บทบาทของพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดูลูก
  จำนวนคนเข้าชม  42

บทบาทของพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดูลูก

ตามแนวทางอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบี

 

อับดุลวาเฮด สุคนธา

 

     การเลี้ยงดูลูกเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่และเป็นเกียรติอย่างสูง ซึ่งอิสลามได้กำหนดให้เป็นอะมานะฮฺ(ความไว้วางใจ) ที่อยู่บนบ่าของพ่อแม่ โดยเฉพาะบิดา

     เนื่องจากครอบครัวถือเป็นรากฐานแรกในการสร้างสังคม หากครอบครัวดี สังคมก็จะดี และในทางตรงกันข้าม หากครอบครัวเสื่อม สังคมก็ย่อมเสื่อมตาม

 

     อิสลามได้เน้นย้ำให้ความสำคัญกับการอบรมเลี้ยงดูลูก และได้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของบิดาในการเลี้ยงดูลูก

ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ในซูเราะฮฺลุกมานว่า: 

﴿ وَإِذْ قَالَ لُقْمَانُ لِابْنِهِ وَهُوَ يَعِظُهُ يَابُنَيَّ لَا تُشْرِكْ بِاللَّهِ إِنَّ الشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ ﴾

 

“และเมื่อ ลุกมาน กล่าวกับบุตรของเขา ขณะตักเตือนเขาว่า 

โอ้ลูกรักของฉัน เจ้าอย่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ แท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความอธรรมอันยิ่งใหญ่ 

[ลุกมาน:13]

 

     ซึ่งเป็นการเรียกร้องอย่างชัดเจนให้สอนลูกหลานในเรื่องเตาฮีด (การให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ) และหลีกเลี่ยงการตั้งภาคี และนี่คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของบิดาที่มีต่อลูก

และพระดำรัสของอัลลอฮฺอีกว่า:

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا قُوا أَنْفُسَكُمْ وَأَهْلِيكُمْ نَارًا 

“ โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงปกป้องตนเองและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก “

[อัต-ตะหฺรีม: 6]

 

     โดยอิมามอัฏ-เฏาะบะรีย์ได้อธิบายว่า : หมายถึง علِّموهم وأدِّبوهم  “จงสอนพวกเขา และอบรมพวกเขา”

 

     อัซ-สะอฺดีย์ กล่าวว่า : หนึ่งในความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอัลลอฮฺที่มีต่อบ่าวของพระองค์ คือ การที่พระองค์ประทานลูกที่ดีให้แก่เขา และหากลูกคนนั้นเป็นผู้มีความรู้ ก็จะยิ่งเป็นแสงสว่างทับซ้อนบนแสงสว่าง

 

 

คำกล่าวของบรรดานักปราชญ์เกี่ยวกับการอบรมลูก

 

     อิบนุ อุมัร กล่าวว่า : จงอบรมลูกของท่าน เพราะแท้จริงท่านจะถูกสอบถามเกี่ยวกับเขาว่า ท่านได้อบรมเขาอย่างไร? และท่านได้สอนอะไรแก่เขา?

 

     อิบนุ ซีรีน กล่าวว่า: พวกเขาเคยกล่าวกันว่า : จงให้เกียรติลูกของท่าน และจงปรับปรุงมารยาทของเขาให้ดี

 

     อิบนุ หัซม์ กล่าวว่า : เด็กนั้นคืออะมานะฮฺ (สิ่งที่ถูกฝากไว้)อยู่กับพ่อแม่ของเขา และหัวใจที่บริสุทธิ์ของเขานั้นเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่ยังเรียบง่าย ปราศจากการสลักหรือรูปแบบใด ๆ เขาพร้อมจะรับทุกสิ่งที่ถูกปลูกฝัง และโน้มเอียงไปตามสิ่งที่ถูกชี้นำไปหา 

     หากเขาถูกฝึกให้ทำความดี และได้รับการสอน เขาก็จะเติบโตขึ้นบนสิ่งนั้น และมีความสุขทั้งในโลกนี้และปรโลก และพ่อของเขา รวมถึงครูและผู้สอนทุกคนก็จะมีส่วนในผลบุญนั้นด้วย

     แต่หากเขาถูกฝึกในความชั่ว และถูกละเลย เขาก็จะทุกข์และพินาศ และบาปนั้นจะตกอยู่กับผู้ที่ดูแลเขาและผู้ปกครองของเขา

 

     อิบนุ บาซ กล่าวว่า : ขอฝากคำแนะนำถึงบรรดาพ่อแม่และผู้ปกครองให้ยำเกรงอัลลอฮฺต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขาในหมู่ลูกหลาน เพราะแท้จริงพวกเขา คือ อะมานะฮฺที่อยู่กับพวกเขา และอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะทรงสอบถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันกิยามะฮฺ

 

     ท่านอัลหะซัน อัลบัศรี กล่าวว่า : ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาผู้ที่ตักเตือนตัวเองและครอบครัวของเขา โดยกล่าวว่า:

โอ้ครอบครัวของฉัน ! 

จงรักษาละหมาดของพวกท่านเถิด จงรักษาละหมาดของพวกท่านเถิด

จงจ่ายซะกาตของพวกท่าน จงจ่ายซะกาตของพวกท่าน

จงดูแลเพื่อนบ้านของพวกท่าน จงดูแลเพื่อนบ้านของพวกท่าน

จงเอาใจใส่บรรดาผู้ยากไร้ของพวกท่าน จงเอาใจใส่บรรดาผู้ยากไร้ของพวกท่าน

     เผื่อว่าอัลลอฮ์จะทรงเมตตาพวกท่านในวันกิยามะฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง ได้ทรงยกย่องบ่าวคนหนึ่งที่การงานของเขาเป็นเช่นนี้ โดยตรัสว่า:

وَكَانَ يَأْمُرُ أَهْلَهُ بِالصَّلَاةِ وَالزَّكَاةِ وَكَانَ عِنْدَ رَبِّهِ مَرْضِيًّا

“และเขาเคยใช้ให้ครอบครัวของเขาละหมาดและจ่ายซะกาต และเขาเป็นผู้ที่เป็นที่พอพระทัย ณ พระเจ้าของเขา” 

(ซูเราะฮ์ มัรยัม: 55)

 

ประการที่ 1 : ความรับผิดชอบของพ่อในการอบรมเลี้ยงดู

 

     พ่อเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการชี้แนะ การดูแล และการวางกฎเกณฑ์ในการอบรมเลี้ยงดู เขาเป็นผู้นำหลักในครอบครัว

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:

 

كُلُّكُمْ رَاعٍ ، وَكُلُّكُمْ مَسْئُولٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، الإِمَامُ رَاعٍ وَمَسْئُولٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ

وَالرَّجُلُ رَاعٍ فِي أَهْلِهِ وَهُوَ مَسْئُولٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، وَالمَرْأَةُ رَاعِيَةٌ فِي بَيْتِ

زَوْجِهَا وَمَسْئُولَةٌ عَنْ رَعِيَّتِهَا ، وَالخَادِمُ رَاعٍ فِي مَالِ سَيِّدِهِ وَمَسْئُولٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ 

“พวกท่านทุกคน คือผู้ดูแล และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนดูแล

ผู้นำก็เป็นผู้ดูแลและต้องรับผิดชอบต่อผู้ใต้ปกครองของเขา

ผู้ชายในครอบครัวของเขาก็เป็นผู้ดูแลและต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวของเขา

ผู้หญิงในบ้านสามีก็เป็นผู้ดูแลและต้องรับผิดชอบ

และคนรับใช้ก็เป็นผู้ดูแลในทรัพย์สินของนายของเขาและต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์)

 

 

ประการที่ 2 : ด้านการอบรมที่พ่อควรให้ความสำคัญ

 

1) การอบรมด้านศรัทธาและอะกีดะฮ์ 

 

     พ่อควรเริ่มต้นด้วยการสอนลูกเรื่องเตาฮีด (การให้เอกภาพแด่อัลลอฮ์) ดังที่ลุกมานได้กล่าวกับลูกของเขา:

يَابُنَيَّ لَا تُشْرِكْ بِاللَّهِ إِنَّ الشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ 

“ โอ้ลูกรักของฉัน! เจ้าอย่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความอธรรมที่ยิ่งใหญ่ “

(ซูเราะฮ์ลุกมาน: 13) 

     และท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:

ما من مولود إلا يُولَد على الفطرة، فأبواه يهوِّدانِهِ أو ينصِّرانِهِ أو يمجِّسانِهِ 

“ไม่มีเด็กคนใดเกิดมา นอกจากจะเกิดบนฟิฏเราะฮ์ (ธรรมชาติที่บริสุทธิ์) แต่พ่อแม่ของเขาจะทำให้เขาเป็นยิว คริสเตียน หรือมะญูซี”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม)

     ซึ่งหมายความว่า พ่อแม่โดยเฉพาะพ่อมีอิทธิพลอย่างมากในการหล่อหลอมความเชื่อและพฤติกรรมของลูก 

 

การระวังครูสอนและผู้เลี้ยงดูเด็ก ที่มีปัญหาในด้านอะกีดะฮฺ

      อัลหาฟิซ อิบนุ หะญัร ได้กล่าวว่า : อับดุศศอมัด บินอับดุลอะอฺลา ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกซินดี๊ก (ผู้มีความเชื่อบิดเบือน) เขาเคยเป็นผู้สอน (อบรม) อัลวะลีด บิน ยะซีด บิน อับดุลมะลิก และมีการกล่าวกันว่า เขาเป็นผู้ที่ทำให้เขาเสียคน (เสื่อมเสีย)

 

 

2) การอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรม

 

     อิสลามส่งเสริมให้มีคุณธรรมอันดีงาม และท่านนบี ﷺ ได้สอนให้เราอบรมลูกหลานให้มีความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และความอ่อนน้อมถ่อมตน

     หากลูกเห็นพ่อของเขาเป็นคนซื่อสัตย์ รักษาความไว้วางใจ ละหมาดสม่ำเสมอ และกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน สิ่งเหล่านี้จะมีผลมากกว่าคำสอนนับพันคำ 

 

 

3) การอบรมด้านร่างกายและจิตใจ

 

ท่านเราะสูล ﷺ กล่าวว่า:

علِّموا أبناءكم السباحةَ والرماية وركوب الخيل

“จงสอนลูกหลานของพวกท่านให้ว่ายน้ำ ยิงธนู และขี่ม้า”

(บันทึกโดยอัล-บัยฮะกีย์ ใน อัส-สุนัน อัล-กุบรอ)

     ซึ่งเป็นแนวทางให้ความสำคัญกับการพัฒนาร่างกาย รวมถึงการเสริมสร้างทักษะทางสังคมและจิตใจของลูก

 

     ♥ อิมามอิบนุ หัซม์ กล่าวว่า : เด็กนั้นไม่ว่าพ่อจะพยายามปกป้องเขาจากไฟของโลกนี้เพียงใด การปกป้องเขาจากไฟนรกในปรโลกย่อมสำคัญยิ่งกว่า 

และการปกป้องเขานั้น คือการอบรมสั่งสอน ขัดเกลานิสัย และสอนมารยาทอันดีงามแก่เขา และไม่ควรทำให้เขาคุ้นชินกับความสุขสบาย (ความฟุ่มเฟือย)

      และไม่ควรทำให้เขาหลงใหลในความสวยงามและ ความหรูหรา เพราะหากเป็นเช่นนั้น เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะใช้ชีวิตไปกับการแสวงหาสิ่งเหล่านี้ จนทำให้เขาพินาศได้

      และควรปกป้องเด็กจากการคลุกคลีกับเด็กคนอื่น ๆ ที่ถูกเลี้ยงดูให้คุ้นชินกับความฟุ่มเฟือย ความหรูหรา และการสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพง

 

 

4) การอบรมด้วยความรักและการพูดคุย

 

     ท่านนบี ﷺ เคยอุ้ม หอมและเล่นกับท่านฮะซันและฮุเซน และแสดงความรักต่อทั้งสอง เพื่อสอนให้เรารู้ว่าการอบรมควรตั้งอยู่บนความเมตตา

     ความรู้สึกถึงความรักและความเมตตาจากพ่อแม่ จะช่วยให้ลูกเติบโตขึ้นด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ และสามารถถ่ายทอดความดีงามไปยังผู้อื่นรอบตัวได้

  

ความเมตตาและความเอ็นดูต่อเด็กเล็ก

      ท่าน มุฮัมมัด บิน ศอลิหฺ อัลอุษัยมีน กล่าวว่า: อุมามะฮฺ บินติ ซัยนับ บุตรสาวของอบี อัลอาศ ยังเป็นเด็กเล็ก นางอยู่กับท่านนบี มุฮัมมัด ﷺ ขณะที่ท่านนำละหมาดแก่ผู้คน โดยท่านอุ้มนางไว้ เมื่อท่านยืนก็อุ้มไว้ และเมื่อท่านสุญูดก็วางนางลงบนพื้น และเมื่อท่านลุกขึ้นก็อุ้มกลับมาอีก

 

 

ประการที่ 3 : ความสำคัญของการเป็นแบบอย่างในชีวิตของลูก

 

     เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เพราะลูกมักได้รับอิทธิพลจากการกระทำมากกว่าคำพูด และบุคลิกภาพรวมถึงพฤติกรรมของพวกเขาจะถูกหล่อหลอมจากสิ่งที่เห็นในตัวพ่อ

 

     พ่อคือแบบอย่างแรกของลูก หากพ่อมีพฤติกรรมที่ดี ลูกก็จะปฏิบัติตามในสิ่งที่ดี แต่หากพ่อเบี่ยงเบน แบบอย่างก็จะเสียไป

อัลลอฮ์ ตรัสว่า:

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ 

“แท้จริงสำหรับพวกเจ้าแล้ว ในเราะสูลของอัลลอฮ์นั้น เป็นแบบอย่างอันดีงาม”

(ซูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ: 21)

      ดังนั้น การเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อ จึงเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม

 

      อิบนุลก็อยยิม กล่าวว่า : สิ่งหนึ่งที่ควรยึดถือคือการพิจารณาสภาพของเด็ก และสิ่งที่เขามีความพร้อมจากบรรดางานต่าง ๆ และสิ่งที่เขาถูกเตรียมมาเพื่อมัน จนรู้ว่าเขาถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนั้น 

     ดังนั้นอย่าบังคับเขาไปในสิ่งอื่นที่ศาสนาไม่ได้อนุญาต เพราะหากบังคับเขาไปในสิ่งที่เขาไม่พร้อม เขาจะไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งนั้น และจะพลาดสิ่งที่เขามีความพร้อมสำหรับมันไป

     หากเห็นว่าเขามีความเข้าใจดี การรับรู้ถูกต้อง ความจำดี และมีสติรับรู้ นั่นคือสัญญาณของการยอมรับและความพร้อมสำหรับความรู้ ดังนั้นจงปลูกฝังความรู้ลงในหัวใจของเขาในขณะที่มันยังว่างเปล่า เพราะมันจะฝังแน่นและมั่นคง

     และหากเห็นว่าเขาพร้อมในด้านการขี่ม้าและสิ่งที่เกี่ยวข้อง ก็จงเปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกฝนในด้านนั้น 

     และหากเห็นว่าสายตาของเขาเปิดรับสู่งานฝีมือหรืองานอาชีพใด ๆ และเขามีความพร้อมและยอมรับมัน อีกทั้งเป็นงานที่อนุมัติและเป็นประโยชน์ต่อผู้คน ก็จงเปิดโอกาสให้เขาได้ทำในสิ่งนั้น ทั้งหมดนี้ต้องอยู่หลังจากที่ได้สอนสิ่งที่จำเป็นในศาสนาแก่เขาแล้ว เพราะสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้สำหรับทุกคน

      ดังนั้น การเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อ จึงเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม

 

 

      อิบนุลเญาซีย์ ได้กล่าวถึงตัวเขาเองว่า เขาได้รับผลกระทบจากการร้องไห้ของบรรดาอาจารย์บางท่าน มากกว่าที่จะได้รับผลจากความรู้ของพวกเขาเสียอีก

 

      ท่านอับดุลลอฮฺ อัต-ตุสตะรีย์ เคยกล่าวซ้ำในวัยเด็กของเขาก่อนนอนว่า : อัลลอฮฺทรงเป็นพยานของฉัน อัลลอฮฺทรงมองฉันอยู่ อัลลอฮฺทรงอยู่กับฉัน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เกิดจากสิ่งที่เขาได้เห็นจากพ่อแม่ของเขา หรือคนใดคนหนึ่งในเรื่องนี้

 

      อุตบะฮฺ บิน อบีซุฟยาน ได้กล่าวแก่ครูผู้สอนลูกของเขาว่า : การปรับปรุงแรกที่ท่านควรทำต่อลูกของฉัน คือการปรับปรุงตัวของท่านเอง เพราะสายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่ท่าน

     สิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาคือสิ่งที่ท่านทำ และสิ่งที่ไม่ดีสำหรับพวกเขาคือสิ่งที่ท่านละทิ้ง

     จงสอนพวกเขาด้วยคัมภีร์ของอัลลอฮฺ แต่อย่าบังคับพวกเขาจนพวกเขาเบื่อหน่าย และอย่าปล่อยปละละเลยจนพวกเขาทอดทิ้งมัน 

แล้วจงให้พวกเขาได้เรียนรู้อัลกรุอ่านที่บริสุทธิ์ที่สุด และหะดีษที่ทรงเกียรติที่สุด

และอย่าให้พวกเขาย้ายจากความรู้หนึ่งไปสู่อีกความรู้หนึ่ง จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจมันอย่างมั่นคง เพราะการอัดแน่นของคำพูดในหูนั้น เป็นเหตุให้ความเข้าใจหลงทาง

 

      อิบนุ มิสกะวัยฮฺ ได้เตือนถึงการปล่อยให้ การอบรมเลี้ยงดู ตกอยู่ในมือของคนรับใช้ โดยเกรงว่าเด็กจะได้รับอิทธิพลจากมารยาทและพฤติกรรมของพวกเขา

 

 

ประการที่ 4 : ผลกระทบของการละเลยการอบรมเลี้ยงดู

 

     การที่พ่อเพิกเฉยต่อหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดู จะนำไปสู่การหลงผิดของลูก การสูญเสียคุณค่า และความเสื่อมเสียของสังคม

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:

ما مِنْ عبدٍ يسترْعيه اللهُ رعيَّةً ، يموتُ يومَ يموتُ ، وهوَ غاشٌّ لرعِيَّتِهِ إلَّا حرّمَ اللهُ عليْهِ الجنَّةَ

 

     “ไม่มีบ่าวคนใดที่อัลลอฮ์มอบหมายให้ดูแลผู้คน แล้วเขาเสียชีวิตในสภาพที่ทรยศต่อผู้ที่อยู่ในความดูแลของเขา เว้นแต่อัลลอฮ์จะทรงห้ามสวรรค์แก่เขา”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์)