การตั้งภาคีอันเกิดจากการลอกเลียนแบบ
  จำนวนคนเข้าชม  53

การตั้งภาคีอันเกิดจากการลอกเลียนแบบ

 

เรียบเรียงโดย ...  อิสมาอีล กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

     หลักเตาฮีดคือรากฐานสูงสุดของศาสนาอิสลาม เป็นแก่นที่บรรดานบีและรอซูลทั้งหมดถูกส่งมาเพื่อสถาปนา และเป็นเส้นแบ่งระหว่างอีมานกับกุฟร์ ระหว่างอิบาดะฮ์ที่ถูกต้องกับอิบาดะฮ์ที่ถูกทำลายด้วยการตั้งภาคี อัลลอฮ์ตรัสว่า

 

وَمَا أَرْسَلْنَا مِن قَبْلِكَ مِن رَّسُولٍ إِلَّا نُوحِي إِلَيْهِ أَنَّهُ لَا إِلَٰهَ إِلَّا أَنَا فَاعْبُدُونِ**

 

      “และเราไม่ได้ส่งรอซูลคนใดก่อนหน้าเจ้า เว้นแต่เราได้วะห์ยูแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีผู้ถูกเคารพภักดีโดยชอบธรรมอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด”

( อัลอัมบิยาอ์ 21:25)

 

     อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประตูใหญ่ที่นำมนุษย์ออกจากเตาฮีดเข้าสู่ชีริก คือ การลอกเลียนแบบทางศาสนาโดยปราศจากหลักฐาน  โดยเฉพาะการลอกเลียนแบบประชาชาติก่อนหน้าในเรื่องการยกย่องบุคคล สถานที่ หลุมศพ วัตถุมงคล เครื่องราง พิธีกรรม และความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ

     การลอกเลียนแบบเช่นนี้มิใช่เพียงปัญหาทางวัฒนธรรม แต่เป็นปัญหาทางอะกีดะฮ์ เพราะมันค่อย ๆ เปลี่ยน “การให้เกียรติ” ให้กลายเป็น “การเคารพบูชา” และเปลี่ยน “ความรักต่อคนดี” ให้กลายเป็น “การผูกหัวใจไว้กับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์” ละเลยเตาฮีด และเดินตามแบบอย่างของผู้หลงผิดก่อนหน้า

 

 

ความหมายของวะษันและขอบเขตของสิ่งที่ถูกบูชา

 

     นักอธิบายได้ชี้ว่า คำว่า الوثن หรือ “วะษัน” มิได้จำกัดเฉพาะรูปปั้นเท่านั้น แต่หมายรวมถึงทุกสิ่งที่ถูกมุ่งหมายด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของอิบาดะฮ์นอกจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าจะเป็นหลุมศพ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศาล บุคคล วัตถุ หรือสิ่งใดก็ตามที่หัวใจของมนุษย์ผูกพันด้วยการขอ ความหวัง ความกลัว การบนบาน หรือการพึ่งพาในลักษณะที่เป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น  “วะษัน” ใช้กับสิ่งที่ถูกเจตนาด้วยรูปแบบหนึ่งของอิบาดะฮ์นอกจากอัลลอฮ์ เช่น หลุมศพ สถานที่ที่ถูกยกย่อง และสิ่งอื่น ๆ ที่ถูกบูชาแทนอัลลอฮ์

 

     ความเข้าใจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนจำนวนมากเข้าใจว่า “รูปเคารพ” หมายถึงรูปปั้นเท่านั้น จึงคิดว่าตนเองปลอดภัยจากชีริกตราบใดที่ไม่ได้กราบไหว้รูปปั้น

     แต่ในมุมมองของอะกีดะฮ์อิสลาม หากบุคคลหนึ่งขอต่อผู้ตาย เชื่อว่าหลุมศพให้โชค บนบานต่อโต๊ะวะลี เชื่อว่าวัตถุมงคลปกป้องภัย หรือผูกหัวใจไว้กับสิ่งใดในฐานะแหล่งอำนาจนอกเหนือจากอัลลอฮ์ สิ่งนั้นก็กลายเป็น “วะษัน” สำหรับเขา แม้มันจะไม่ใช่รูปปั้นก็ตาม

 

     ดังนั้น ชีริกไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนชื่อศาสนาเสมอไป แต่เริ่มจากการเปลี่ยนทิศทางของหัวใจ จากการพึ่งพาอัลลอฮ์ไปสู่การพึ่งพาสิ่งถูกสร้าง จากการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ไปสู่การเรียกหาผู้ตาย จากการเชื่อในกอดัรของพระองค์ไปสู่การเชื่อว่าของขลัง ตัวเลข ฤกษ์ยาม หรือบุคคลบางคนมีอำนาจกำหนดประโยชน์และโทษ

 

 

 อัลกุรอานกับการเตือนเรื่องญิบต์และฏอฆูต

 

อัลลอฮ์ตรัสว่า

أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِينَ أُوتُوا نَصِيبًا مِّنَ الْكِتَابِ يُؤْمِنُونَ بِالْجِبْتِ وَالطَّاغُوتِ**

 “เจ้าไม่เห็นดอกหรือถึงบรรดาผู้ที่ได้รับส่วนหนึ่งจากคัมภีร์ พวกเขาศรัทธาต่อญิบต์และฏอฆูต”

( อันนิสาอ์ 4:51)

 

     คำอธิบายของอุมัร อิบนุลค็อฏฏอบ رضي الله عنه ว่า ญิบต์ คือ ไสยศาสตร์ และ ฏอฆูต คือชัยฏอน

     และยังมีรายงานจากอิบนุอับบาสว่า ญิบต์ อาจหมายถึง ชีริก รูปเคารพ หรือสิ่งที่ถูกกราบไหว้บูชานอกจากอัลลอฮ์

     อัลเญาฮะรีย์กล่าวว่า ญิบต์ เป็นคำที่ใช้กับรูปเคารพ หมอดู นักไสยศาสตร์ และสิ่งทำนองนั้น

 

     จุดสำคัญของอายะฮ์นี้คือ ผู้ที่มีความรู้จากคัมภีร์เดิมบางกลุ่มกลับไม่ได้ใช้ความรู้เพื่อปกป้องเตาฮีด แต่กลับยอมรับ ส่งเสริม หรือเข้าข้างความเชื่อแบบญิบต์และฏอฆูต ด้วยเหตุนี้ การมีตำแหน่งทางศาสนา การมีความรู้ หรือการมีประวัติความดีบางอย่าง ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบุคคลจะปลอดภัยจากความหลงผิด หากเขานำความรู้ไปสนับสนุนสิ่งที่ขัดกับเตาฮีด

 

     ในสังคมปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้เห็นได้จากบางคนที่ใช้ภาพลักษณ์ทางศาสนามารับรองพิธีกรรมที่ไม่มีหลักฐาน เช่น พิธีสะเดาะเคราะห์ การดูฤกษ์ยาม การใช้ยันต์ การปลุกเสกวัตถุ การขอความช่วยเหลือจากผู้ตาย หรือการอ้างว่าบุคคลบางคนมีอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียง “วัฒนธรรมท้องถิ่น” หากมีเนื้อหาของการพึ่งพา การขอ การกลัว หรือการหวังในสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ก็เป็นประตูของชีริกอย่างชัดเจน

 

 

 การลอกเลียนแบบประชาชาติก่อนหน้า : รากสำคัญของความเบี่ยงเบน

 

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

لَتَتَّبِعُنَّ سَنَنَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ حَذْوَ الْقُذَّةِ بِالْقُذَّةِ، حَتَّى لَوْ دَخَلُوا جُحْرَ ضَبٍّ لَدَخَلْتُمُوهُ

 

     “พวกท่านจะเดินตามแนวทางของผู้ที่มาก่อนพวกท่านอย่างแนบสนิท เสมือนขนนกลูกธนูดอกหนึ่งเหมือนกับอีกดอกหนึ่ง แม้หากพวกเขาเข้าไปในรูเหี้ย พวกท่านก็จะเข้าไปตามพวกเขา”

( บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

เมื่อบรรดาเศาะหาบะฮ์ถามว่า “คือชาวยิวและชาวคริสต์หรือ?” 

ท่านนบี ﷺ ตอบว่า “แล้วจะเป็นใครเล่า?” 

 

     ข้อความที่แนบมาอธิบายว่า คำว่า سنن หมายถึงหนทางหรือวิถีของผู้ที่มาก่อน และการเปรียบเทียบด้วย حذو القذة بالقذة หมายถึงการเลียนแบบอย่างละเอียดและใกล้ชิดยิ่ง ราวกับขนนกลูกธนูที่เหมือนกันทุกประการ

 

     หะดีษนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า ความหลงผิดจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธศาสนาโดยตรง แต่เกิดจากการค่อย ๆ ซึมซับแบบแผนของประชาชาติอื่น โดยเฉพาะในเรื่องการยกย่องผู้ศักดิ์สิทธิ์ การสร้างสถานที่เคารพเหนือหลุมศพ การนำรูปภาพและสัญลักษณ์เข้ามาในศาสนา และการทำให้พิธีกรรมกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แม้ไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์

 

ท่านซุฟยาน อิบนุอุยัยนะฮ์ رحمه الله กล่าวว่า

     “ผู้ใดในหมู่นักวิชาการของเราที่เสื่อมเสีย เขามีความคล้ายคลึงกับชาวยิว และผู้ใดในหมู่นักอิบาดะฮ์ของเราที่เสื่อมเสีย เขามีความคล้ายคลึงกับชาวคริสต์” 

     ข้อความที่แนบมาได้อ้างคำกล่าวนี้เพื่อชี้ว่าความเสื่อมของผู้มีความรู้มักเกิดจากการรู้แต่ไม่ปฏิบัติ ส่วนความเสื่อมของผู้เคร่งอิบาดะฮ์มักเกิดจากการปฏิบัติด้วยอารมณ์โดยไม่มีความรู้ นี่คือกฎสำคัญในอะกีดะฮ์

     การลอกเลียนแบบโดยไร้ความรู้ ทำให้ศาสนาถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรม และทำให้อิบาดะฮ์ถูกแทนที่ด้วยพิธีกรรม**

 

 

การสร้างมัสยิดหรือสถานที่เคารพบนหลุมศพ: จุดเริ่มของการคลั่งไคล้ผู้ตาย

 

     หนึ่งในตัวอย่างเด่นของการลอกเลียนแบบที่นำไปสู่ชีริก คือการยกย่องหลุมศพจนกลายเป็นสถานที่อิบาดะฮ์ อัลลอฮ์กล่าวถึงกลุ่มชนหนึ่งในเรื่องชาวถ้ำว่า

قَالَ الَّذِينَ غَلَبُوا عَلَىٰ أَمْرِهِمْ لَنَتَّخِذَنَّ عَلَيْهِم مَّسْجِدًا

“บรรดาผู้มีอำนาจเหนือกิจการของพวกเขากล่าวว่า เราจะสร้างมัสยิดเหนือพวกเขาอย่างแน่นอน”

( อัลกะฮ์ฟ์ 18:21)

     ข้อความที่แนบมาอธิบายว่า การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ถูกตำหนิ เพราะท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

لَعَنَ اللهُ الْيَهُودَ وَالنَّصَارَى اتَّخَذُوا قُبُورَ أَنْبِيَائِهِمْ مَسَاجِدَ**

 “อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งชาวยิวและชาวคริสต์ พวกเขาได้ยึดหลุมศพของบรรดานบีของพวกเขาเป็นมัสยิด”

     คำอธิบายในบทที่แนบมาระบุว่า ท่านนบี ﷺ ต้องการเตือนประชาชาติของท่านไม่ให้กระทำเหมือนการกระทำของชนเหล่านั้น

 

ประเด็นนี้มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะการคลั่งไคล้หลุมศพยังปรากฏในหลายรูปแบบ เช่น

1. เดินทางไปยังหลุมศพด้วยความเชื่อว่าผู้ตายสามารถช่วยเหลือโดยตรง

2. ขอความสำเร็จ ความร่ำรวย บุตร หรือการรักษาโรคจากผู้ตาย

3. บนบานต่อวะลี โต๊ะครู หรือบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว

4. ใช้ผ้าคลุมหลุมศพ ดินจากกุบูร น้ำจากสถานที่ฝังศพ หรือวัตถุใด ๆ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

5. เชื่อว่าการเวียนรอบหลุมศพ การสัมผัสราวกั้น หรือการนำสิ่งของไปวางไว้ที่กุบูรจะนำบะเราะกะฮ์โดยตัวมันเอง

     สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยน “หลุมศพ” จากสถานที่เตือนใจถึงอาคิเราะฮ์ ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความหวัง ความกลัว และการพึ่งพา ซึ่งเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว

 

 

 การเกิดชีริกในประชาชาตินี้คำพยากรณ์ที่ต้องทำให้ผู้ศรัทธาหวาดระวัง

 

     ในหะดีษของเษาบาน رضي الله عنه ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า จะมีบางกลุ่มจากประชาชาติของท่านไปสมทบกับมุชริกีน และจะมีกลุ่มต่าง ๆ จากประชาชาติของท่านกราบไหว้บูชารูปเคารพ ข้อความที่แนบมาอ้างรายงานนี้ในบริบทของการเตือนว่า บางส่วนของประชาชาตินี้จะบูชาวะษันจริง ๆ

 

     นี่เป็นหลักฐานหนักแน่นที่ทำลายความเข้าใจผิดของบางคนที่คิดว่า “มุสลิมไม่มีทางตกชีริก” หรือ “ผู้ที่กล่าวลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ย่อมไม่มีทางทำชีริก” ความจริงคือ การกล่าวถ้อยคำเตาฮีดต้องมาพร้อมความเข้าใจ ยอมรับ ปฏิบัติ และละทิ้งสิ่งที่ขัดแย้งกับมัน หากปากกล่าวเตาฮีด แต่หัวใจผูกพันกับผู้ตาย เครื่องราง หมอดู ดวงดาว หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ถ้อยคำเตาฮีดก็ถูกบั่นทอนตามระดับของความเชื่อและการกระทำ

อัลลอฮ์ตรัสว่า

وَمَا يُؤْمِنُ أَكْثَرُهُم بِاللهِ إِلَّا وَهُم مُّشْرِكُونَ

“และส่วนมากของพวกเขาไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เว้นแต่พวกเขายังคงตั้งภาคีอยู่”

(ยูซุฟ 12:106)

     อิบนุอับบาส رضي الله عنهما อธิบายว่า บางคนยอมรับว่าอัลลอฮ์คือผู้สร้าง ผู้ประทานริซกี และผู้บริหารกิจการ แต่เมื่อเข้าสู่การอิบาดะฮ์ เขากลับตั้งภาคีต่อพระองค์

     นี่คือความจริงของชีริกที่เกิดในหลายสังคม คือยอมรับอัลลอฮ์ในเชิงทฤษฎี แต่ในเชิงปฏิบัติกลับมอบการพึ่งพา การขอ และการบนบานให้สิ่งอื่น

 

 

ตัวอย่างชีริกในสังคมปัจจุบัน

 

     ชีริกในสังคมปัจจุบันมิได้ปรากฏเพียงในรูปแบบของการกราบรูปปั้นเท่านั้น แต่แฝงอยู่ในพิธีกรรม ความเชื่อ และวัฒนธรรมหลายรูปแบบ ดังนี้

การขอจากผู้ตาย

 

     การเรียกหาผู้ตาย เช่น “โอ้โต๊ะวะลี ช่วยให้ลูกหายป่วย” หรือ “ขอให้ผู้ศักดิ์สิทธิ์ช่วยเปิดทางริซกี” เป็นชีริกใหญ่ หากผู้ขอเชื่อว่าผู้ตายได้ยินและช่วยเหลือในสิ่งที่เป็นความสามารถเฉพาะของอัลลอฮ์ เพราะดุอาอ์คืออิบาดะฮ์ และอิบาดะฮ์ต้องมอบแด่อัลลอฮ์เพียงผู้เดียว

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

الدُّعَاءُ هُوَ الْعِبَادَةُ   “ดุอาอ์นั้นคืออิบาดะฮ์”

( บันทึกโดยอบูดาวูดและอัตติรมิซีย์)

     ดังนั้น ผู้ใดมอบดุอาอ์ให้สิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ เขาได้มอบอิบาดะฮ์ให้สิ่งอื่นนอกจากพระองค์

 

การบนบานต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์

 

     การกล่าวว่า “ถ้าหายป่วย จะนำของไปแก้บนที่หลุมศพ” หรือ “ถ้าสอบผ่าน จะไปเชือดสัตว์ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น” เป็นการบนบานซึ่งเป็นอิบาดะฮ์ และการบนบานต้องเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น

     อัลลอฮ์ชมเชยบรรดาผู้ศรัทธาว่า

يُوفُونَ بِالنَّذْرِ وَيَخَافُونَ يَوْمًا كَانَ شَرُّهُ مُسْتَطِيرًا

“พวกเขาปฏิบัติตามการบนบาน และหวาดกลัววันหนึ่งซึ่งความชั่วร้ายของมันแพร่กระจาย”

( อัลอินซาน 76:7)

     เมื่อการบนบานเป็นอิบาดะฮ์ การมอบมันให้ผู้ตาย ญิน วะลี หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็น ชีริก

 

 การใช้เครื่องราง ของขลัง และวัตถุมงคล

 

     เครื่องราง เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ หินมงคล กำไลป้องกันภัย หรือวัตถุใดที่ถูกเชื่อว่ามีพลังป้องกันโรค ภัย อุบัติเหตุ หรือความอิจฉา หากเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอำนาจด้วยตัวมันเอง ย่อมเป็นชีริกใหญ่ และหากเชื่อว่าเป็นเพียงสาเหตุ ทั้งที่อัลลอฮ์และหลักฐานศาสนาไม่ได้กำหนดให้เป็นสาเหตุ ก็เป็นชีริกเล็กและเป็นประตูสู่ชีริกใหญ่

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

مَنْ تَعَلَّقَ تَمِيمَةً فَقَدْ أَشْرَكَ

 “ผู้ใดแขวนเครื่องราง แท้จริงเขาได้ตั้งภาคีแล้ว”

(บันทึกโดยอะหมัด)

 

 การดูดวง หมอดู และไสยศาสตร์

 

     การดูดวง ไพ่ยิปซี เลขมงคล ฤกษ์ยาม การถามหมอดู หรือการเชื่อว่าบุคคลบางคนรู้อนาคต ล้วนขัดกับเตาฮีด เพราะความรู้เรื่องฆ็อยบ์เป็นสิทธิของอัลลอฮ์

อัลลอฮ์ตรัสว่า

قُل لَّا يَعْلَمُ مَن فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ الْغَيْبَ إِلَّا اللهُ

 “จงกล่าวเถิด ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินรู้สิ่งเร้นลับ นอกจากอัลลอฮ์”

(อันนัมล์ 27:65)

     การลอกเลียนแบบสังคมอื่นในเรื่องโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ จึงมิใช่เรื่องเล็ก เพราะมันทำลายหลักการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ และแทนที่การตะวักกุลด้วยความงมงาย

 

การเชื่อในฤกษ์ยามและลางร้าย

 

     การไม่เดินทางเพราะวันนั้น “ไม่ดี” การไม่แต่งงานเพราะเดือนนั้น “อัปมงคล” หรือการเชื่อว่าเสียงสัตว์ ทิศทาง หรือเหตุบังเอิญบางอย่างกำหนดโชคชะตา เป็นส่วนหนึ่งของ **ฏิยัเราะฮ์** ซึ่งอิสลามห้ามอย่างเด็ดขาด

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

الطِّيَرَةُ شِرْكٌ    “การถือโชคลางคือตั้งภาคี”

 (บันทึกโดยอบูดาวูดและอัตติรมิซีย์)

 

การยกย่องบุคคลเกินขอบเขต

 

     การรักนักวิชาการ ครูบาอาจารย์ หรือคนศอลิห์ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่หากยกย่องจนเชื่อว่าเขารู้สิ่งเร้นลับ ผิดไม่ได้ มีอำนาจช่วยเหลือหลังตาย หรือคำพูดของเขามีสถานะเหนือหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ สิ่งนี้คือการเลยเถิดที่เปิดประตูชีริก

ท่านนบี ﷺ เตือนว่า

لَا تُطْرُونِي كَمَا أَطْرَتِ النَّصَارَى ابْنَ مَرْيَمَ

“พวกท่านอย่ายกย่องฉันเกินเลย ดังที่ชาวคริสต์ยกย่องบุตรของมัรยัมเกินเลย”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)

     หากท่านนบี ﷺ ยังห้ามไม่ให้ยกย่องท่านเกินขอบเขต แล้วบุคคลอื่นย่อมยิ่งไม่สมควรถูกยกสถานะจนกลายเป็นแหล่งพึ่งพาทางจิตวิญญาณแทนอัลลอฮ์

 

 

 จากการลอกเลียนแบบสู่การตั้งภาคี: กระบวนการทีละขั้น

 

     ชีริกจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดผ่านกระบวนการค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

ขั้นแรก คือการยกย่องคนดี

ขั้นที่สอง คือการสร้างสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงเขา

ขั้นที่สาม คือการถือว่าสถานที่หรือวัตถุนั้นมีบะเราะกะฮ์โดยตัวมันเอง

ขั้นที่สี่ คือการเดินทางไปขอพร ขอความช่วยเหลือ หรือบนบาน

ขั้นที่ห้า คือการถือว่าสิ่งนั้นเป็นสื่อกลางจำเป็นระหว่างบ่าวกับอัลลอฮ์

ขั้นสุดท้าย คือการมอบรูปแบบหนึ่งของอิบาดะฮ์ให้สิ่งนั้น

 

     นี่คือเหตุผลที่อิสลามปิดประตูของชีริกตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงห้ามชีริกโดยตรง แต่ยังห้ามสิ่งที่นำไปสู่ชีริก เช่น การสร้างมัสยิดบนหลุมศพ การละหมาดมุ่งสู่หลุมศพ การยกย่องผู้ตายเกินขอบเขต และการเลียนแบบพิธีกรรมของผู้หลงผิดก่อนหน้า

 

 

 ชีริกมักถูกทำให้ดูงดงามด้วยชื่อของวัฒนธรรม

 

     หนึ่งในปัญหาสำคัญของสังคมปัจจุบัน คือชีริกมักไม่ถูกเรียกว่า “ชีริก” แต่ถูกเรียกว่า “ประเพณี” “ความเชื่อท้องถิ่น” “ภูมิปัญญา” “การให้เกียรติบรรพบุรุษ” หรือ “การแสวงหาบะเราะกะฮ์” การเปลี่ยนชื่อเช่นนี้ทำให้ผู้คนไม่รู้สึกถึงอันตรายทางอะกีดะฮ์

 

     แต่ในมาตรฐานของศาสนา ชื่อที่สวยงามไม่สามารถเปลี่ยนความจริงของการกระทำได้ หากการกระทำนั้นคือการขอจากผู้ตาย มอบการบนบานให้สิ่งอื่น เชื่อว่าวัตถุให้คุณให้โทษ หรือเชื่อว่ามีผู้รู้ฆ็อยบ์นอกจากอัลลอฮ์ มันก็คือชีริกหรือเป็นสื่อสู่ชีริก แม้ผู้คนจะเรียกมันด้วยชื่อที่อ่อนโยนเพียงใดก็ตาม

 

     อิบนุตัยมียะฮ์ رحمه الله วางหลักไว้ว่า สิ่งใดที่เป็นอิบาดะฮ์ จะไม่อนุญาตให้มอบแก่สิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าจะเป็นดุอาอ์ การเชือด การบนบาน ความรักแบบอิบาดะฮ์ ความกลัวแบบอิบาดะฮ์ หรือความหวังแบบอิบาดะฮ์ เพราะอิบาดะฮ์ทั้งหมดเป็นสิทธิของพระองค์เพียงผู้เดียว

 

     การแก้ปัญหาชีริกในสังคมไม่อาจทำได้ด้วยการด่าทอหรือดูหมิ่นผู้คน แต่ต้องทำด้วยความรู้ หลักฐาน ความเมตตา และการชี้แจงที่หนักแน่น เพราะหลายคนตกอยู่ในความเชื่อผิดเพราะการสืบทอดทางสังคม มิใช่เพราะตั้งใจต่อต้านสัจธรรม

อัลลอฮ์ตรัสว่า

ادْعُ إِلَىٰ سَبِيلِ رَبِّكَ بِالْحِكْمَةِ وَالْمَوْعِظَةِ الْحَسَنَةِ

“จงเรียกร้องสู่หนทางแห่งพระเจ้าของเจ้า ด้วยวิทยปัญญา และคำตักเตือนที่ดีงาม”

 (อันนะห์ล 16:125)

 

     ดังนั้น ผู้เผยแผ่เตาฮีดต้องรวมระหว่างความเข้มแข็งในหลักการกับความเมตตาต่อผู้คน ระหว่างการปฏิเสธชีริกอย่างชัดเจนกับการอธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่า ศาสนาอิสลามไม่ได้ตัดความรักต่อคนศอลิห์ แต่ห้ามการยกคนศอลิห์ขึ้นไปสู่ระดับที่เป็นสิทธิของอัลลอฮ์

 

     การตั้งภาคีจำนวนมากเกิดจากการลอกเลียนแบบประชาชาติก่อนหน้า และเกิดจากการรับวัฒนธรรม ความเชื่อ และพิธีกรรมโดยไม่ตรวจสอบด้วยอัลกุรอานและซุนนะฮ์ บทที่ว่าด้วย “บางส่วนของประชาชาตินี้จะบูชาวะษัน” เป็นคำเตือนสำคัญว่า ประชาชาติอิสลามมิได้ปลอดภัยจากชีริกโดยอัตโนมัติ หากละเลยความรู้เรื่องเตาฮีดและเปิดประตูให้ความงมงายเข้ามาแทนที่หลักฐาน

 

     ชีริกในสังคมปัจจุบันอาจมาในรูปของการขอจากผู้ตาย การบนบานต่อหลุมศพ การใช้เครื่องราง การดูดวง การถือฤกษ์ยาม การยกย่องบุคคลเกินขอบเขต หรือการทำพิธีกรรมที่เลียนแบบศาสนาอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากเดียวกัน คือการมอบสิทธิของอัลลอฮ์ให้แก่สิ่งถูกสร้าง

 

     มุสลิมจึงจำเป็นต้องตระหนักว่า การรักษาเตาฮีดไม่ใช่เพียงการกล่าวถ้อยคำ لا إله إلا الله** แต่คือการทำให้หัวใจ การอิบาดะฮ์ ความหวัง ความกลัว การขอ และการพึ่งพาทั้งหมดกลับไปสู่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว

 

 

 


 เชิงอรรถและแหล่งอ้างอิง

1. อัลกุรอาน, อัลอัมบิยาอ์ 21:25

2. อัลกุรอาน, อันนิสาอ์ 4:51

3. อัลกุรอาน, อัลมาอิดะฮ์ 5:60

4. อัลกุรอาน, อัลกะฮ์ฟ์ 18:21

5. อัลกุรอาน, ยูซุฟ 12:106

6. อัลกุรอาน, อันนัมล์ 27:65

7. อัลกุรอาน, อันนะห์ล 16:125

8. เศาะฮีห์อัลบุคอรีย์, หะดีษว่าด้วยการตามแนวทางประชาชาติก่อนหน้า

9. เศาะฮีห์มุสลิม, หะดีษว่าด้วยการตามแนวทางประชาชาติก่อนหน้า

10. เศาะฮีห์อัลบุคอรีย์และมุสลิม, หะดีษ “อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งชาวยิวและคริสต์ที่ยึดหลุมศพนบีเป็นมัสยิด”

11. สุนันอบีดาวูด, หะดีษของเษาบานว่าด้วยบางกลุ่มจากประชาชาตินี้จะบูชารูปเคารพ

12. อะหมัด, อัลมุสนัด, หะดีษ “ผู้ใดแขวนเครื่องราง เขาได้ตั้งภาคี”

13. อัตติรมิซีย์และอบูดาวูด, หะดีษ “ดุอาอ์คืออิบาดะฮ์”

14. อิบนุตัยมียะฮ์, มัจญ์มูอุลฟะตาวา

15. อิบนุกะษีร, ตัฟซีร อัลกุรอาน อัลอะซีม

16. อัลบะเฆาะวีย์, มะอาลิม อัตตันซีล

17. อัลเญาฮะรีย์, อัศศิหาห

18. ข้อความต้นฉบับที่แนบมา: باب ما جاء أن بعض هذه الأمة يعبد الأوثان

ข้อมูลบางส่วน จากหนังสือ  شرح كتاب التوحيد