
ชายที่เตาบัตตัว (สำนึกความผิด)
แปลเรียบเรียง...อับดุลวาเฮด สุคนธา
การทำซีนาเป็นหนึ่งในบาปที่ใหญ่หลวงที่สุดที่มนุษย์กระทำ และเป็นบาปใหญ่ในอิสลามที่อัลลอฮ์ทรงกำชับโทษของมัน ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เรื่องเล่าจากชายผู้หนึ่งในรายงานจากท่าน บุรอยดะฮ์ อิบนุล ฮุศอยบ์ อัลอัสลามีย์
جَاءَ مَاعِزُ بنُ مَالِكٍ إلى النَّبيِّ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ، فَقالَ: يا رَسولَ اللهِ،
طَهِّرْنِي، فَقالَ: وَيْحَكَ! ارْجِعْ فَاسْتَغْفِرِ اللَّهَ وَتُبْ إلَيْهِ، قالَ: فَرَجَعَ غيرَ بَعِيدٍ، ثُمَّ
جَاءَ، فَقالَ: يا رَسولَ اللهِ، طَهِّرْنِي، فَقالَ رَسولُ اللهِ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ:
وَيْحَكَ! ارْجِعْ فَاسْتَغْفِرِ اللَّهَ وَتُبْ إلَيْهِ، قالَ: فَرَجَعَ غيرَ بَعِيدٍ، ثُمَّ جَاءَ، فَقالَ: يا
رَسولَ اللهِ، طَهِّرْنِي، فَقالَ النَّبيُّ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ مِثْلَ ذلكَ، حتَّى إذَا كَانَتِ
الرَّابِعَةُ قالَ له رَسولُ اللهِ: فِيمَ أُطَهِّرُكَ؟ فَقالَ: مِنَ الزِّنَى، فَسَأَلَ رَسولُ اللهِ
صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ: أَبِهِ جُنُونٌ؟ فَأُخْبِرَ أنَّهُ ليسَ بمَجْنُونٍ، فَقالَ: أَشَرِبَ
خَمْرًا؟ فَقَامَ رَجُلٌ فَاسْتَنْكَهَهُ، فَلَمْ يَجِدْ منه رِيحَ خَمْرٍ، قالَ: فَقالَ رَسولُ اللهِ
صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ: أَزَنَيْتَ؟ فَقالَ: نَعَمْ، فأمَرَ به فَرُجِمَ، فَكانَ النَّاسُ فيه
فِرْقَتَيْنِ؛ قَائِلٌ يقولُ: لقَدْ هَلَكَ؛ لقَدْ أَحَاطَتْ به خَطِيئَتُهُ، وَقَائِلٌ يقولُ: ما تَوْبَةٌ
أَفْضَلَ مِن تَوْبَةِ مَاعِزٍ؛ أنَّهُ جَاءَ إلى النَّبيِّ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ فَوَضَعَ يَدَهُ في
يَدِهِ، ثُمَّ قالَ: اقْتُلْنِي بالحِجَارَةِ، قالَ: فَلَبِثُوا بذلكَ يَومَيْنِ، أَوْ ثَلَاثَةً، ثُمَّ جَاءَ
رَسولُ اللهِ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ وَهُمْ جُلُوسٌ، فَسَلَّمَ ثُمَّ جَلَسَ، فَقالَ: اسْتَغْفِرُوا
لِمَاعِزِ بنِ مَالِكٍ، قالَ: فَقالوا: غَفَرَ اللَّهُ لِمَاعِزِ بنِ مَالِكٍ، قالَ: فَقالَ رَسولُ اللهِ
صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ: لقَدْ تَابَ تَوْبَةً لو قُسِمَتْ بيْنَ أُمَّةٍ لَوَسِعَتْهُمْ. قالَ: ثُمَّ جَاءَتْهُ
امْرَأَةٌ مِن غَامِدٍ مِنَ الأزْدِ، فَقالَتْ: يا رَسولَ اللهِ، طَهِّرْنِي، فَقالَ: وَيْحَكِ!
ارْجِعِي فَاسْتَغْفِرِي اللَّهَ وَتُوبِي إلَيْهِ، فَقالَتْ: أَرَاكَ تُرِيدُ أَنْ تُرَدِّدَنِي كما رَدَّدْتَ
مَاعِزَ بنَ مَالِكٍ، قالَ: وَما ذَاكِ؟ قالَتْ: إنَّهَا حُبْلَى مِنَ الزِّنَى، فَقالَ: آنْتِ؟ قالَتْ:
نَعَمْ، فَقالَ لَهَا: حتَّى تَضَعِي ما في بَطْنِكِ، قالَ: فَكَفَلَهَا رَجُلٌ مِنَ الأنْصَارِ حتَّى
وَضَعَتْ، قالَ: فأتَى النَّبيَّ صَلَّى اللَّهُ عليه وسلَّمَ، فَقالَ: قدْ وَضَعَتِ الغَامِدِيَّةُ،
فَقالَ: إذنْ لا نَرْجُمُهَا وَنَدَعُ وَلَدَهَا صَغِيرًا ليسَ له مَن يُرْضِعُهُ، فَقَامَ رَجُلٌ مِنَ
الأنْصَارِ، فَقالَ: إلَيَّ رَضَاعُهُ يا نَبِيَّ اللهِ، قالَ: فَرَجَمَهَا.
ท่านมาอิซ อิบนุ มาลิก ได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า : โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ จงทำให้ฉันสะอาด(คือให้ลงโทษฉันเพื่อชำระล้างบาปจากความผิดจากการทำซีนา)
ท่านนบีกล่าวว่า : หายนะแล้วเจ้า ! (เป็นคำที่กล่าวเมื่อรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือเจ็บปวดจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้น) จงกลับไปจงขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ และกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์เถิด
เขาจึงกลับไปแต่ไม่ไกลจากท่านนบี แล้วเขาก็กลับมาพูดอีกเช่นเดิม ท่านนบีก็กล่าวเหมือนเดิมให้เขากลับไปขออภัยโทษ
เขากลับไปอีกได้ไม่ไกลจากท่านนบี แล้วกลับมากล่าวอีก ท่านนบีกล่าวเช่นเดิมจนเมื่อครั้งที่สี่
ท่านนบีกล่าวว่า : เจ้าต้องการให้ฉันทำให้เจ้าสะอาดจากเรื่องอะไร?
เขาตอบว่า : จากการทำซีนา
ท่านนบีจึงถามว่า : เขาเป็นบ้าหรือไม่ ? จึงมีคนบอกว่าเขาไม่ใช่คนบ้า
ท่านถามอีกว่า : เขาดื่มเหล้าหรือเปล่า? มีชายหนึ่งลุกขึ้นไปดมที่ตัวของเขา แต่ไม่พบกลิ่นเหล้า
ท่านนบีจึงถามว่า : เจ้าทำซีนาใช่หรือไม่?
เขาตอบว่า :ใช่
ท่านนบีจึงสั่งให้ลงโทษด้วยการขว้างเขาด้วยก้อนหิน
หลังจากนั้นผู้คนแตกเป็นสองกลุ่ม :
กลุ่มหนึ่งบอกว่า : เขาหมดหวังแล้ว บาปของเขาได้ล้อมเขาไว้แล้ว”
คนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า : ไม่มีการเตาบะห์ใดที่จะดีกว่าการเตาบะห์ของท่านมาอิซ เขาก็มาหาท่านนบีแล้วเขาก็เอามือของเขาวางบนมือของท่านนบี แล้วเขาพูดว่า จงฆ่าฉันด้วยก้อนหินเถิด พวกเขาได้กล่าวถึงเรื่องนี้กันอยู่ 2–3 วัน
จากนั้นท่านนบีมาหาพวกเขา แล้วนั่งลงและกล่าวว่า : จงขออภัยโทษให้แก่ มาอิซ อิบนุ มาลิก
พวกเขาจึงกล่าวว่า : ขออัลลอฮ์ทรงให้อภัยแก่ มาอิซ อิบนุ มาลิก
ท่านนบีกล่าวว่า : แท้จริงเขาได้เตาบะห์ครั้งนี้ ซึ่งถ้าหากว่าถูกแบ่งให้แก่ประชาชาติหนึ่งทั้งชาติ ก็เพียงพอสำหรับพวกเขา
ต่อมามีหญิงจากเผ่า ฆอมิด จากอัล-อัซด์ มาหาท่านนบีแล้วกล่าวว่า : โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ จงทำให้ฉันสะอาดด้วยเถิด(คือ ความผิดจากการทำซีนา)
ท่านนบีกล่าวว่า : หายะแล้วเจ้า ! (เป็นคำที่กล่าวเมื่อรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือเจ็บปวดจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้น)! จงกลับไปขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ และกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์เถิด
เธอกล่าวว่า : ฉันเห็นว่าท่านต้องการจะทำเหมือนที่ท่านทำกับมาอิซ อิบนุ มาลิก
ท่านนบีถามว่า : มีอะไรหรือ?
เธอตอบว่า : ฉันตั้งครรภ์จากการทำซีนา
ท่านถามว่า : เป็นเจ้าหรือ?
เธอตอบว่า : ใช่
ท่านจึงกล่าวว่า : จงกลับไปก่อนจนกว่าจะคลอดลูกที่อยู่ในท้องของเจ้า
มีชายหนึ่งจากชาวอันศ็อรรับหน้าที่ดูแลเธอจนกระทั่งเธอคลอด
ชายคนนั้นมาท่านนบีและกล่าวว่า : หญิงฆอมิดียะฮ์คนนั้นได้คลอดลูกแล้ว
ท่านนบีกล่าวว่า : ดังนั้นเราจะไม่ทำการขว้างหินนาง(เพื่อประหาร) แล้วปล่อยให้ลูกของนางซึ่งยังเล็กอยู่โดยไม่มีใครให้นมเขาได้?
ชายหนึ่งจากอันศ็อรจึงลุกขึ้นและกล่าวว่า : โอ้ท่านร่อซูลลุลลอฮ์ ขอให้ฉันเป็นผู้ให้นมเขา
จากนั้นท่านนบีก็สั่งให้ทำการลงโทษด้วยการขว้างหินกับนาง
(บันทึกโดย มุสลิม)
อธิบายตัวบทในหะดีษนี้ บุร็อยดะฮ์ อิบนุ อัล-ฮุศอยบ์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุเล่าว่าท่านมาอิซ บินุ มาลิก อัล-อัสละมี เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ มาหาท่านนบี ﷺ แล้วกล่าวว่า:
โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ จงทำให้ฉันสะอาดเถิด (หมายถึง ขอตั้งโทษแก่ฉันเพื่อชำระบาปของฉัน)
ท่านนบี ﷺ เข้าใจว่า มาอิซอาจทำบาปที่ไม่ถึงขั้นมีบทลงโทษหรือโทษทางโลก จึงกล่าวแก่เขาว่า : เว้ยเจ้า ! ซึ่งเป็นคำที่ใช้เมื่อเกิดความสะเทือนใจ เจ็บปวด หรือเศร้าจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้น
จากนั้นท่านนบี ﷺ สั่งให้เขากลับไป ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และเตาบะห์ต่อพระองค์ มาอิซจึงกลับไป
แต่ยังไม่ไกลจากที่นั่งของท่านนบี ﷺ มากนัก แล้วเขาก็กลับมาอีก
ท่านนบีกล่าวกับเขาแบบเดียวกับครั้งแรก และเขาก็กลับมาอีก ท่านนบีก็ยังกล่าวเช่นเดิมจน เมื่อเป็นครั้งที่สี่
ที่มาอิซกล่าวว่า : โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ จงทำให้ฉันสะอาดเถิด
ท่านนบี ﷺ จึงถามถึงบาปของเขา
มาอิซตอบว่า : จากการซินา คือ ข้าพเจ้าได้กระทำบาปร้ายแรงคือซินา ดังนั้นขอให้ท่านลงโทษแก่ข้าพเจ้า
ท่านนบี ﷺ จึงสอบถามคนที่อยู่ในหมู่ชนของมาอิซ และตามรายงานหนึ่งใน ศอฮีฮ์ มุสลิม
ท่านได้ส่งคนไปถามพวกเขาว่า : มาอิซเป็นบ้าหรือมีสติปัญญาบกพร่องหรือไม่?
พวกเขาตอบว่า มาอิซไม่ใช่คนบ้า และมีสติปัญญาสมบูรณ์และในรายงานหนึ่งใน ศอฮีฮ์ มุสลิม
พวกเขากล่าวว่า : เราไม่รู้จักเขา นอกจากว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้มีสติสมบูรณ์และเป็นคนดีในหมู่ของเราเท่าที่เราเห็น
ท่านนบี ﷺ จึงถามเพิ่มเติมว่า : เขาดื่มเหล้าหรือไม่ (หมายถึง ดื่มสุราจนเสียสติหรือไม่)
ชายคนหนึ่งในที่ประชุมกับท่านนบี ﷺ จึงลุกไปดมลมหายใจของมาอิซเพื่อดูว่าเขาดื่มสุราหรือไม่แต่ก็ไม่พบกลิ่นเหล้าในลมหายใจของมาอิซ
ท่านนบี ﷺ จึงถามเขาว่า : เจ้าซินาใช่หรือไม่?
มาอิซยืนยันว่าเขาทำซินาจริง
ดังนั้นท่านนบี ﷺ จึงสั่งให้บรรดาศอฮาบะฮ์และผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นทำการขว้างมาอิซจนเสียชีวิต
ซึ่งนี่คือโทษของผู้กระทำซินา ในขณะที่เป็น มุหศ็อน คือ ผู้ที่เคยสมรสแล้วบรรดาศอฮาบะฮ์จึงได้ขว้างเขาด้วยก้อนหินจนเสียชีวิต
บรรดาศอฮาบะฮ์จึงได้ขว้างเขาด้วยก้อนหินจนเสียชีวิต และท่านบุรัยดะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้บอกเล่าว่า
ผู้คนได้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับชะตากรรมของท่านมาอิซ หลังจากที่มีการลงโทษแก่เขาแล้ว
ฝ่ายแรก กล่าวว่า : มาอิซพินาศแล้ว เพราะเขาได้กระทำความผิดใหญ่ และ บาปของเขาได้ปกคลุมเขาแล้ว
(หมายถึงพวกเขาเห็นว่าเขายังคงถูกลงโทษในวันกิยามะฮ์จากบาปการซินา แม้ว่าได้มีการลงโทษแก่เขาแล้วก็ตาม)
ฝ่ายที่สอง กล่าวว่า : ไม่มีการเตาบะฮ์ใดจะประเสริฐไปกว่าการเตาบะฮ์ของมาอิซ เพราะเขาได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้ววางมือลงในมือท่านนบี
จากนั้นเขากล่าวว่า : ฆ่าฉันด้วยการขว้างด้วยหินเพื่อจะได้ชำระล้างตนเองจากบาป
และท่านบุรัยดะฮ์ยังบอกอีกว่า ผู้คนยังคงอยู่ในความขัดแย้งและโต้เถียงกันในเรื่องของมาอิซ และชะตากรรมของเขาเช่นนั้นอยู่อีกสองหรือสามวัน
จนกระทั่งท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มายังวงสนทนาของพวกเขาหลังจากเวลานั้น
ท่านนบีได้กล่าวสลามแก่พวกเขา แล้วนั่งร่วมวงกับพวกเขา และสั่งให้พวกเขาขออภัยโทษให้แก่มาอิซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้คนจึงได้ขอให้อัลลอฮ์อภัยโทษแก่เขา
จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า : มาอิซ บิน มาลิก ได้เตาบะฮ์ต่ออัลลอฮ์แล้ว เตาบะฮ์ที่หากถูกแบ่งไปให้หมู่ชนหนึ่ง ก็เพียงพอสำหรับพวกเขาอย่างทั่วถึง
หมายถึง การเตาบะฮ์ของเขามีความจริงใจและยิ่งใหญ่จนเพียงพอสำหรับจะเป็นภาคผลให้แก่ผู้คนจำนวนมาก
จากนั้นท่านบุรัยดะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า หลังจากมีการขว้างหินลงโทษมาอิซ บิน มาลิก แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
นางเป็นผู้หญิงจากเผ่า ฆอมิด หนึ่งในเผ่าญุฮัยนะฮ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเผ่าอัซด์ เผ่าหนึ่งที่ใหญ่ในหมู่อาหรับ
นางฆอมิดียะฮ์กล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ ได้โปรดชำระล้างฉันให้บริสุทธิ์จากบาปของฉันด้วยการจัดการลงโทษแก่ฉัน
ท่านนบีจึงกล่าวว่า เว้ยเคราะห์ของเจ้าหนอ ! แล้วท่านนบีสั่งนางเช่นเดียวกับที่ท่านเคยสั่งมาอิซ คือ จงกลับไปขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และจงเตาบะฮ์ต่อพระองค์
แต่หญิงฆอมิดียะฮ์กล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ ข้าคิดว่าท่านต้องการจะให้ฉันกลับไป เหมือนที่ท่านทำกับมาอิซ บิน มาลิก
ท่านนบีจึงถามถึงบาปของนาง นางจึงบอกว่าฉันตั้งครรภ์ เพราะผลจากการกระทำซินา
ท่านนบีจึงทวนถามยืนยัน แต่นางก็ตอบว่า ใช่แล้ว
ท่านนบีจึงสั่งให้นางกลับไปจนกว่าจะคลอดบุตร แล้วนำเด็กมา
ท่านบุรัยดะฮ์เล่าว่า มีชายหนึ่งจากอันศอร (ชาวมะดีนะฮ์) รับหน้าที่ดูแลนางและจัดหาเครื่องยังชีพให้นาง จนกระทั่งนางคลอดบุตร เขาจึงมาบอกท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ท่านนบีกล่าวว่า เช่นนั้นแล้ว เราจะไม่ขว้างหินนางในตอนนี้ เพราะไม่ต้องการทิ้งเด็กไว้โดยไม่มีผู้ดูแลหรือให้นม
ชายอีกคนหนึ่งจากอันศอรจึงลุกขึ้นและกล่าวว่า โอ้ท่านนบีแห่งอัลลอฮ์ เด็กนี้ให้ข้าดูแลเอง เขายินดีรับภาระการเลี้ยงดูและให้นมเด็ก
เมื่อมีผู้รับเลี้ยงดูแล้ว ท่านนบีจึงสั่งให้ลงโทษขว้างหินนาง ซึ่งแสดงว่าฐานะของนางเป็นผู้สมรสจึงมีโทษขว้างหิน
และในรายงานอีกสายหนึ่งจากอิมามมุสลิม ระบุว่า เมื่อเธอคลอดบุตรแล้ว นางได้นำเด็กที่ห่อผ้าในผืนผ้ามาหาท่านนบี ท่านสั่งให้นางกลับไปจนกว่าเด็กจะหย่านม
เมื่อถึงเวลาหย่านม นางก็นำเด็กมาหาท่านอีกครั้ง ทารกมีเศษขนมปังอยู่ในมือ เป็นสัญญาณว่าเขากินอาหารเองได้แล้ว
ท่านนบีจึงมอบเด็กให้ชายหนึ่งในหมู่มุสลิม แล้วสั่งให้ลงโทษนางจึงมีการขุดหลุมลึกจนถึงระดับหน้าอกของนาง แล้วผู้คนก็ขว้างหินใส่นาง
ท่านคอลิด บิน วะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ขว้างหินก้อนหนึ่งถูกศีรษะนางทำให้เลือดกระเด็นมาที่ใบหน้าของเขา เขาจึงด่านาง
แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ยินจึงกล่าวว่า ค่อยๆ หน่อยเถิด โอ้คอลิด ! ขอสาบานต่อผู้ทรงชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ นางได้เตาบะฮ์ด้วยการเตาบะฮ์ที่ หากเจ้าหน้าที่เก็บภาษีที่อธรรมทำเช่นนั้นบ้าง ก็จะได้รับการอภัยโทษ
คำว่า “มักส์” หมายถึง การรีดเอาเงินจากผู้ค้าขายอย่างอธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในบาปที่เลวร้ายที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับการเอาเปรียบผู้คน ละเมิดสิทธิของพวกเขา และนำทรัพย์สินไปใช้โดยมิชอบ หลังจากนั้นท่านนบีได้ละหมาดญะนาซะฮ์ให้นาง และนางก็ถูกฝัง
สิ่งที่ได้รับจากหะดีษ :
1. ท่านนบี ﷺ มีความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้ผู้คนยอมรับผิดจนต้องถูกลงโทษ
เพราะท่านได้ห้ามมาอิซ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสั่งให้เขากลับไปขออภัยโทษและเตาบะห์ ซึ่งแสดงว่าศาสนาให้ความสำคัญกับการปกปิดความผิดไม่เปิดเผยความลับ และให้เตาบะห์ระหว่างบ่าวกับพระเจ้าสำคัญกว่า
2. หลักการตรวจสอบอย่างรอบคอก่อนลงโทษในศาสนาอิสลาม
ท่านนบี ﷺ ถามว่าเขาเป็นบ้าหรือไม่ ? ถามว่าเขาดื่มเหล้าหรือไม่ ? และยืนยันหลายครั้งก่อนที่เขาจะยอมรับชัดเจน สิ่งนี้เป็นตัวอย่างของความยุติธรรมและความเมตตาในบทบัญญัติ
3. ความยิ่งใหญ่ของการเตาบะห์ของมาอิซและหญิงฆอมิดียะฮ์
ทั้งสองคนไม่ได้ถูกบังคับให้รับสารภาพ แต่พวกเขามาด้วยตนเองเพื่อให้ชำระล้างบาปท่านนบี ﷺ ถึงกับกล่าวเกี่ยวกับมาอิซว่า : แท้จริงเขาได้เตาบะห์หนึ่ง ซึ่งถ้าแบ่งให้ทั้งประชาชาติก็เพียงพอสำหรับพวกเขา
4. ความเมตตาของท่านนบี ﷺ และการคำนึงถึงประโยชน์ของเด็ก
ท่านเลื่อนการขว้างหินกับหญิงฆอมิดียะฮ์จนกว่าจะคลอด แล้วเลื่อนอีกครั้งจนกว่าจะมีคนรับเลี้ยงลูกของเธอ แสดงว่าการลงโทษจะทำได้ก็ต่อเมื่อไม่มีผลเสียที่สำคัญตามมา
5. การลงโทษในศาสนาเป็นการชำระล้างบาปให้แก่ผู้ทำผิด
เพราะฉะนั้นท่านนบีจึงสรรเสริญการเตาบะห์ของพวกเขาทั้งสอง แสดงว่าหากมีการลงโทษตามบทบัญญัติแล้ว ก็เป็นการชำระโทษในโลกนี้และเป็นการชำระบาปของเขาด้วย