
พ ร ะ อ ง ค์ ต รั ส
อาบีดีณ โยธาสมุทร
อิหม่าม อิบนุอุษัยมีน ปกป้อง คำพูดของ อิบนุกุดามะฮฺ ไม่ให้ถูกเข้าใจไปแบบผิดๆ ต่างหาก
ในคำขยายความของอิหม่ามอิบนุอุษัยมีน ร่อฮิมะฮุ้ลลออฺ ที่มีต่อคำพูดของอิหม่ามอิบนุกุดามะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ที่มีความว่า “…และพระองค์ทรงพูดด้วยการพูดที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว…”
“คำพูดของท่านที่ว่า: และพระองค์ทรงพูดด้วยการพูดที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นั้น หมายถึง ตัวชนิด(ของการพูด)นั้นมีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่(การพูดของพระองค์)แต่ละครั้งนั้นเป็นเรื่องที่เพิ่งมีขึ้น ซึ่งบนฐานของแนวทางของอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺแล้ว คำพูดของท่านที่ว่านี้ มิอาจให้เข้าใจไปเป็นอื่นจากเนื้อหานี้ได้ แม้ว่าความหมายในนัยปกติของคำพูดของท่าน จะว่าไว้ว่า ทั้งส่วนของตัวชนิดและส่วนของแต่ละครั้งล้วนเป็นเรื่องที่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ตามที”
(ينظر: تعليق مختصر على لمعة الاعتقاد، ص ٧٤)
ซึ่งหลักฐานที่ยืนยันว่า คำพูดนี้ของอิบนุอุษัยมีน เป็นการปกป้องอิบนุกุดามะฮฺ رحمهما اللهไม่ให้โดนเข้าใจผิด ไม่ใช่เป็นการ “โต้แย้ง” หรือ “หักล้าง” ดังที่มีการแอบอ้างไว้ ก็ได้แก่ ข้อมูลที่อิบนุกุดามะฮฺเองระบุไว้ถัดจากข้อความดังกล่าว ซึ่งได้แก่
๑) การยกตัวบทที่กล่าวยืนยันว่า อัลลอฮฺ تعالى ทรงพูดแต่ละข้อความออกมาตามแต่ละช่วงเวลาที่พระองค์ทรงพูดข้อความนั้นๆ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ความว่า
“…และพระองค์ ซุบฮานะฮฺ ทรงพูดคุยกับบรรดามุอฺมินีนในวันอาคิเราะฮฺ โดยที่พวกเขาก็ต่างพูดคุยกับพระองค์ด้วย และพระองค์ก็ทรงอนุญาตให้พวกเขาได้เข้าเฝ้าพระองค์”
(ينظر: لمعة الاعتقاد، ص١٥)
จากนั้นท่านก็ยกตัวบทจากอั้ลกุรอานและฮะดี้ษขึ้นมาเพื่อใช้ยืนยันแก่เนื้อหาที่ท่านนำเสนอไว้ โดยในจำนวนตัวบทที่ว่า ก็ได้แก่
“.…พระองค์ ซุบฮานะฮฺ พูดไว้ว่า
“และแล้ว เมื่อ มูซาได้มาถึงที่นั้น เรียบร้อยแล้ว ก็มีการเอ่ยเรียกว่า มูซา ข้านี้คือ พระเจ้าของเจ้าจริงๆ”
(ตอฮา ๑๑และ๑๒)
และพระองค์ ซุบฮานะฮฺพูดไว้ว่า
“แน่นอน ข้านี้เองคือ อัลลอฮฺ ผู้ไม่มีผู้เป็นที่ถูกสักการะใดอื่นอีกแล้วนอกจากข้าเท่านั้น ดังนั้น เจ้าจงสักการะข้า”
โดยท่านอิบนุกุดามะฮฺ رحمه الله พูดปิดท้ายอายะฮฺสุดท้ายนี้ไว้ว่า “ซึ่งประโยคนี้ไม่เป็นที่อนุมัติให้ใครทั้งสิ้นที่ไม่ใช่อัลลอฮฺ พูดออกมา”
(ينظر: لمعة الاعتقاد، ص١٥)
จากนั้นท่านก็หันมายกตัวบทที่เป็นฮะดี้ษ ซึ่งได้แก่ ฮะดี้ษที่รายงานโดยอิบนุมัซอู้ด ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮฺ ที่ว่า
“เมื่อ อัลลอฮฺทรงพูดเป็นวะฮีย์ออกมา ชาวฟ้าก็ต่างได้ยินเสียงของพระองค์กัน”
และฮะดี้ษที่รายงานโดยท่านอนัส ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮฺ ที่ว่า
”วันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺจะทรงให้บรรดาที่พระองค์สร้างไว้ฟื้นคืนกลับขึ้นมารวมตัวกัน… จากนั้น ทันใดนั้นเองพระองค์ก็จะทรงเรียกพวกเขาด้วยเสียงที่ผู้ที่อยู่ไกลได้ยินเหมือนที่ผู้ที่อยู่ใกล้ได้ยิน ว่า ข้านี่แหละผู้เป็นกษัตริย์ ข้านี่แหละผู้เป็นผู้สะสางตอบแทน”
(ينظر: لمعة الاعتقاد، ص١٦)
ซึ่งหลักฐานที่ท่านอิบนุกุดามะฮฺยกขึ้นมาทั้งหมดนี้ ล้วนยืนยันในข้อเท็จจริงที่ว่า การพูดคำพูดแต่ละคำพูดของอัลลอฮฺนั้น มีขึ้นในช่วงที่มีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้น ไม่ใช่ทรงพูดก่อนหน้านั้น หรือถัดจากที่เหตุการณ์นั้นได้สิ้นสุดไปแล้วแต่อย่างใด
ซึ่งการที่ท่านหยิบยกข้อมูลเหล่านี้มากล่าวขยายคำพูดของท่านที่ให้ไว้ก่อนหน้านั้น ย่อมเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงเนื้อแท้ของคำที่ท่านพูดไว้ว่า มันคืออะไรได้อย่างมีน้ำหนักที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
๒) ท่านอิบนุกุดามะฮฺเอง ได้กล่าวไว้ในบทต่อมา ที่พูดถึง ความเชื่อเรื่องอั้ลกุรอ่านว่า คือคำพูดของอัลลอฮฺ ไว้ว่า
“อัลกุ้รอานคือ คำพูดของอัลลอฮฺ และส่วนหนึ่งจากคำพูดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮฺ ก็ได้แก่ อั้ลกุ้รอานอันยิ่งใหญ่…ซึ่งมีจุดเริ่มแรก มีจุดสุดท้าย และเป็นภาคๆและเป็นส่วนๆ…”
(ينظر: لمعة الاعتقاد، ص١٨)
คำพูดนี้ของท่านอิบนุกุดามะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ เป็นการฉายภาพให้ผู้อ่านได้เข้าใจจุดยืนของท่านเกี่ยวกับเรื่อง การพูดของอัลลอฮฺได้อย่างกระจ่าง ซึ่งเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับคำขยายความที่ท่านอิบนุอุษัยมีนได้ชี้แจงไว้ رحمهما الله
ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการ “โต้แย้ง” และ “หักล้าง” คำโฆษณา ของฝ่ายผู้ที่อ้างว่า: " สรุป : อิบนุอุซัยมีน (และผู้ที่ดำเนินตามแนวทางอิบนุตัยมิยะฮ์ รวมไปถึงอิบนุตัยมิยะฮ์เอง) เชื่อว่าคำพูดของอัลลอฮ์แต่ละถ้อยคำนั้นเป็นสิ่งใหม่ มีจุดเริ่มต้น(และมีจุดจบ) ซึ่งความเชื่อลักษณะนี้ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของอะลิซซุนนะฮ์..."ลงอย่างราบคราบ
และเมื่อคำโฆษณาชวนเชื่อหลักของเขาผู้นั้นจำต้องจำนนแก่หลักฐานที่ได้นำเสนอไว้ให้รับทราบโดยทั่วกันแล้วนี้ ก็คงไม่มีเหตุผลอันใดอีกที่จะต้องหันไปสนใจคำโฆษณาลองที่มีการพูดแซมขึ้นมาไว้แต่อย่างใดอีก เพียงแต่พฤติกรรมนี้เท่ากับเป็นการบอกให้สังคมได้รับทราบไปในตัวว่า
๑. ผู้เป็นเจ้าของต้นโพสท์โฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวนั้น ไม่มีเจตนาอันดีในการอ่านหรือศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่เป็นจำพวก “เปิดตามองแค่ข้างเดียว” และ ”เลือกที่รักมักที่ชัง“
๒. ผู้เป็นเจ้าของต้นโพสท์โฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว ขาดความสามารถในการแยกแยะสถานะของข้อมูล ไม่รู้ว่า ข้อมูลชนิดไหนอยู่ในสถานะ ”คำกล่าวอ้าง“ และข้อมูลชนิดไหนอยู่ในสถานะ ”หลักฐานสำหรับชี้ถูกชี้ผิด“
อัลลอฮฺ تعالى ตรัสเกี่ยวกับพวกที่ต่อต้านท่านร่อซู้ลศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัมกลุ่มหนึ่งไว้ว่า
ومن يرد الله فتنته فلن تملك له من الله شيئا أولئك الذين لم يرد الله أن يطهر قلوبهم لهم في الدنيا خزي ولهم في الآخرة عذاب عظيم , سماعون للكذب…)) المائدة ٤١-٤٢ ))
“และใครที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เขาโดนฟิตนะฮฺเล่นงาน เจ้าก็ไม่อาจครอบครองอะไรทั้งสิ้นแก่เขาคนนั้นให้พ้นจากอัลลอฮฺไปได้เลย
คนพวกนั้นเป็นพวกที่อัลลอฮฺไม่ทรงประสงค์ที่จะทำให้หัวใจของพวกเขาสะอาด สำหรับพวกเขาคือความอัปยศในดุนยา
และสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันใหญ่หลวง คือพวกที่เป็นจอมสดับฟังต่อคำโกหก…”
คืนที่สอง ของรอมดอน ๑๔๔๗
มะดีนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซั้ลลัม