
หลักการเกี่ยวกับเลือดเสีย (อิสติฮาเฎาะ)
โดย ...อบูชากิร อัลมะดานีย์
อิสติฮาเฎาะ คือภาวะที่มีเลือดออกอย่างต่อเนื่องในผู้หญิง โดยมีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศไม่หยุด หรือหยุดเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เช่น หนึ่งหรือสองวันในแต่ละเดือน หากเลือดไหลออกมาเกิน 15 วันจะถือว่าเป็นเลือดเสีย (อิสติฮาเฎาะ)ไม่ใช่เลือดประจำเดือน นอกจากในกรณีที่การไหลของเลือดนั้นเป็นปกติสำหรับเธอ
สำหรับเลือดเสีย(อิสติฮาเฏาะ)นั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 สภาพ
1- ในกรณีที่เธอทราบถึงจำนวนวันของประจำเดือนก่อนที่จะมีเลือดเสียออกมา ก็ให้เธอนับวันในช่วงที่มีประจำเดือนเป็นหลัก ส่วนเลือดที่ออกมาหลังจากเลยวันของการมีประจำเดือนก็ให้ถือว่าเป็นเลือดเสีย
ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยมีประจำเดือน6 วันในช่วงต้นเดือนของทุกเดือน แล้วมีเลือดไหลออกผิดปกติ หลังจาก 6 วัน ก็ให้ยึดถือว่าประจำเดือนของเธอคือ 6วันในช่วงต้นเดือนของทุกเดือน และหากเกินกว่านั้นก็จะเรียกว่าเลือดเสีย(อิสติฮาเฎาะ) ดังนั้น ผู้หญิงที่มีเลือดเสียและทราบแน่ชัดถึงจำนวนวันที่มีประจำเดือนของเธอและเมื่อเธอหมดจากประจำเดือนแล้ว จากนั้นให้อาบน้ำชำระล้างร่างกาย(ยกหะดัส)และทำการละหมาดได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องเลือดที่ไหลออกมาหลังจากกำหนดของประจำเดือน
2- หากเธอไม่ทราบจำนวนวันของรอบเดือนก่อนที่จะมีเลือดเสียออกมา หมายความว่าเลือดออกผิดปกติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เธอเห็นเลือดครั้งแรก ดังนั้น เธอก็ต้องอาศัยการแยกแยะระหว่างรอบเดือนและเลือดเสีย วิธีการแยกแยะคือเลือดที่เป็นสีดำ ขุ่น หรือมีกลิ่น ถือว่าเป็นการมีประจำเดือน ส่วนเลือกที่ไม่เป็นเช่นนั้นถือว่าเป็นเลือดเสีย และให้ถือปฏิบัติตามหลักการของเลือดเสีย
ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งมีเลือดไหลออกมา และในตอนที่เห็นครั้งแรกก็ไม่สามารถจะบ่งบอกได้ว่าเป็นเลือดอะไร ก็ให้นางใช้การสังเกต เช่น เห็นเลือดเป็นสีดำเป็นเวลาสิบวันและสีแดงตลอดเดือนที่เหลือ หรือเห็นเลือดข้นเป็นเวลาสิบวันและสีจางตลอดเดือนที่เหลือ หรือเห็นเลือดมีกลิ่นประจำเดือนเป็นเวลาสิบวันแต่ไม่มีกลิ่นเลยตลอดเดือนที่เหลือ ก็ให้ถือว่าประจำเดือนของเธอคือเลือดสีดำในตัวอย่างที่หนึ่ง เลือดข้นในตัวอย่างที่สอง และเลือดที่มีกลิ่นในตัวอย่างที่สาม และหากเป็นเลือดอื่นนอกเหนือจากนี้ เรียกว่าเลือดเสีย
3- ถ้าเธอไม่มีวันของรอบเดือนที่ทราบแน่ชัด และไม่สามารถแยกความแตกต่างที่ถูกต้องได้ เลือดที่ออกมานั้นยังคงออกมาต่อเนื่อง และเลือดของเธอมีลักษณะเป็นเลือดชนิดเดียวกันหรือมีลักษณะไม่สม่ำเสมอที่ไม่สามารถแยกแยะได้ ในกรณีแบบนี้เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ ดังนั้นให้นับประจำเดือนของเธอ 6 หรือ 7 วันในแต่ละเดือน โดยให้เริ่มนับตั้งแต่เลือกครั้งแรก และหากเลือดไหลออกมาหลังจากวันดังกล่าวก็ให้ถือเป็นเลือดเสีย
คำวินิจฉัยเรื่องเลือดเสีย (อิสติฮาเฎาะ)
การชำระล้างสำหรับผู้ที่มีเลือดเสีย ก็เหมือนกับการชำระล้างทำความสะอาดทั่วไป ไม่มีความแตกต่างกัน เว้นแต่:
1- ผู้ที่มีเลือดเสียนั้น จำเป็นต้องอาบน้ำละหมาดใหม่ทุกครั้ง เมื่อจะทำการละหมาดใดๆก็ตาม
2- เมื่อเธอต้องการจะอาบน้ำละหมาด เธอจะล้างคราบเลือดออก และนำผ้ามาผูกทับสำลีเพื่อกักเก็บเลือดไว้
คำวินิจฉัยเรื่องเลือดหลังคลอดบุตร
ภาวะเลือดออกหลังคลอด คือ เลือดที่ไหลออกจากมดลูกเนื่องจากการคลอดบุตร ไม่ว่าจะระหว่างคลอดหรือหลังคลอด หรือก่อนคลอดสองหรือสามวัน ร่วมกับอาการเจ็บครรภ์คลอด เมื่อเลือดหยุดไหลแล้วถือว่าสตรีก็ตัวสะอาดจากเลือดหลังคลอดบุตร
ส่วนระยะเวลาของเลือดหลังคลอดบุตรจะมีจำนวน 40 วัน หากเลือดไหลออกนานเกินกว่าระยะเวลา 40 วัน ก็ให้ชำระล้างร่างกาย เพราะเป็นช่วงเวลาของการที่มีเลือดออกหลังคลอดนานที่สุด แม้ว่าเลือดจะออกต่อเนื่องก็ตาม เว้นแต่ว่าเลือดที่เกินสี่สิบวันจะเป็นเลือดประจำเดือน นางก็ต้องรอจนกว่าจะหมดประจำเดือนก่อนจึงค่อยอาบน้ำชำระล้างร่างกาย
การมีเลือดออกหลังคลอดจะไม่เกิดขึ้น เว้นแต่เธอจะมีการคลอดบุตรออกมาที่มีรูปร่างของมนุษย์ปรากฏชัดเจน หากเธอแท้งบุตรซึ่งสิ่งที่ออกมาจากตัวเธอไม่ปรากฏชัดเจนเป็นรูปร่างของมนุษย์ เลือดของเธอจะไม่ใช่เลือดหลังคลอด แต่เป็นเลือดที่ออกมาจากเส้นเลือด โดยให้ยึดใช้หลักการปฏิบัติเดียวกันกับเรื่องของเลือดเสีย(อิสติฮาเฏาะ) ระยะเวลาที่สั้นที่สุดในการที่จะระบุได้ถึงรูปร่างชัดเจนของเด็กในท้อง คือ 80 วัน นับจากเริ่มตั้งครรภ์ และส่วนใหญ่ที่จะถูกนับคือ 90 วัน
ส่วนหลักการปฏิบัติเรื่องการมีเลือดออกหลังคลอดนั้นก็เหมือนกับการการปฏิบัติของหญิงมีประจำเดือนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ข้อห้ามในช่วงมีประจำเดือนและตั้งครรภ์
การที่ผู้หญิงจะใช้สิ่งของบางอย่างเพื่อป้องกันการมีประจำเดือนนั้น ได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขสองประการ คือ
1- จะต้องไม่เป็นอันตรายแก่ตัวนางเอง หากเป็นอันตรายแต่ตัวนางก็ไม่อนุญาตให้ปฏิบัติ
2- ต้องได้รับอนุญาตจากสามี
ส่วนการใช้สิ่งที่กระตุ้นให้มีประจำเดือนนั้น อนุญาตได้ 2 เงื่อนไข
1- การอนุญาตจากสามี
2- ห้ามใช้เป็นอุบายในการเลี่ยงข้อปฏิบัติทางศาสนา เช่น ใช้เพื่อเลี่ยงการถือศีลอดหรือการละหมาด
และอื่นๆ
ส่วนการคุมกำเนิดมี 2 ประเภท คือ
1- การคุมกำเนิดแบบถาวร เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต
2- การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เช่น เมื่อสตรีตั้งครรภ์บ่อยๆ จนเกรงว่าจะเป็นอันตราย
หากเธอต้องการควบคุมกำเนิด ด้วยการตั้งครรภ์ เช่น 2 ปีต่อหนึ่งครรภ์ หรือระยะเวลาใดก็ตามที่กำหนด แต่ต้องได้รับอนุญาตจากสามีของนางเสียก่อน และการคุมกำเนิดนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่ตัวนาง