วาทกรรม วะฮาบีย์ เครื่องมือปลุกปั่นความเกลียดชัง
  จำนวนคนเข้าชม  101

วาทกรรม วะฮาบีย์ เครื่องมือปลุกปั่นความเกลียดชัง

 

เรียบเรียงโดย อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ 

     ในปัจจุบัน สังคมมุสลิมในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง คือ การใช้คำว่า “วะฮาบีย์” เป็นวาทกรรมใส่ร้าย ดูถูก และปลุกปั่นให้คนเกลียดชังกันในเรื่องศาสนา โดยคำนี้ถูกนำไปตีความอย่างผิดเพี้ยนจนกลายเป็นเครื่องมือทำลายความน่าเชื่อถือของมุสลิมที่ยึดมั่นในอัลกุรอานและซุนนะห์ตามความเข้าใจของเศาะหาบะฮ์

 

     การกล่าวหาว่า “วะฮาบีย์คือพวกตัดสินคนอื่นเป็นกาฟิร”, “เป็นพวกบิดเบือนศาสนา”, หรือ “เป็นพวกหัวรุนแรง” ล้วนเป็นคำโกหกที่ไม่มีหลักฐาน แต่กลายเป็นเครื่องมือปลุกปั่นที่ถูกใช้แพร่หลายในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

 

     “วะฮาบีย์” เป็นชื่อเรียกพาดพิงแก่ผู้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของเชคมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮฮาบ ผู้เน้นการฟื้นฟูเตาฮีดและการกลับไปสู่ซุนนะห์  คำนี้ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นคำที่มีความหมายด้านลบ เช่น หัวรุนแรง สุดโต่ง ต่อต้านประเพณี อันตรายต่อสังคม

 

     ในทางปฏิบัติ คำนี้ถูกใช้เหมือน “คำด่า” เพื่อทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียภาพลักษณ์ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลจริงรองรับ

 

 

 ข้อกล่าวหาที่แพร่หลายในไทย : ทั้งหมดคือคำโกหก

 

     ในสังคมไทย คำว่า “วะฮาบีย์” มักถูกใช้ควบคู่กับข้อกล่าวหาที่ ไม่ตรงกับความจริงเลยแม้แต่น้อย เช่น:

 

1. “วะฮาบีย์คือตัวตัดสินคนอื่นเป็นกาฟิร”

 

     นี่คือข้อกล่าวหาที่ใหญ่และร้ายแรงที่สุด แต่ก็เป็น ความเท็จ 100% เพราะผู้ที่ยึดซุนนะห์ที่แท้จริงจะระวังอย่างที่สุดไม่ให้กล่าว “ตักฟีร” ใครโดยไม่มีหลักฐาน เนื่องจากท่านนบี ﷺ เตือนว่า:

“ผู้ใดกล่าวว่า ‘เจ้าคือกาฟิร’ กับพี่น้องมุสลิมของเขา คำกล่าวนั้นจะย้อนกลับไปยังเขาเอง หากอีกฝ่ายไม่ใช่กาฟิร”

(ศอเฮียะฮ์ บุคอรีย์และมุสลิม)

     ดังนั้นผู้ที่รู้หลักศาสนาจะไม่กล้าทำสิ่งที่อันตรายเช่นนี้

 

2 “วะฮาบีย์คือพวกบิดเบือนศาสนา”

 

     ข้อกล่าวหานี้ขัดกับความจริงอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่ถูกเรียกว่า “วะฮาบีย์” ส่วนใหญ่คือผู้ที่ ยึดตามอัลกุรอานและซุนนะห์ด้วย หลักฐาน ไม่เชื่อถือพิธีกรรมที่ไม่มีหลักฐาน ส่งเสริมการกลับไปสู่คำสอนของเศาะหาบะฮ์ การเรียกร้องให้ยึดหลักฐาน ไม่ใช่การบิดเบือนศาสนา แต่เป็นสิ่งที่รอซูล ﷺ สั่งใช้มาตั้งแต่แรก

 

 

เหตุใดจึงมีคนใช้คำนี้ปลุกปั่นในไทย?

 

     การใช้คำว่า “วะฮาบีย์” ในไทยไม่ได้มาจากความรู้ แต่มาจาก:

     1. กลัวเสียผลประโยชน์และอิทธิพลทางศาสนา เมื่อมีคนให้ประชาชนกลับไปสู่หลักฐาน กลุ่มที่เคยใช้ประเพณีโดยไร้หลักฐานก็รู้สึกถูกท้าทาย

     2. ไม่สามารถโต้แย้งด้วย หลักฐาน จึงใช้การด่าทอแทนหลักฐาน

     3. ใช้ความไม่รู้ของประชาชนเป็นเครื่องมือ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความจริงของคำนี้ จึงง่ายต่อการปลุกปั่น

     4. ต้องการแบ่งแยกสังคมเพื่อควบคุมกระแสศาสนา วาทกรรม “วะฮาบีย์” ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้ยึดซุนนะห์โดดเดี่ยว และทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาเสียหายต่อหน้าสังคม

 

 

 หลักฐานศาสนาที่ห้ามการใส่ร้ายและการสร้างความเกลียดชัง

 

1. อัลกุรอานห้ามเรียกด้วยฉายาที่เลวร้าย

อัลลอฮ์ตรัสว่า  وَلَا تَنَابَزُوا بِالْأَلْقَابِ  “อย่าเรียกกันด้วยฉายาที่เลวร้าย”

(อัลหุญุรอต 11)

     การใช้คำว่า “วะฮาบีย์” เพื่อเหยียดหยามตรงกับข้อห้ามนี้อย่างชัดเจน

 

2. อัลกุรอานสั่งให้มุสลิมเป็นพี่น้องกัน

 إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ إِخْوَةٌ  “บรรดาผู้ศรัทธาคือพี่น้องกัน”

(อัลหุญุรอต 10)

     การปลุกปั่นให้เกลียดกันคือการทำลายคำบัญชานี้

 

3. หะดีษห้ามทำร้ายผู้อื่นด้วยลิ้น

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “มุสลิม คือ ผู้ที่มือและลิ้นของเขาไม่ทำร้ายผู้อื่น”

(บุคอรีย์)

     วาทกรรมใส่ร้ายจึงเป็นบาปใหญ่ที่มีผลกระทบลึกกว่าการทำร้ายทางร่างกาย

 

 

 ผลร้ายต่อสังคมมุสลิมไทย

     1. สร้างความแตกแยกในชุมชน มัสยิดและสังคมถูกแบ่งเป็นฝ่าย ๆ

     2. ทำให้ผู้คนกลัวการเรียนซุนนะห์ เพราะซุนนะห์ถูกเหมารวมว่าเป็น “วะฮาบีย์”

     3. เปิดช่องให้บิดอะฮ์แพร่กระจาย เมื่อไม่มีใครกล้าพูดความจริง

     4. ทำลายความไว้วางใจและภาพลักษณ์ของมุสลิม จนกลายเป็นความอ่อนแอของอุมมะฮ์โดยรวม

 

 

แนวทางแก้ไขตามหลักอิสลาม

      กลับไปสู่ หลักฐานในการตัดสินเรื่องศาสนา ไม่ใช่ตัดสินด้วยคำด่าหรือฉายา 

      ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ เมื่อคนรู้ความจริง วาทกรรมโกหกจะหมดอิทธิพลทันที

      ปฏิเสธการใส่ร้ายทุกรูปแบบ เพราะอิสลามสอนให้ยุติธรรม

      สร้างความเข้าใจร่วมกันว่า “มุสลิมคือพี่น้องกัน”ความแตกต่างทางวิชาการไม่ใช่เหตุผลในการสร้างความเกลียดชัง

 

 

     คำว่า “วะฮาบีย์” ในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงวิชาการ แต่ถูกใช้เป็น วาทกรรมเท็จ เพื่อปลุกปั่นให้เกลียดชัง

     เพื่อทำลายผู้ที่ยึดซุนนะห์ และเพื่อปิดกั้นไม่ให้ผู้คนกลับสู่หลักฐานอิสลามที่แท้จริง

 

     ข้อกล่าวหาที่ว่า “วะฮาบีย์ตัดสินคนเป็นกาฟิร” หรือ “บิดเบือนศาสนา” เป็นคำโกหกทั้งหมด

 

     อิสลามเรียกร้องให้เรา : ยึดมั่นในความจริง , ตัดสินด้วยหลักฐาน , รักษาความยุติธรรม และเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพี่น้องมุสลิม

 

     การยุติการใช้คำนี้ในเชิงดูถูกและปลุกปั่น คือหนึ่งในก้าวสำคัญในการสร้างเอกภาพของอุมมะฮ์ไทยในยุคปัจจุบัน