไปสู่การฟุ่มเฟือยและการเสื่อมศีลธรรม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า
وَتُحِبُّونَ الْمَالَ حُبًّا جَمًّا
“และพวกเจ้ารักทรัพย์สินอย่างรักมากล้น”
(อัลฟัจญ์ร 89:20)
และตรัสอีกว่า
إِنَّ الْمُبَذِّرِينَ كَانُوا إِخْوَانَ الشَّيَاطِينِ
“แท้จริงบรรดาผู้ฟุ่มเฟือยนั้น เป็นพี่น้องของชัยฏอน”
(อัลอิสรออ์ 17:27)
อัลกุรอานไม่ได้ประณามทรัพย์โดยตัวมันเอง แต่ประณาม “ความรักทรัพย์อย่างล้นเกิน” และประณามการใช้จ่ายที่ไร้หลักการ จนกลายเป็นตับซีรหรือความฟุ่มเฟือย ตัฟซีร ยังอธิบายความต่างระหว่างการใช้เกินพอดีกับการใช้จ่ายในสิ่งไม่เหมาะสมหรือในทางบาป โดยชี้ว่าความฟุ่มเฟือยนั้นร้ายแรงยิ่ง และจึงถูกเรียกว่าเป็นพี่น้องของชัยฏอน
เมื่อความรักทรัพย์ครอบงำหัวใจ มนุษย์ย่อมอยากได้มากขึ้น ใช้มากขึ้น อวดมากขึ้น และเปรียบเทียบมากขึ้น จนรายได้ไม่พอกับความทะยานอยาก เมื่อนั้นศีลธรรมก็มักเป็นสิ่งแรกที่ถูกนำไปขาย ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ในงาน ความโปร่งใสในธุรกิจ ความบริสุทธิ์ในความสัมพันธ์ หรือแม้แต่ศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะหัวใจที่ไม่อิ่มด้วยอีหม่าน ย่อมพยายามอิ่มด้วยวัตถุ และยิ่งเติมก็ยิ่งหิว
คำของอุละมาอ์ : โรคของหัวใจมักเริ่มจากการตามใจอารมณ์
อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวในความหมายที่ชัดเจนว่า หากสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์เข้าครอบงำหัวใจอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความใคร่ ความอยาก หรือสิ่งรักต่าง ๆ มันจะดึงหัวใจออกจากความสมบูรณ์แห่งการรักและอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์
ส่วนอิบนุลก็อยยิมกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
فَأَمْرَاضُ الْقُلُوبِ كُلُّهَا مِنْ مُتَابَعَةِ الْهَوَى
“โรคของหัวใจทั้งมวลนั้น มาจากการตามใจอารมณ์”
และยังกล่าวต่อว่า รากของความเป็นศัตรู ความชั่ว และความอิจฉาริษยาระหว่างผู้คนจำนวนมาก ก็เกิดจากการตามอารมณ์นี้เอง
ถ้อยคำของอุละมาอ์สองท่านนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า วิกฤตที่เรากำลังเห็นในโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นปัญหา “ตัซกียะฮ์” หรือการชำระหัวใจด้วย เมื่อหัวใจป่วยด้วยการยึดอารมณ์เป็นเจ้านาย สังคมก็จะมีการแข่งขันที่โหดร้าย ความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย ความซื่อสัตย์ที่เสื่อมลง และการฉวยโอกาสที่ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ
ทุนนิยมสุดโต่งจึงมิได้ผลิตเพียงผู้บริโภค แต่ผลิต “มนุษย์ที่หิวไม่รู้จบ”
เมื่อพิจารณาจากอัลกุรอาน หะดีษ และคำอธิบายของอุละมาอ์ จะเห็นได้ว่า ภัยใหญ่ของโลกสมัยใหม่ไม่ใช่เพียงระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้สะสมทุน แต่คือระบบที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่า “ฉันมีค่าเท่ากับสิ่งที่ฉันถือครอง” และ “ฉันมีสิทธิทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ฉันอยากได้” นี่เองคือจุดที่ทุนนิยมสุดโต่งหลอมรวมกับอารมณ์นิยมอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ มันไม่เพียงขายสินค้า แต่ขายความรู้สึก ขายสถานะ ขายความฝัน และขายภาพลวงว่าความหมายของชีวิตหาได้จากการเสพมากขึ้นเรื่อย ๆ
ผลก็คือ มนุษย์จำนวนมากพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาบำเรอความต้องการของตัวเอง ยอมฉ้อโกง ยอมเอาเปรียบ ยอมทรยศต่อความจริง และยอมขายศักดิ์ศรีของตน เพราะหัวใจไม่ได้ถูกฝึกให้ถามว่า “สิ่งนี้ฮะลาลหรือไม่” แต่ถูกฝึกให้ถามว่า “สิ่งนี้ทำให้ฉันได้หรือไม่” เมื่อนั้นความอยากก็ไม่ใช่เพียงอารมณ์ แต่กลายเป็นระบบคิด และเมื่ออารมณ์ถูกทำให้มีสถานะเหนือวะห์ยู ความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับภาพลวงของความเจริญ
อิสลามสอนให้มนุษย์เป็นนายเหนือทรัพย์ มิใช่เป็นทาสของทรัพย์ เป็นผู้ควบคุมอารมณ์ มิใช่เป็นผู้ถูกอารมณ์ลากจูง และเป็นผู้ใช้ดุนยาเพื่ออาคิเราะฮ์ มิใช่ยอมขายอาคิเราะฮ์เพื่อดุนยา ปัญหาของโลกวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการมีทุนมากเกินไป แต่คือ การมี “หัวใจที่ว่างจากการยำเกรง” จนความอยากเข้าครอบครองแทน เมื่อหัวใจไร้ตักวา เงินก็กลายเป็นพระเจ้า ตลาดกลายเป็นผู้ชี้นำ และอารมณ์กลายเป็นกฎหมายภายในของชีวิต
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในระบบทุนนิยมจึงไม่ใช่เพียงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากแต่คือการผลิตมนุษย์ที่หลงดุนยา หิวไม่รู้จบ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อบูชาความอยากของตนเอง และนี่เองคือ “ระบบอารมณ์นิยม” ที่อิสลามเตือนเอาไว้ก่อนแล้ว ทั้งผ่านอายะฮ์แห่งอัลกุรอาน วจนะของท่านนบี ﷺ และคำชี้แนะของอุละมาอ์ผู้รู้จักโรคหัวใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง