
อิบาดะห์ คืออะไร สำคัญอย่างไร ?
By One Muslimah
ความหมายของ “อิบาดะห์”
คำว่า “อิบาดะห์” (عبادة) มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับ หมายถึง การยอมจำนน การนอบน้อม การภักดี ในศาสนาอิสลาม
อิบาดะห์ หมายถึง ทุกคำพูด การกระทำ ทั้งภายนอกและภายใน ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ทรงรักและทรงพอพระทัย
ดังนั้น อิบาดะห์ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการละหมาด การถือศีลอด หรือการอ่านอัลกุรอานเท่านั้น แต่รวมถึงทุกการกระทำที่ทำด้วยเจตนาดีและอยู่ภายใต้หลักศาสนา อาทิ การทำงานประกอบอาชีพที่สุจริต การเลี้ยงดูครอบครัว การช่วยเหลือผู้อื่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การยิ้มให้พี่น้อง การพูดความจริง การอดทนต่อบททดสอบ ฯลฯ หากสิ่งเหล่านี้ทำเพื่อแสวงหาความพอพระทัยจากอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ก็สามารถเป็นอิบาดะห์ได้ทั้งสิ้น
เพราะเมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายหลักของชีวิตมนุษย์ จะพบว่า มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อเป็นบ่าวเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ ไม่ใช่เพื่อการแสวงหาทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสุขทางโลกเท่านั้น
ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
“และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า”
(กุรอาน 51:56)
เมื่อพิจารณาอัลกุรอานอายะห์นี้ จะพบว่า การอิบาดะห์จึงไม่ใช่เพียง“กิจกรรมทางศาสนา” แต่คือ “วิถีชีวิต” ของมุสลิม
อิบาดะห์มีความสำคัญอย่างไร ?
ความสำคัญของอิบาดะห์ สามารถสรุปได้ดังนี้
1. อิบาดะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (ผู้ถูกสร้าง) กับอัลลอฮฺ (ผู้สร้าง)
หัวใจของมนุษย์ต้องการที่ยึดเหนี่ยว หากหัวใจห่างไกลจากอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา มนุษย์จะรู้สึกว่างเปล่า กระวนกระวาย สับสน และไร้ความหมาย ซึ่งการละหมาด การดุอาอ์ การรำลึกถึงอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา หรือการอ่านอัลกุรอาน ช่วยให้หัวใจสงบ
ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
“บรรดาผู้ศรัทธา และจิตใจของพวกเขาสงบด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ
พึงทราบเถิด ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เท่านั้น ทำให้จิตใจสงบ”
(กุรอาน 13:28)
2. อิบาดะห์ขัดเกลาจิตใจและพฤติกรรม
อิบาดะห์ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม แต่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น
♦ การละหมาดทำให้ยับยั้งและห่างจากความชั่ว
♦ การถือศีลอดช่วยฝึกความอดทนอดกลั้น
♦ การจ่ายซะกาตการบริจาคช่วยลดความตระหนี่ เป็นการเสียสละ ช่วยเหลือสังคม
♦ การประกอบพิธีฮัจย์ฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน อดทน และความเป็นพี่น้อง เป็นต้น
ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ตรัสไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
“เจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่เจ้าจากคัมภีร์ และจงดำรงการละหมาด
(เพราะ) แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำลามกและความชั่ว
และการรำลึกถึงอัลลอฮฺ นั้น ยิ่งใหญ่มาก และอัลลอฮฺ ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”
(กุรอาน 29:45)
3. อิบาดะห์ทำให้ชีวิตมีคุณค่า
คนที่ใช้ชีวิตเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา จะมองทุกกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย แม้เรื่องธรรมดาทั่วไป เช่น การกิน การนอน หรือการทำงาน ก็สามารถเป็นอิบาดะห์ได้ หากมีการตั้งเจตนาที่ดีเพื่อเป็นการเคารพภักดีปฏิบัติตามคำสั่งใช้คำสั่งห้ามของอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา นี่คือความงดงามของอิสลาม เพราะศาสนาไม่ได้แยก “โลก” กับ “ศาสนา” ออกจากกัน
อิบาดะห์เกี่ยวข้องกับอีหม่านอย่างไร ?
“อีหม่าน” (إيمان) หมายถึง “ศรัทธา” คือ การเชื่อมั่นด้วยหัวใจ กล่าวด้วยลิ้น และปฏิบัติด้วยร่างกาย ทั้งนี้ มุสลิมต้องศรัทธาต่อหลักศรัทธา 6 ประการ ได้แก่ ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ ศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และศรัทธาต่อกอฎอกอฎัร (การกำหนดการลิขิต)
อิบาดะห์เกี่ยวข้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกับอีหม่านและไม่สามารถแยกจากกันได้ แต่ต่างสะท้อนให้เห็นรากฐานและผลลัพธ์ของพฤติกรรมการกระทำ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. อีหม่าน คือรากฐาน ในขณะที่ อิบาดะห์ คือผลลัพธ์
กล่าวคือ หากหัวใจศรัทธา (มีอีหม่าน) ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา อย่างแท้จริง มนุษย์ย่อมอยากเชื่อฟังพระองค์ ดังนั้น อิบาดะห์จึงเป็น “ผล” ของอีหม่าน
หากเปรียบเทียบกับต้นไม้ สามารถอธิบายได้ว่า รากของต้นไม้เป็นดั่งอีหม่าน ส่วนลำต้น ดอก และผลเป็นดั่งอิบาดะห์และความดีงาม ซึ่งถ้ารากของต้นไม้แข็งแรง ลำต้นก็จะแข็งแรง ออกดอกออกผลดีงาม
2. อิบาดะห์ช่วยเพิ่มอีหม่าน
กล่าวคือ อีหม่านของมนุษย์ไม่คงที่ มีขึ้นมีลง เพิ่มและลดได้ ซึ่งอีหม่านจะเพิ่มขึ้นด้วยการเชื่อฟังอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา และอีหม่านจะลดลงเมื่อทำบาป
ดังนั้น เมื่อมุสลิมละหมาด รำลึกถึงอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา อ่านอัลกุรอาน หรือกระทำความดีต่างๆ อีหม่านก็จะเข้มแข็งขึ้น แต่เมื่อมนุษย์ทำบาป ฝ่าฝืนคำสั่งใช้คำสั่งห้ามของอัลลอฮฺ อีหม่านก็จะลดลง
3. อีหม่านที่แท้จริงต้องปรากฏผ่านพฤติกรรมการกระทำ
อิสลามไม่ได้มองว่า “ศรัทธาอยู่แค่ในหัวใจ” โดยไม่มีผลต่อชีวิต ท่านนบีมุฮัมหมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า
“อีหม่านมีมากกว่า 70 สาขา ระดับสูงสุดคือการกล่าว ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ’
หมายถึง การกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา
และระดับต่ำสุดคือการกำจัดหรือนำสิ่งอันตรายออกจากทางเดิน”
(บันทึกโดยมุสลิม)
ฮะดิษนี้แสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งการรักษาความสะอาดหรือการช่วยเหลือสังคม ก็เกี่ยวข้องกับอีหม่านเช่นกัน
ทั้งนี้ อิบาดะห์ที่อัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ทรงรัก ต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่
(1) มีความอิคลาศ (ความบริสุทธิ์ใจ) มีเจตนาที่บริสุทธิ์ทำเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ไม่ใช่ทำเพื่อต้องการชื่อเสียง การยกย่อง คำชมเชย หรือผลประโยชน์อื่นใด และ
(2) มีความถูกต้องตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมหมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เพราะอิบาดะห์ต้องอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่ตามอารมณ์ ไม่ใช่ตามกระแสโลกและสังคมหรือการคิดขึ้นเอง
บทสรุปส่งท้าย
อิบาดะห์ คือหัวใจของชีวิตมุสลิม ส่วนอีหม่าน คือพลังภายในที่ผลักดันให้อิบาดะห์เกิดขึ้น ซึ่งทั้งอิบาดะห์และอีหม่านแยกจากกันไม่ได้ เพราะ หากไม่มีอีหม่าน อิบาดะห์ก็ไร้วิญญาณไร้ความหมาย ในทำนองเดียวกัน หากไม่มีอิบาดะห์ อีหม่านก็อ่อนแอ
ดังนั้น มุสลิมที่สมบูรณ์ จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่มีความ “เชื่อ” เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ทำให้ความศรัทธา (อีหม่าน) นั้นปรากฏผ่านคำพูด พฤติกรรมการกระทำ และจริยธรรมในการดำเนินชีวิตทุกช่วงเวลาทุกสภาพการณ์ (อิบาดะห์) เพราะอิสลามมิใช่เป็นเพียงศาสนาแห่งพิธีกรรม แต่เป็นศาสนาแห่งการเปลี่ยนแปลงหัวใจและพฤติกรรมของมนุษย์ตลอดทั้งชีวิต