
ภัยของความรู้ที่ไม่ฝังอยู่ในอก แต่ฝากไว้กับเครื่องมือ
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ขอความศานติและความจำเริญจงมีแด่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ วงศ์วานของท่าน เศาะฮาบะฮฺของท่าน และผู้ดำเนินตามแนวทางของท่านด้วยความดีงามจนถึงวันแห่งการตอบแทน
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แพลตฟอร์มออนไลน์ โปรแกรมแปลภาษา และระบบค้นข้อมูลเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง ความรู้จำนวนมหาศาลสามารถถูกเรียกใช้ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที สิ่งนี้โดยตัวมันเองมิใช่สิ่งต้องห้าม หากแต่เป็นเครื่องมือหนึ่งจากบรรดาสาเหตุที่อัลลอฮฺทรงอนุมัติให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ ตราบใดที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติศาสนา
ทว่า ภัยที่ซ่อนอยู่มิใช่เพียงการมีเทคโนโลยี แต่คือการที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเข้าใจผิดว่า “การเข้าถึงข้อมูล” คือ “การมีความรู้” และเข้าใจผิดว่า “การมีเครื่องมือช่วยตอบ” คือ “การเป็นผู้เข้าใจศาสนา” ทั้งที่ในระเบียบวิชาการอิสลาม ความรู้มิใช่ข้อมูลที่ลอยอยู่บนหน้าจอ แต่คือความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งเกิดจากการเรียนอย่างเป็นระบบ การรับจากผู้รู้ การอ่านตำรา การจำ การทบทวน การเข้าใจภาษาอาหรับ และการมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺในการพูดเรื่องศาสนา
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตักเตือนผู้แสวงหาความรู้ โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ใช้งานสื่อร่วมสมัยว่า อย่าเป็นเพียง นักวิชาการไฟฟ้าและ wifi คือบุคคลที่ดูเหมือนมีความรู้เมื่อมีอินเทอร์เน็ต มีไฟฟ้า มีเครื่องมือค้นหา และมี AI แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้หายไป ความรู้ของเขาก็หายไปด้วย เพราะความรู้นั้นไม่ได้ฝังอยู่ในอก ไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐาน และไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้จริง
ความรู้ในอิสลามมิใช่ข้อมูล แต่คือความเข้าใจที่อัลลอฮฺประทานแก่หัวใจ
อัลลอฮฺทรงยกฐานะของผู้มีความรู้ไว้สูงส่ง พระองค์ตรัสว่า
(يَرْفَعِ اللَّهُ الَّذِينَ آمَنُوا مِنكُمْ وَالَّذِينَ أُوتُوا الْعِلْمَ دَرَجَاتٍ﴾
“อัลลอฮฺจะทรงยกบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้ ให้สูงขึ้นเป็นหลายระดับ”
(อัล-มุญาดะละฮฺ 58:11)
อายะฮฺนี้ชี้ว่า ความรู้ที่เป็นเหตุให้มนุษย์ได้รับการยกฐานะมิใช่เพียงการมีข้อมูลจำนวนมาก แต่คือความรู้ที่มาพร้อมอีมาน ความเข้าใจ และการปฏิบัติ เพราะอัลลอฮฺทรงกล่าวถึง “ผู้ได้รับความรู้” มิใช่เพียง “ผู้เข้าถึงข้อความ”
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
«مَنْ يُرِدِ اللَّهُ بِهِ خَيْرًا يُفَقِّهْهُ فِي الدِّينِ»
“ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ความดีแก่เขา พระองค์จะทำให้เขาเข้าใจศาสนา”
( บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)
หะดีษนี้ใช้คำว่า **يُفَقِّهْهُ** หมายถึง “ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง” มิใช่เพียงทำให้รู้คำตอบสำเร็จรูป ความเข้าใจศาสนาจึงต้องมีรากฐาน มีหลัก มีครู มีการศึกษา และมีความสามารถในการจำแนกระหว่างหลักฐานที่ถูกต้องกับความเข้าใจที่ผิดพลาด
ด้วยเหตุนี้ การที่คนหนึ่งสามารถใช้ AI เรียบเรียงบทความ หาคำตอบ หรือแปลข้อความได้ มิได้ทำให้เขากลายเป็นผู้รู้ศาสนาโดยทันที เพราะเครื่องมืออาจให้ข้อมูล แต่ไม่ได้ประทานฟิกฮฺ ความเข้าใจ ความยำเกรง และความสามารถในการวางหลักฐานตามตำแหน่งที่ถูกต้อง
อัลกุรอานถูกประทานเป็นภาษาอาหรับ และการละทิ้งภาษาอาหรับคือการตัดรากความเข้าใจ
หนึ่งในข้อผิดพลาดใหญ่ของยุคนี้ คือการพึ่งคำแปลและเครื่องมือแปลมากเกินไป จนละเลยการเรียนภาษาอาหรับ ทั้งที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาของอัลกุรอาน หะดีษ และตำราศาสนา
อัลลอฮฺตรัสว่า
إِنَّا أَنزَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَّعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ
“แท้จริง เราได้ประทานมันลงมาเป็นกุรอานภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญาเข้าใจ”
( ยูสุฟ 12:2)
และพระองค์ตรัสอีกว่า
بِلِسَانٍ عَرَبِيٍّ مُّبِينٍ “ด้วยภาษาอาหรับอันชัดแจ้ง”
(อัช-ชุอะรออ์ 26:195)
อายะฮฺเหล่านี้บ่งชี้ว่า การเข้าใจถ้อยคำของวะฮฺยูอย่างลึกซึ้งจำเป็นต้องสัมพันธ์กับภาษาอาหรับ ผู้ที่ละเลยภาษาอาหรับโดยสิ้นเชิงย่อมเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดในเรื่องคำทั่วไปและคำเฉพาะ ความหมายตรงและความหมายโดยนัย คำสั่งและคำแนะนำ คำห้ามที่เด็ดขาดและคำห้ามเชิงมารยาท ตลอดจนบริบทของหลักฐาน
อิมามอัช-ชาฟิอีย์ رحمه الله กล่าวว่า
“จำเป็นต่อมุสลิมทุกคนที่จะต้องเรียนรู้จากภาษาอาหรับเท่าที่เขาสามารถทำได้ เพื่อให้เขาสามารถกล่าวชะฮาดะฮฺ อ่านคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และกล่าวถ้อยคำรำลึกที่เป็นข้อบังคับแก่เขาได้”
อ้างใน *อัร-ริสาละฮฺ* ของอิมามอัช-ชาฟิอีย์
ท่านยังได้ชี้ให้เห็นในตำราของท่านว่า ภาษาอาหรับเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจคัมภีร์ เพราะอัลกุรอานถูกประทานลงมาตามลักษณะของภาษาชาวอาหรับ ทั้งในด้านความกว้างของถ้อยคำ การย่อ การขยาย ความหมายทั่วไป และความหมายเฉพาะ
ดังนั้น ผู้แสวงหาความรู้ที่ต้องการเข้าใจศาสนาอย่างจริงจัง จึงไม่ควรพอใจกับการอ่านคำแปล หรือใช้ AI แปลภาษาอาหรับตลอดชีวิต เพราะคำแปลอาจช่วยเปิดประตู แต่ไม่สามารถแทนตัวบ้านของความรู้ได้
ความรู้ต้องรับจากผู้รู้ มิใช่รับจากเครื่องมือที่ไร้ความรับผิดชอบทางศาสนา
อัลลอฮฺตรัสว่า
فَاسْأَلُوا أَهْلَ الذِّكْرِ إِن كُنتُمْ لَا تَعْلَمُونَ
“ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้”
( อัน-นะห์ล 16:43)
อายะฮฺนี้วางหลักสำคัญว่า เมื่อไม่รู้ ต้องกลับไปหาผู้รู้ ไม่ใช่กลับไปสู่การคาดเดา ไม่ใช่กลับไปสู่เสียงส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์ และไม่ใช่กลับไปสู่เครื่องมือที่อาจรวบรวมข้อมูลโดยไม่รู้บริบททางวิชาการ
อิบนุ สิรีน رحمه الله กล่าวว่า
إِنَّ هَذَا الْعِلْمَ دِينٌ، فَانْظُرُوا عَمَّنْ تَأْخُذُونَ دِينَكُمْ»
“แท้จริง ความรู้นี้คือศาสนา ดังนั้นพวกท่านจงพิจารณาเถิดว่า พวกท่านรับศาสนาของพวกท่านมาจากผู้ใด”
( บันทึกโดยมุสลิมในบทนำของ *เศาะฮีห์มุสลิม*)
ถ้อยคำนี้เป็นหลักใหญ่ในยุค AI เพราะ AI มิใช่ “ผู้รู้” ที่มีอะกีดะฮฺ มีมารยาท มีความยำเกรง มีการรับความรู้จากครู และมีความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนต่อหน้าอัลลอฮฺ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยประมวลผลข้อมูล แต่ไม่ได้เป็นแหล่งอ้างอิงศาสนาโดยตัวมันเอง
อิมามมาลิก رحمه الله กล่าวว่า
“ความรู้นี้คือศาสนา ดังนั้นพวกท่านจงดูเถิดว่า พวกท่านรับศาสนาของพวกท่านจากผู้ใด”
ความหมายนี้ถูกรายงานจากบรรดาสลัฟหลายท่าน และเป็นหลักที่นักหะดีษใช้ในการตรวจสอบสายรายงาน
เมื่อบรรดาสลัฟยังเตือนให้ระวัง “ผู้ถ่ายทอด” แม้เป็นมนุษย์ที่สามารถถามไถ่ ตรวจสอบ และพิจารณาได้ แล้วจะยิ่งต้องระวังเพียงใดกับเครื่องมือที่รวบรวมข้อความจากแหล่งต่าง ๆ โดยบางครั้งไม่แยกระหว่างถูกกับผิด แข็งแรงกับอ่อนแอ คำพูดของอุละมาอ์กับคำพูดของคนทั่วไป หรือทัศนะที่มีน้ำหนักกับทัศนะที่แปลกแยก
ความรู้ที่แท้จริงต้องฝังอยู่ในอก ไม่ใช่อยู่เพียงในเครื่องมือ
บรรดานักวิชาการกล่าวกันอย่างแพร่หลายว่า
العلم ما كان في الصدور، لا ما كان في السطور
“ความรู้คือสิ่งที่อยู่ในอก มิใช่เพียงสิ่งที่อยู่บนบรรทัด”
ถ้อยคำนี้มิได้หมายความว่าไม่ต้องมีตำรา เพราะตำรามีเกียรติอย่างยิ่งในอิสลาม แต่หมายความว่า การมีตำรา ไฟล์ ลิงก์ บันทึก หรือฐานข้อมูล ไม่เท่ากับการมีความรู้ จนกว่าผู้เรียนจะอ่าน ทำความเข้าใจ จดจำ ทบทวน และสามารถใช้หลักฐานได้อย่างถูกต้อง
มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัล-มุบาร็อก رحمه الله ว่า
“สายรายงานเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา หากไม่มีสายรายงาน ใครก็สามารถพูดสิ่งใดก็ได้ตามที่ต้องการ”
( บันทึกโดยมุสลิมในบทนำของ *เศาะฮีห์มุสลิม*)
หากนำหลักนี้มาประยุกต์กับยุคปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า โลกออนไลน์ทำให้ “ใครก็สามารถพูดอะไรก็ได้” ง่ายกว่าเดิมหลายเท่า และ AI อาจทำให้ถ้อยคำของผู้ไม่มีพื้นฐานดูเป็นวิชาการ ดูมีน้ำหนัก และดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ผู้พูดอาจไม่สามารถอ่านต้นฉบับ ไม่รู้สายรายงาน ไม่รู้ระดับหะดีษ ไม่รู้บริบทของคำพูดนักวิชาการ และไม่รู้วิธีชั่งน้ำหนักหลักฐาน นี่คืออันตรายของความรู้ที่อยู่กับไวไฟและไฟฟ้า
เมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ต เขาไม่สามารถค้น เมื่อไม่มีไฟฟ้า เขาไม่สามารถอ่านจากหน้าจอ เมื่อไม่มีเครื่องมือช่วย เขาไม่สามารถอธิบายหลักฐานด้วยตัวเอง และเมื่อถูกถามถึงที่มา เขาอาจไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งใด ความรู้เช่นนี้เปราะบาง เพราะมิได้ฝังในตัวผู้เรียน แต่ถูกฝากไว้กับอุปกรณ์
การพูดเรื่องศาสนาโดยไม่มีความรู้เป็นบาปใหญ่
อัลลอฮฺทรงตำหนิการพูดโดยไม่มีความรู้ไว้ในหลายอายะฮฺ พระองค์ตรัสว่า
وَلَا تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ ۚ إِنَّ السَّمْعَ وَالْبَصَرَ وَالْفُؤَادَ كُلُّ أُولَـٰئِكَ كَانَ عَنْهُ مَسْئُولًا
“และเจ้าอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ แท้จริง หู ตา และหัวใจ ทั้งหมดนั้นจะถูกสอบสวน”
( อัล-อิสรออ์ 17:36)
และพระองค์ตรัสว่า
قُلْ إِنَّمَا حَرَّمَ رَبِّيَ الْفَوَاحِشَ... وَأَن تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ مَا لَا تَعْلَمُونَ
“จงกล่าวเถิด แท้จริงพระเจ้าของฉันทรงห้ามบรรดาสิ่งลามก... และห้ามพวกเจ้ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้”
( อัล-อะอฺรอฟ 7:33)
อิบนุลก็อยยิม رحمه الله อธิบายว่า
การกล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮฺโดยไม่มีความรู้เป็นสิ่งต้องห้ามที่รุนแรงยิ่ง เพราะ อัลลอฮฺ ทรงกล่าวถึงมันหลังจากบรรดาสิ่งต้องห้ามใหญ่ ๆ และมันเป็นรากฐานของชิริก บิดอะฮฺ และความหลงผิดทั้งหลาย เนื่องจากผู้พูดโดยไม่มีความรู้กำลังอ้างศาสนาต่ออัลลอฮฺโดยปราศจากหลักฐาน
ท่านกล่าวไว้ใน *อิอฺลามุลมุวักกิอีน* ว่า ผู้ให้คำวินิจฉัยทางศาสนาเปรียบเสมือนผู้ลงนามแทนพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เพราะเขากำลังบอกผู้คนว่า “นี่คือฮุกุมของอัลลอฮฺ” ดังนั้น ผู้ที่พูดเรื่องศาสนาโดยไม่มีความรู้จึงอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่อาศัย AI รวบรวมคำตอบ แล้วนำไปพูดในนามศาสนาโดยไม่ตรวจสอบ จึงต้องตระหนักว่า เขามิได้เพียงแชร์ข้อมูล แต่เขากำลังแบกรับความรับผิดชอบต่ออัลลอฮฺ หากสิ่งนั้นผิดพลาด บิดเบือน หรือทำให้ผู้คนเข้าใจศาสนาผิด
ความเร็วของเทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องหมายของความลึกทางวิชาการ
โลกปัจจุบันหลงใหลความเร็ว แต่ศาสนาสร้างผู้รู้ด้วยความอดทน ความค่อยเป็นค่อยไป และการสะสม ท่านนบี ﷺ ได้รับวะฮฺยูตลอดระยะเวลาหลายปี มิได้ประทานลงมาครั้งเดียวทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อการปลูกฝัง การอบรม และการเปลี่ยนแปลงหัวใจอย่างเป็นลำดับ
อัลลอฮฺตรัสว่า
وَقُرْآنًا فَرَقْنَاهُ لِتَقْرَأَهُ عَلَى النَّاسِ عَلَىٰ مُكْثٍ وَنَزَّلْنَاهُ تَنزِيلًا
“และกุรอานนั้น เราได้แยกประทานมันลงมา เพื่อเจ้าจะได้อ่านมันแก่ผู้คนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเราได้ประทานมันลงมาเป็นช่วง ๆ”
( อัล-อิสรออ์ 17:106)
อายะฮฺนี้ชี้ว่าการปลูกฝังความรู้และศรัทธาต้องอาศัยเวลา มิใช่การรับข้อมูลอย่างรวดเร็วเพียงชั่วครู่
อิมามอัซ-ซุฮรี رحمه الله กล่าวว่า
“ผู้ใดแสวงหาความรู้คราวเดียวทั้งหมด ความรู้นั้นก็จะจากเขาไปคราวเดียวทั้งหมด แท้จริงความรู้ได้มาด้วยวันเวลา และคืนวัน”
( รายงานความหมายนี้ในตำรามารยาทผู้แสวงหาความรู้หลายเล่ม)
ถ้อยคำนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับยุค AI เพราะผู้ที่ต้องการ “ได้ความรู้ทันที” โดยไม่ผ่านการเรียนพื้นฐาน มักได้เพียงข้อมูลที่ไม่มั่นคง ส่วนผู้ที่เรียนทีละบท ท่องทีละตอน อ่านทีละหน้า และนั่งกับครูทีละช่วงเวลา ย่อมมีความรู้ที่มั่นคงกว่า แม้จะช้ากว่าในสายตาของผู้คน
ภาษาอาหรับ อุศูล และมารยาท คือเกราะป้องกันความผิดพลาด
การศึกษาอิสลามมิใช่การสะสมข้อความหลักฐานอย่างกระจัดกระจาย แต่ต้องมีเครื่องมือในการเข้าใจหลักฐาน เครื่องมือเหล่านี้ได้แก่ ภาษาอาหรับ อุศูลุลฟิกฮฺ มุศเฏาะละหฺหะดีษ หลักตัฟซีร ความรู้เรื่องนาสิคและมันสูค ความเข้าใจอิจมาอ์และคิลาฟ ตลอดจนมารยาทของผู้แสวงหาความรู้
หากไม่มีเครื่องมือเหล่านี้ คนหนึ่งอาจอ้างอายะฮฺผิดที่ ใช้หะดีษอ่อนเป็นหลักฐานในเรื่องใหญ่ นำคำพูดนักวิชาการไปใช้ผิดบริบท หรือยกทัศนะที่แปลกแยกขึ้นมาเป็นหลัก ทั้งที่เขาอาจทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความมั่นใจ เพราะ AI หรือเครื่องมือค้นหาได้มอบข้อความให้เขาดูเหมือนสมบูรณ์
อิมามอะห์มัด رحمه الله กล่าวว่า
“ผู้คนมีความต้องการความรู้มากกว่าความต้องการอาหารและเครื่องดื่ม เพราะอาหารและเครื่องดื่มต้องการวันละหนึ่งหรือสองครั้ง แต่ความรู้จำเป็นต่อเขาทุกลมหายใจ”
( รายงานในหนังสือว่าด้วยมารยาทผู้แสวงหาความรู้)
หากความรู้จำเป็นต่อมนุษย์ทุกลมหายใจ ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำให้ความรู้นั้นขึ้นอยู่กับแบตเตอรี่ เครื่องมือ หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ต้องทำให้ความรู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความคิด และหัวใจ
เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ใช่มุฟตี และไม่ใช่แหล่งศาสนา
ท่าทีที่ถูกต้องต่อ AI คือการวางมันไว้ในฐานะ “เครื่องมือช่วยเหลือ” มิใช่ “แหล่งชี้ขาดทางศาสนา” ผู้เรียนอาจใช้ AI เพื่อค้นหัวข้อ สรุปเบื้องต้น จัดโครงสร้างบทความ หรือช่วยแปลในระดับเริ่มต้น แต่ต้องตรวจสอบกับแหล่งเดิม ตำราหลัก คำอธิบายของนักวิชาการ และผู้รู้ที่มีความน่าเชื่อถือ
หาก AI ให้คำตอบ ผู้เรียนต้องถามต่อว่า คำตอบนี้อ้างจากที่ใด ?
หลักฐานถูกต้องหรือไม่ ?
หะดีษมีระดับใด ?
คำพูดนักวิชาการอยู่ในบริบทใด ?
มีทัศนะอื่นหรือไม่ ?
ประเด็นนี้เป็นอิจมาอ์หรือคิลาฟ ?
เหมาะสมหรือไม่ที่จะนำไปพูดต่อสาธารณะ ?
หากผู้ใช้ไม่สามารถตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ได้ เขาไม่ควรนำคำตอบนั้นไปใช้เป็นหลักวินิจฉัยศาสนา เพราะความไม่รู้ของเครื่องมือรวมกับความไม่รู้ของผู้ใช้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าประโยชน์
เยาวชนต้องถูกปลูกฝังให้ เป็นนักเรียน ก่อนเป็นนักพูด
หนึ่งในโรคของยุคออนไลน์ คือคนจำนวนหนึ่งอยากเป็น “ผู้พูด” ก่อนจะเป็น “ผู้เรียน” อยากตอบก่อนจะเข้าใจ อยากวิจารณ์ก่อนจะอ่าน อยากมีผู้ติดตามก่อนจะมีครู และอยากผลิตเนื้อหาก่อนจะมีรากฐาน
อัลลอฮฺตรัสว่า
وَقُل رَّبِّ زِدْنِي عِلْمًا
“และจงกล่าวเถิดว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงเพิ่มพูนความรู้แก่ข้าพระองค์”
(ฏอฮา 20:114)
อายะฮฺนี้สอนให้ผู้ศรัทธาขอเพิ่มพูนความรู้เสมอ แม้ท่านนบี ﷺ ผู้ได้รับวะฮฺยูยังถูกสั่งให้ขอเพิ่มความรู้ แล้วผู้เรียนยุคปัจจุบันจะสมควรมั่นใจในตนเองเพียงใด เพียงเพราะสามารถใช้เครื่องมือช่วยค้นข้อมูลได้ ?
อิมามมาลิก رحمه الله กล่าวไว้ด้วยความถ่อมตนว่า “ฉันไม่ใช่ผู้ให้คำตอบที่ดีในทุกสิ่ง”
และท่านมักกล่าวว่า “ฉันไม่รู้” ในหลายประเด็น ทั้งที่ท่านเป็นอิมามแห่งเมืองมะดีนะฮฺ นี่คือมารยาทของผู้รู้ที่แท้จริง คือรู้จักขอบเขตของตนเอง ส่วนผู้ที่ไม่มีรากฐานมักไม่กล้าพูดว่า “ฉันไม่รู้” เพราะเขาคิดว่าตนสามารถหาคำตอบได้ทุกเรื่องจากเครื่องมือ
ข้อเตือนใจร่วมสมัย: เมื่อไฟดับ ความรู้ของท่านยังอยู่หรือไม่? คำถามสำคัญที่ผู้แสวงหาความรู้ควรถามตนเองคือ
หากไม่มีอินเทอร์เน็ต ฉันยังอ่านตำราได้หรือไม่ ?
หากไม่มี AI ฉันยังเข้าใจอายะฮฺและหะดีษพื้นฐานได้หรือไม่ ?
หากไม่มีโปรแกรมแปล ฉันยังอ่านภาษาอาหรับได้หรือไม่ ?
หากไม่มีเครื่องมือค้นหา ฉันยังจำหลักฐานสำคัญได้หรือไม่ ?
หากไม่มีหน้าจอ ฉันยังสามารถอธิบายหลักการศาสนาอย่างถูกต้องได้หรือไม่ ?
หากคำตอบคือ “ไม่ได้เลย” นั่นคือสัญญาณอันตรายว่า ความรู้ของเรายังไม่ได้อยู่กับตัวเรา แต่อยู่กับเครื่องมือ และเมื่อเครื่องมือหายไป ความรู้ก็หายไปด้วย
ผู้เรียนจึงควรกลับไปสู่รากฐาน ได้แก่
เรียนอัลกุรอานพร้อมตัจวีดและตัฟซีร
เรียนภาษาอาหรับตั้งแต่ไวยากรณ์พื้นฐาน
เรียนหะดีษพร้อมคำอธิบายของอุละมาอ์
เรียนฟิกฮฺอย่างมีลำดับ
เรียนอะกีดะฮฺจากตำราที่ถูกต้อง
เรียนอุศูลเพื่อรู้วิธีใช้หลักฐาน
นั่งกับครูและถามผู้รู้ ทบทวน จำ และเขียนด้วยตนเอง ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ชี้ขาด ความเจริญของเทคโนโลยีเป็นบททดสอบ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละทิ้งวิธีแสวงหาความรู้แบบนบีและสลัฟ
AI อาจช่วยให้เราค้นได้เร็วขึ้น เขียนได้เร็วขึ้น และเข้าถึงข้อมูลได้กว้างขึ้น แต่ AI ไม่สามารถแทนความเข้าใจ ไม่สามารถแทนความยำเกรง ไม่สามารถแทนภาษาอาหรับ ไม่สามารถแทนครู และไม่สามารถแทนการสะสมความรู้ด้วยความอดทน
ดังนั้น จงระวังการเป็น “นักวิชาการไฟฟ้าและไวไฟ” ผู้ที่ความรู้สว่างเมื่อหน้าจอสว่าง และมืดลงเมื่อไฟดับ ผู้ที่ตอบได้เมื่อมีสัญญาณ แต่เงียบงันเมื่อไม่มีเครื่องมือ ผู้ที่มีคลังข้อมูลมากมาย แต่ไม่มีรากฐานในหัวใจ
ผู้แสวงหาความรู้ที่แท้จริง คือผู้ที่ใช้เทคโนโลยีโดยไม่เป็นทาสของเทคโนโลยี ใช้ AI โดยไม่ละทิ้งตำรา ใช้เครื่องมือค้นหาโดยไม่ละทิ้งครู ใช้คำแปลโดยไม่ละทิ้งภาษาอาหรับ และใช้ความเร็วของยุคสมัยโดยไม่ทำลายความลึกของวิชาการ
เพราะความรู้ศาสนามิใช่เพียงสิ่งที่อยู่ในเครื่อง แต่คืออะมานะฮฺที่ต้องฝังอยู่ในอก ส่องสว่างในหัวใจ ปรากฏในการปฏิบัติ และถูกกล่าวออกมาด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ
والله أعلم بالصواب