พาหญิงหนีไปแต่งงาน
  จำนวนคนเข้าชม  48

พาหญิงหนีไปแต่งงาน

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

 

      การคาดเดาว่าวะลีย์ไม่ยินยอม แล้วพาหญิงหนีไปแต่งงาน เป็นการกระทำที่ไม่มีหลักการศาสนาใดรองรับ ในสังคมมุสลิมปัจจุบัน พบปรากฏการณ์ที่น่ากังวล คือ ชายหญิงบางราย ยังไม่เคยไปขออนุญาตจากวะลีย์ของฝ่ายหญิงอย่างเป็นทางการ แต่กลับคาดเดาเอาเองว่าวะลีย์จะไม่ยินยอมให้แต่งงาน จึงเลือกใช้วิธี หนีไปด้วยกัน เดินทางไกลตามลำพัง แล้วทำนิกาห์โดยไม่บอกวะลีย์ พร้อมอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตาม “มัสฮับหะนะฟีย์”

 

     บทความนี้ขอยืนยันอย่างชัดเจนบนพื้นฐานอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และฟิกฮ์ว่า การกระทำดังกล่าวไม่มีหลักการใดในอิสลามรองรับ ไม่ว่าตามมัสฮับใดก็ตาม และการอ้างมัสฮับหะนะฟีย์ในลักษณะนี้ เป็นการบิดเบือนหลักวิชาการศาสนาอย่างร้ายแรง

 

1. อิสลามไม่ยอมรับการตัดสินบน “การคาดเดา”

 

     อิสลามวางหลักชัดเจนว่า การกระทำสำคัญในชีวิตต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การคาดเดา

อัลลอฮฺตรัสว่า

(إِنَّ الظَّنَّ لَا يُغْنِي مِنَ الْحَقِّ شَيْئًا)

“แท้จริงการคาดเดา ไม่อาจทดแทนความจริงได้เลย”

(ยูนุส : 36)

     ดังนั้น การยังไม่ไปขอ ยังไม่เจรจา ยังไม่ผ่านขั้นตอนศาสนา แต่กล่าวว่า “วะลีย์คงไม่ยอมอยู่แล้ว” ถือเป็น การตัดสินล่วงหน้าโดยไร้หลักฐาน และขัดต่อหลักจริยธรรมอิสลามโดยตรง

 

 

2. วะลีย์ในอิสลาม: กลไกคุ้มครอง ไม่ใช่อุปสรรค

 

     บรรดาอุละมาอ์อธิบายว่า การมีวะลีย์ในนิกาห์ มีเป้าหมายเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของสตรี ป้องกันการหลอกลวงหรือเอาเปรียบ ตรวจสอบความเหมาะสมของคู่ครอง รักษาผลประโยชน์ระยะยาวของครอบครัว

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«لا نِكَاحَ إِلَّا بِوَلِيٍّ»

“ไม่มีนิกาห์ใด (สมบูรณ์) นอกจากต้องมีวะลีย์”

(บันทึกโดยอบูดาวูด ติรมิซีย์ – หะดีษหะซัน–เศาะเฮียะฮ์)

     แม้จะมีความเห็นต่างในรายละเอียดระหว่างมัสฮับ แต่ ไม่มีมัสฮับใด ที่มองว่าวะลีย์เป็นสิ่งไร้คุณค่า หรืออนุญาตให้หลบเลี่ยงโดยพลการ

 

 

3. จุดยืนของมัสฮับหะนะฟีย์ (ที่มักถูกอ้างผิด)

 

     มัสฮับหะนะฟีย์มีทัศนะว่า ผู้หญิงที่บรรลุนิติภาวะสามารถทำนิกาห์ได้เอง แต่มีเงื่อนไขเข้มงวด ได้แก่

♦ ต้องไม่มีฟิตนะฮ์

♦ ต้องไม่มีการหลอกลวง

♦ ต้องแต่งกับชายที่เหมาะสม (كفء – กุฟอ์)

♦ ต้องไม่สร้างความเสียหายแก่ครอบครัวและสังคม

♦ ต้องไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามอื่นของศาสนา

     ไม่มีตำราหะนะฟีย์เล่มใด อนุญาตให้ พาหญิงหนีวะลีย์ อยู่ลำพังชายหญิง เดินทางไกลโดยไม่มีมะฮ์รอม แล้วอ้างว่านิกาห์นั้นชอบธรรม การอ้างเช่นนี้คือ การตัดคำวินิจฉัยออกจากบริบททางฟิกฮ์

 

 

4. การหนีไปแต่ง = ฝ่าฝืนหลายบทบัญญัติพร้อมกัน

 

     ก่อนจะถึงประเด็นนิกาห์ การกระทำดังกล่าวได้ละเมิดสิ่งต้องห้ามชัดเจนหลายประการ ได้แก่

4.1 การอยู่ลำพังชายหญิง (ค็อลวะฮ์)

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«لا يخلونَّ رجلٌ بامرأةٍ إلا كان الشيطان ثالثهما»

“ไม่มีชายใดอยู่ลำพังกับหญิง เว้นแต่ชัยฏอนจะเป็นคนที่สาม”

(บันทึกโดยอะหมัด และติรมิซีย์)

 

4.2 การเดินทางไกลโดยไม่มีมะฮ์รอม

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«لا تُسافر المرأة إلا مع ذي محرم»

“ผู้หญิงไม่พึงเดินทาง เว้นแต่จะมีมะฮ์รอมร่วมเดินทางด้วย”

(บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)

      สิ่งเหล่านี้เป็น ฮะรอมโดยเอกฉันท์ และ ไม่ถูกทำให้ฮะลาลย้อนหลังด้วยการทำนิกาห์

 

 

5. หากวะลีย์ไม่ยินยอมโดยไม่ยุติธรรม ศาสนามีทางออก

 

     อิสลามไม่เคยสั่งให้หญิงถูกกดขี่ หากวะลีย์ปฏิเสธโดยไร้เหตุผล ศาสนามีแนวทาง เช่น ยื่นเรื่องต่อผู้รู้ ผู้พิพากษาศาสนา (กอฎี) หรือวะลีย์ลำดับถัดไป ไม่ใช่การหลบหนีอย่างลับ ๆ ซึ่งก่อให้เกิดฟิตนะฮ์มากยิ่งขึ้น

 

 

6. การเลือกข้อผ่อนผันตามกิเลส (تتبع الرخص)

 

     บรรดาอุละมาอ์เตือนอย่างหนักต่อพฤติกรรมการเลือกคำวินิจฉัยที่ “เบา” จากแต่ละมัสฮับตามอารมณ์

     อิมามอัช-ชาฏิบีย์กล่าวว่า ผู้ที่สะสมข้อผ่อนผันจากมัสฮับต่าง ๆ เท่ากับได้รวมความชั่วไว้ในตัว การอ้างมัสฮับเพื่อหนีความรับผิดชอบไม่ใช่การยึดมั่นศาสนา แต่คือ การเล่นกับศาสนา

 

     การคาดเดาว่าวะลีย์ไม่ยินยอม แล้วพาหญิงหนีไปแต่งงานโดยไม่บอกวะลีย์ ไม่มีหลักการศาสนาใดรองรับ ไม่มีมัสฮับใดอนุญาต  เป็นการฝ่าฝืนหลายบทบัญญัติพร้อมกัน

 

     อิสลามสอนให้การแต่งงานเริ่มต้นด้วยความโปร่งใส ความอดทน และความรับผิดชอบ ไม่ใช่ด้วยการหนี การลับหลัง และการคาดเดา การแต่งงานที่ดี เริ่มจากการยำเกรงอัลลอฮฺ ไม่ใช่จากการหาทางลัดหนีบทบัญญัติของพระองค์