การเผยแผ่ศาสนาระหว่างการปกป้องซุนนะฮฺ VS โรคแห่งการสำคัญตน
  จำนวนคนเข้าชม  135

การเผยแผ่ศาสนาระหว่างการปกป้องซุนนะฮฺ VS โรคแห่งการสำคัญตน

 

เรียบเรียงโดย   อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

 

          งานดะอฺวะฮฺ คือภารกิจอันประเสริฐของบรรดานบีและผู้สืบทอดมรดกแห่งความรู้ แต่ความประเสริฐของภารกิจนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ทำงานศาสนาอยู่เหนือการตรวจสอบตนเอง ตรงกันข้าม ยิ่งงานดะอฺวะฮฺสูงส่งเพียงใด ผู้ปฏิบัติงานยิ่งต้องระวังหัวใจ ลิ้น เจตนา และมารยาทมากขึ้นเพียงนั้น เพราะนักเผยแผ่ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้พูดเรื่องศาสนา” แต่เป็น “ภาพสะท้อนของศาสนา” ต่อสายตาผู้คน

 

         หนึ่งในโรคอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในหมู่นักเผยแผ่ คือ การสำคัญตนผิด เห็นว่าตนเองหรือกลุ่มของตนเท่านั้นที่ทำงานศาสนา ต่อต้านชิริก ปราบปรามบิดอะฮฺ และปกป้องซุนนะฮฺ ขณะเดียวกันกลับดูแคลนพี่น้องนักเผยแผ่คนอื่น กล่าวหาว่าเขาไม่ทำอะไร ไม่มีส่วนร่วมในการปกป้องซุนนะฮฺ หรือรับผลประโยชน์จากองค์กรศาสนาโดยไม่มีผลงาน เพียงเพราะไม่เห็นผลงานของเขาปรากฏในโลกออนไลน์

 

         ทัศนะเช่นนี้ขัดกับหลักฐานศาสนา ขัดกับมารยาทของท่านนบี ﷺ และขัดกับแนวทางของบรรดานักวิชาการผู้ยึดมั่นในความยุติธรรม เพราะอิสลามไม่ได้อนุญาตให้ผู้ใดผูกขาดศาสนาไว้กับตนเอง หรือใช้ชื่อซุนนะฮฺเป็นเครื่องมือในการดูหมิ่นผู้ทำงานศาสนาคนอื่น

 

 

มารยาท คือ หัวใจของงานดะอฺวะฮฺ

 

     อัลลอฮฺทรงยืนยันถึงจริยธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่านนบี ﷺ ว่า

 “และแท้จริง เจ้านั้นอยู่บนจริยธรรมอันยิ่งใหญ่”

( อัลเกาะลัม 68:4 )

     อายะฮฺนี้ชี้ว่า แบบอย่างของท่านนบี ﷺ มิได้อยู่เพียงการสอนหลักความเชื่อและบทบัญญัติเท่านั้น แต่รวมถึงจริยธรรม วาจา ความอ่อนโยน ความอดทน และความเมตตาต่อผู้คนด้วย

    อัลลอฮฺยังตรัสว่า

 “ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮฺ เจ้าได้อ่อนโยนต่อพวกเขา

และหากเจ้าหยาบกระด้าง มีหัวใจแข็งกร้าว แน่นอนพวกเขาย่อมแตกหนีออกไปจากรอบตัวเจ้า”

( อาลิอิมรอน 3:159)

     อายะฮฺนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า ความหยาบกระด้างไม่ใช่วิถีของดะอฺวะฮฺแบบนบี แม้ผู้เผยแผ่จะพูดเรื่องที่ถูกต้อง แต่หากวิธีการเต็มไปด้วยการดูหมิ่น แข็งกร้าว และทำลายเกียรติผู้คน ย่อมทำให้ผู้คนถอยห่างจากสัจธรรม

 

     ท่านอนัส อิบนุ มาลิก رضي الله عنه กล่าวว่า

 “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ﷺ มิใช่ผู้หยาบคาย มิใช่ผู้กล่าวคำลามก และมิใช่ผู้สาปแช่ง”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)

     และท่านหญิงอาอิชะฮฺ رضي الله عنها กล่าวว่า

“ท่านนบี ﷺ มิใช่ผู้หยาบคาย และมิใช่ผู้แสร้งทำหยาบคาย”

( บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

     ดังนั้น ผู้ที่อ้างว่าปกป้องซุนนะฮฺ จำเป็นต้องปกป้องทั้ง “เนื้อหาของซุนนะฮฺ” และ “มารยาทของซุนนะฮฺ” เพราะซุนนะฮฺไม่ได้มีเพียงคำพูดที่ใช้หักล้างผู้อื่น แต่เป็นแนวทางชีวิตที่ต้องปรากฏในหัวใจ วาจา ท่าที และการปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิม

 

 

การคิดร้ายและกล่าวหาพี่น้องนักเผยแผ่โดยไม่มีหลักฐาน

 

     หนึ่งในสิ่งที่ไม่สมควรเกิดกับนักเผยแผ่ศาสนา คือ การคิดไม่ดีต่อพี่น้องนักเผยแผ่ด้วยกันเอง เช่น การกล่าวหาว่าบุคคลหนึ่ง “ไม่ทำอะไรเลย ทั้งที่รับเงินจากองค์กรศาสนา” เพียงเพราะไม่เห็นผลงานของเขาในสื่อออนไลน์

     อัลลอฮฺตรัสว่า

 “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงหลีกเลี่ยงการสงสัยให้มาก แท้จริงบางส่วนของการสงสัยนั้นเป็นบาป”

( อัลหุญุรอต 49:12)

     อายะฮฺนี้ห้ามการตั้งข้อสงสัยในทางร้ายต่อพี่น้องมุสลิมโดยไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพราะการคิดร้ายมักนำไปสู่การนินทา การใส่ร้าย และการทำลายเกียรติของผู้อื่น

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 “พวกท่านจงระวังการคาดเดา เพราะแท้จริงการคาดเดานั้นคือคำพูดที่เท็จที่สุด”

( บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

     หะดีษนี้เป็นหลักใหญ่ในการปิดประตูการตัดสินผู้คนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน นักเผยแผ่บางคนอาจทำงานภาคสนาม สอนในชุมชน ให้คำปรึกษาครอบครัว อบรมเยาวชน เยี่ยมเยียนผู้คน แปลตำรา หรือทำงานเบื้องหลังขององค์กร ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรากฏในโลกออนไลน์

♦ การไม่เห็นผลงาน มิใช่หลักฐานว่าเขาไม่ทำงาน

♦ การไม่โพสต์ มิใช่หลักฐานว่าเขาไม่ปกป้องซุนนะฮฺ

♦ การไม่ถ่ายภาพกิจกรรม มิใช่หลักฐานว่าเขาไม่มีประโยชน์

♦ การไม่อยู่ในสายตาของเรา มิใช่หลักฐานว่าเขาไม่มีสถานะ ณ ที่อัลลอฮฺ

 

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 “มุสลิมทุกคนต่อมุสลิมอีกคนหนึ่งนั้น เลือดของเขา ทรัพย์สินของเขา และเกียรติของเขา เป็นสิ่งต้องห้าม”

 (บันทึกโดยมุสลิม)

     ดังนั้น การกล่าวหานักเผยแผ่ว่าไม่ทำงาน หรือรับผลประโยชน์โดยไม่มีผลงาน ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน อาจเข้าข่ายละเมิดเกียรติของมุสลิม และหากเป็นการกล่าวหาในวงกว้าง ย่อมทำลายความไว้วางใจต่อบุคคล องค์กร และงานดะอฺวะฮฺโดยรวม

 

 

 ภัยของการสำคัญตนว่า “มีเพียงเราที่ปกป้องซุนนะฮฺ”

 

     บางครั้งนักเผยแผ่หรือกลุ่มหนึ่งอาจเข้าใจว่าตนเองเท่านั้นที่กำลังต่อต้านชิริก ปราบปรามบิดอะฮฺ และปกป้องซุนนะฮฺ ส่วนผู้อื่นไม่มีบทบาท ไม่มีความเสียสละ หรือไม่มีส่วนร่วมในงานศาสนาเลย

     นี่คือโรคอันตรายของหัวใจ เพราะแม้การต่อต้านชิริกและบิดอะฮฺจะเป็นหน้าที่สำคัญ แต่หน้าที่นี้ไม่ได้อนุญาตให้ผู้ใดดูหมิ่นพี่น้อง หรือยกตนเหนือผู้ทำงานศาสนาในสนามอื่น

    อัลลอฮฺตรัสว่า

 “ดังนั้น พวกเจ้าอย่ายกย่องตนเองว่าบริสุทธิ์ พระองค์ทรงรู้ดีที่สุดว่าใครคือผู้ยำเกรง”

( อันนัจม์ 53:32)

 

     อิหม่ามอิบนุกะษีร رحمه الله อธิบายความหมายของอายะฮฺนี้ว่า อย่าชมตนเอง อย่าประกาศความบริสุทธิ์แก่ตนเอง และอย่าทำให้ตนดูดีเหนือผู้อื่น เพราะอัลลอฮฺทรงรู้ดีที่สุดว่าใครคือผู้ยำเกรงอย่างแท้จริง

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 “ผู้ใดกล่าวว่า ‘ผู้คนพินาศแล้ว’ เขานั่นแหละคือผู้ที่พินาศที่สุด”

 (บันทึกโดยมุสลิม)

 

     อิหม่ามอันนะวะวีย์ رحمه الله อธิบายว่า หะดีษนี้ตำหนิผู้ที่กล่าวเช่นนั้นด้วยท่าทีดูหมิ่นผู้คน ยกตนว่าดีกว่าผู้อื่น และเห็นว่าตนเองปลอดภัย ส่วนการเตือนด้วยความห่วงใยและไม่มีท่าทีหยิ่งยโส ไม่อยู่ในความหมายที่ถูกตำหนิ

     นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “การตักเตือนเพื่ออัลลอฮฺ” กับ “การดูหมิ่นผู้คนในนามของการตักเตือน” นักเผยแผ่ต้องถามตนเองเสมอว่า เขากำลังเตือนเพราะเมตตาต่อพี่น้อง หรือกำลังใช้ข้อผิดพลาดของผู้อื่นเพื่อยกตนเองให้สูงขึ้น

 

 

 การผูกขาดความถูกต้องไว้กับกลุ่มตนเอง

 

     บางกลุ่มที่ทำงานเผยแผ่ศาสนาอาจเข้าใจผิดว่า ความถูกต้องอยู่กับตนเองหรือกลุ่มของตนเท่านั้น จนมองว่าผู้อื่นไม่มีหุ้นส่วน ไม่มีคุณค่า หรือไม่มีสิทธิ์ในการรับใช้ศาสนาอย่างแท้จริง

     แนวคิดนี้ขัดกับหลักอะฮฺลุซซุนนะฮฺ เพราะความจริงไม่ได้ผูกอยู่กับชื่อกลุ่ม บุคคล องค์กร หรือความนิยม แต่ความจริงวัดด้วยอัลกุรอาน ซุนนะฮฺ และความเข้าใจที่ถูกต้องของบรรดาสะลัฟ

     อัลลอฮฺตรัสว่า

 “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเป็นผู้ดำรงมั่นเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความยุติธรรม

และอย่าให้ความเกลียดชังต่อชนกลุ่มหนึ่ง ทำให้พวกเจ้าขาดความยุติธรรม

จงยุติธรรมเถิด นั่นใกล้ต่อความยำเกรงยิ่งกว่า”

 (อัลมาอิดะฮฺ 5:8)

     อายะฮฺนี้สอนว่า ความยุติธรรมต้องมาก่อนความรัก ความเกลียด และการสังกัดกลุ่ม แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับบุคคลหรือองค์กรใด ก็ไม่อนุญาตให้เราปฏิเสธความดีทั้งหมดของเขา หรือกล่าวหาว่าเขาไม่มีส่วนรับใช้ศาสนาเลย

 

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 “ความโอหังคือการปฏิเสธความจริง และการดูหมิ่นผู้คน”

( บันทึกโดยมุสลิม)

     หะดีษนี้เป็นหลักสำคัญมากในประเด็นนี้ เพราะการผูกขาดความถูกต้องมักประกอบด้วยสองสิ่ง คือ หนึ่ง ปฏิเสธความจริงเมื่อมาจากผู้อื่น และสอง ดูหมิ่นผู้คนที่ไม่อยู่ฝ่ายเดียวกับตน

 

     อิหม่ามมาลิก رحمه الله กล่าวว่า

 “ทุกคนย่อมมีคำพูดที่ถูกยอมรับและถูกปฏิเสธได้ เว้นแต่เจ้าของหลุมฝังศพนี้”

 ท่านหมายถึงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ﷺ

     คำกล่าวนี้เป็นหลักใหญ่ของความถ่อมตนทางวิชาการ ไม่มีบุคคลใดหลังจากท่านนบี ﷺ ที่คำพูดของเขาถูกต้องเสมอ และไม่มีผู้ใดอยู่เหนือการตรวจสอบด้วยหลักฐาน

 

     อิบนุตัยมียะฮฺ رحمه الله ได้วางหลักสำคัญว่า จำเป็นต้องยอมรับความจริงจากทุกคนที่นำความจริงมา และปฏิเสธความเท็จจากทุกคนที่นำความเท็จมา ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นที่รักหรือเป็นที่ไม่ชอบก็ตาม เพราะเกณฑ์ตัดสินคือความจริง มิใช่ตัวบุคคลหรือกลุ่มสังกัด

 

 

 งานศาสนามีหลายสนาม ไม่ควรลดคุณค่าผู้ทำงานคนอื่น

 

     อัลลอฮฺตรัสว่า

 “และจงร่วมมือกันในความดีและความยำเกรง และอย่าร่วมมือกันในบาปและการละเมิด”

( อัลมาอิดะฮฺ 5:2)

     หลักการนี้สอนให้ผู้ทำงานศาสนามองกันด้วยสายตาแห่งความร่วมมือ ไม่ใช่สายตาแห่งการแข่งขันเพื่อทำลายกัน งานศาสนามีหลายรูปแบบ บางคนสอนเตาฮีด บางคนสอนอัลกุรอาน บางคนสอนหะดีษ บางคนสอนภาษาอาหรับ บางคนอบรมเยาวชน บางคนดูแลมัสยิด บางคนทำงานโรงเรียน บางคนช่วยเหลือผู้ยากไร้ บางคนให้คำปรึกษาครอบครัว บางคนเขียนบทความ บางคนแปลตำรา และบางคนทำงานเบื้องหลังที่ไม่มีใครเห็น

 

♦ การที่งานของผู้อื่นไม่เหมือนงานของเรา มิได้หมายความว่างานของเขาไร้คุณค่า

♦ การที่เขาไม่ใช้ถ้อยคำแบบเรา มิได้หมายความว่าเขาไม่รักซุนนะฮฺ

♦ การที่เขาไม่อยู่ในองค์กรของเรา มิได้หมายความว่าเขาไม่มีส่วนรับใช้ศาสนา

♦ การที่เขาไม่ปรากฏตัวในโลกออนไลน์ มิได้หมายความว่าเขาไม่ได้ทำงานเพื่ออัลลอฮฺ

 

     อิบนุลก็อยยิม رحمه الله กล่าวว่าในความหมายว่า ชะรีอะฮฺตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความเมตตา ผลประโยชน์ และปัญญา ดังนั้น สิ่งใดที่ออกจากความยุติธรรมไปสู่ความอยุติธรรม จากความเมตตาไปสู่ความแข็งกร้าว จากผลประโยชน์ไปสู่ความเสียหาย และจากปัญญาไปสู่ความไร้เหตุผล สิ่งนั้นไม่ใช่จากชะรีอะฮฺ แม้จะถูกตีความให้เป็นศาสนาก็ตาม

 

     คำกล่าวนี้ควรเป็นหลักตรวจสอบวิธีการดะอฺวะฮฺของเรา หากการปกป้องซุนนะฮฺกลายเป็นการทำลายเกียรติของผู้คน ทำให้พี่น้องแตกแยก สร้างความเกลียดชัง และทำให้ผู้คนหนีห่างจากศาสนา ผู้ทำงานจำเป็นต้องทบทวนว่า วิธีการของตนยังอยู่บนความยุติธรรม เมตตา และปัญญาหรือไม่

 

 

คำตักเตือนของนักวิชาการเกี่ยวกับความถ่อมตนและการไม่ดูหมิ่นผู้อื่น

 

     อิหม่ามอัชฌาฟิอีย์ رحمه الله กล่าวว่า “ฉันไม่เคยโต้เถียงกับผู้ใด เว้นแต่ฉันปรารถนาให้ความจริงปรากฏบนลิ้นของเขา”

     คำกล่าวนี้สะท้อนความบริสุทธิ์ใจของผู้แสวงหาความจริง เพราะผู้ที่จริงใจไม่ได้ต้องการให้ตนเองชนะ แต่ต้องการให้ความจริงชนะ แม้ความจริงจะปรากฏจากฝ่ายตรงข้ามก็ตาม

 

     อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด رضي الله عنه กล่าวว่า “ผู้ใดในหมู่พวกท่านต้องการยึดแบบอย่าง ก็จงยึดแบบอย่างของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นยังไม่ปลอดภัยจากฟิตนะฮฺ”

     คำกล่าวนี้เตือนว่า คนเป็นยังอาจเปลี่ยนแปลง ยังอาจถูกทดสอบ และยังไม่ควรถูกยกขึ้นจนกลายเป็นมาตรฐานสูงสุดของความจริง มาตรฐานแท้จริงคือหลักฐานจากศาสนาและแบบอย่างของบรรดาสะลัฟที่ได้รับการยืนยัน

 

     อิบนุตัยมียะฮฺ رحمه الله กล่าวว่าในความหมายว่า อะฮฺลุซซุนนะฮฺเป็นผู้ที่รู้ความจริง เมตตาต่อสิ่งถูกสร้าง และยุติธรรมต่อคู่กรณี ไม่ใช่ผู้ที่ตอบโต้ความผิดด้วยความอยุติธรรม หรือปฏิเสธความดีของฝ่ายตรงข้ามเพราะความเกลียดชัง

     นี่เป็นหลักสำคัญสำหรับนักเผยแผ่ เพราะการปกป้องซุนนะฮฺต้องไม่ถูกแยกออกจากความยุติธรรม หากเราเห็นข้อผิดพลาดของบุคคลหนึ่ง เรามีสิทธิ์ตักเตือนด้วยหลักฐาน แต่มิใช่มีสิทธิ์ลบล้างความดีทั้งหมดของเขา หรือกล่าวหาเจตนาของเขาโดยไม่มีหลักฐาน

 

     อัลฟุฎัยลฺ อิบนุ อิยาฎ رحمه الله กล่าวว่า “ผู้ศรัทธาปกปิดและตักเตือน ส่วนคนชั่วเปิดโปงและประจาน”

     คำกล่าวนี้เป็นเกณฑ์แยกมารยาทของผู้ตักเตือนที่จริงใจออกจากผู้ที่ใช้การตักเตือนเป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น ผู้ตักเตือนเพื่ออัลลอฮฺย่อมมุ่งหวังการแก้ไข แต่ผู้ที่ต้องการประจานย่อมมุ่งหวังให้ผู้อื่นตกต่ำ

 

 

 หลักปฏิบัติเมื่อสงสัยการทำงานของนักเผยแผ่หรือองค์กร

 

     หากมีข้อสงสัยจริงเกี่ยวกับการทำงานของบุคคลหรือองค์กร นักเผยแผ่ควรดำเนินตามหลักการศาสนาและมารยาท ดังนี้

     หนึ่ง ต้องตรวจสอบก่อนกล่าวหา เพราะอัลลอฮฺตรัสว่า

 “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย หากคนชั่วนำข่าวหนึ่งมายังพวกเจ้า พวกเจ้าจงตรวจสอบให้ชัดเจน”

( อัลหุญุรอต 49:6)

 

     สอง ต้องรักษาเกียรติของมุสลิม ไม่พูดในสิ่งที่ไม่มีหลักฐาน และไม่นำเรื่องคลุมเครือไปเผยแพร่จนทำลายชื่อเสียงของบุคคล

 

     สาม หากเป็นเรื่องภายในองค์กร ควรส่งให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบตามขั้นตอน ไม่ใช่พูดในวงสนทนา หรือใช้สื่อออนไลน์เป็นศาลตัดสินผู้คน

 

     สี่ หากต้องตักเตือน ควรเริ่มด้วยการตักเตือนอย่างลับ ด้วยถ้อยคำที่ดี และด้วยเจตนาต้องการแก้ไข มิใช่ต้องการเอาชนะหรือทำลาย

 

     ห้า ต้องแยกแยะระหว่าง “การวิจารณ์ข้อผิดพลาด” กับ “การทำลายตัวบุคคล” เพราะอิสลามอนุญาตให้ชี้แจงความผิดด้วยหลักฐาน แต่ไม่อนุญาตให้ละเมิดเกียรติ นินทา ใส่ร้าย หรือคิดร้ายโดยไม่มีหลักฐาน

 

     นักเผยแผ่ที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่พูดเรื่องซุนนะฮฺมากที่สุด แต่คือผู้ที่ทำให้ซุนนะฮฺปรากฏในความรู้ เจตนา วาจา มารยาท ความยุติธรรม และความเมตตา

 

     การต่อต้านชิริก การเตือนจากบิดอะฮฺ และการปกป้องซุนนะฮฺเป็นหน้าที่อันประเสริฐ แต่หน้าที่นี้ต้องดำเนินด้วยความถ่อมตน ไม่ใช่ความสำคัญตน ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์ ด้วยความยุติธรรม ไม่ใช่ความลำเอียง และด้วยความเมตตา ไม่ใช่การดูหมิ่นพี่น้อง

 

     ผู้ที่จริงใจต่ออัลลอฮฺจะดีใจเมื่อศาสนาถูกช่วยเหลือ แม้ผู้ช่วยเหลือนั้นจะไม่ใช่ตนเองหรือกลุ่มของตน และผู้ที่รักซุนนะฮฺอย่างแท้จริงจะไม่เพียงปกป้องตัวบทของซุนนะฮฺ แต่จะปกป้องมารยาทของซุนนะฮฺด้วย

 

     ดังนั้น ความถูกต้องต้องถูกผูกไว้กับหลักฐาน มิใช่ผูกไว้กับชื่อกลุ่ม ความดีต้องถูกยอมรับจากทุกฝ่ายที่กระทำมัน และข้อผิดพลาดต้องถูกตักเตือนด้วยความรู้ มารยาท และความยุติธรรม มิใช่ด้วยการกล่าวหา การดูหมิ่น หรือการผูกขาดศาสนาไว้กับตนเอง