
การเสียสละในหมู่บรรดาเศาะฮาบะฮ์
อับดุลวาเฮด สุคนธา...เรียบเรียง
การเสียสละ คือ การเสียสละตนเอง หรือเวลา หรือทรัพย์สิน หรือสิ่งมีค่าทุกอย่าง เพื่อเป้าหมายอันสูงส่ง โดยหวังผลบุญตอบแทนจากอัลลอฮ์ในการกระทำนั้น
อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสเพื่ออธิบายถึงผลบุญอันยิ่งใหญ่ของการเสียสละชีวิตและทรัพย์สินในหนทางของพระองค์ว่า:
إِنَّ اللَّهَ اشْتَرَى مِنَ الْمُؤْمِنِينَ أَنْفُسَهُمْ وَأَمْوَالَهُمْ بِأَنَّ لَهُمُ الْجَنَّةَ يُقَاتِلُونَ فِي سَبِيلِ اللَّهِ فَيَقْتُلُونَ وَيُقْتَلُونَ وَعْدًا عَلَيْهِ حَقًّا فِي التَّوْرَاةِ وَالْإِنْجِيلِ وَالْقُرْآنِ وَمَنْ أَوْفَى بِعَهْدِهِ مِنَ اللَّهِ فَاسْتَبْشِرُوا بِبَيْعِكُمُ الَّذِي بَايَعْتُمْ بِهِ وَذَلِكَ هُوَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ
“แท้จริง อัลลอฮฺนั้นได้ทรงซื้อแล้วจากบรรดาผู้ศรัทธา
ซึ่งชีวิตของพวกเขา และทรัพย์สมบัติของพวกเขา โดยพวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์เป็นการตอบแทน
พวกเขาจะต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็จะฆ่า และถูกฆ่า เป็นสัญญาของพระองค์เองอย่างแท้จริง
ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์เตารอต อินญีล และกุรฺอาน และใครเล่าจะรักษาสัญญาของเขาให้ดียิ่งไปกว่าอัลลอฮฺ
ดังนั้น พวกท่านจงชื่นชมยินดีในการขายของพวกท่านเถิด ซึ่งพวกท่านได้ขายมันไป และนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง”
[อัตเตาบะฮ์: 111]
อัลบัยฎอวีย์ กล่าวว่า: นี่เป็นการเปรียบเปรยถึงการที่อัลลอฮ์ทรงตอบแทนพวกเขาด้วยสวรรค์ จากการที่พวกเขาได้เสียสละชีวิต และทรัพย์สินของพวกเขาในหนทางของพระองค์
ลักษณะเด่น ประการหนึ่งของบรรดาสหายของท่านนบี ﷺ (เศาะฮาบะฮ์) คือ การยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ทรัพย์สิน เวลา หรือความสะดวกสบาย ชีวิตของบรรดาเศาะฮาบะฮ์เต็มไปด้วยแบบอย่างของการเสียสละ การอุทิศตน และการให้ เพื่อช่วยเหลือศาสนาของอัลลอฮ์ และต่อไปนี้คือบางตัวอย่างของการเสียสละของพวกเขา
อบูบักร อัศ-ศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า: ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวคุฏบะฮ์ (แสดงธรรม) แล้ว กล่าวว่า:
ท่านนบี ﷺ ได้ขึ้นกล่าวคุฏบะฮ์และกล่าวว่า : แท้จริงอัลลอฮ์ได้ให้บ่าวคนหนึ่งเลือกระหว่างโลกนี้กับสิ่งที่อยู่ ณ พระองค์ แล้วเขาได้เลือกสิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮ์
อบูบักร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงร้องไห้ฉัน (ผู้รายงาน) คิดในใจว่า : ชายชราคนนี้ร้องไห้ทำไม ทั้งที่อัลลอฮ์ให้บ่าวคนหนึ่งเลือกระหว่างโลกนี้กับสิ่งที่อยู่ ณ พระองค์ แล้วเขาก็เลือกสิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮ์?!
แต่แท้จริงแล้ว บ่าวคนนั้นคือท่านร่อซูล ﷺ และอบูบักรเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดในหมู่พวกเรา
แล้วท่านนบี ﷺ กล่าวว่า : โอ้อบูบักร อย่าร้องไห้เลย แท้จริงผู้ที่มีบุญคุณต่อฉันมากที่สุด ทั้งในด้านการเป็นเพื่อนและทรัพย์สิน คืออบูบักร
และหากฉันจะเลือกใครเป็นมิตรสนิท (คอลีล) จากประชาชาติของฉัน ฉันก็จะเลือกอบูบักร แต่ทว่าเป็นเพียงภราดรภาพแห่งอิสลามและความรักกัน และอย่าให้มีประตูใดในมัสยิดเหลืออยู่ เว้นแต่จะถูกปิด ยกเว้นประตูของอบูบักร
(บันทึกโดย บุคอรีย์และมุสลิม)
จากซัยด์ บิน อัสลัม จากบิดาของเขา กล่าวว่า: ฉันได้ยินอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ กล่าวว่า เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา : วันหนึ่งท่านร่อซูล ﷺ ได้สั่งให้พวกเราบริจาคทาน และตอนนั้นฉันมีทรัพย์สินอยู่พอดี
ฉันจึงคิดว่า : วันนี้ฉันจะเอาชนะอบูบักรให้ได้ หากวันหนึ่งฉันจะเอาชนะเขา! ฉันจึงนำทรัพย์สิน “ครึ่งหนึ่ง” ของฉันมา
ท่านนบี ﷺ ถามว่า : แล้วเจ้าทิ้งอะไรไว้ให้ครอบครัวของเจ้า?
ฉันตอบว่า : อีกครึ่งหนึ่ง
แล้วอบูบักร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ก็มาพร้อมกับ ทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามี
ท่านนบี ﷺ ถามเขาว่า : แล้วเจ้าทิ้งอะไรไว้ให้ครอบครัวของเจ้า?
เขาตอบว่า : ฉันทิ้งอัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์ไว้ให้พวกเขา
อุมัรกล่าวว่า : หลังจากนั้น ฉันจะไม่พยายามแข่งขันกับเขาในเรื่องใดอีกเลย
(บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ และ อัดดาริมีย์ และอิมามอันนะวะวีย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นหะดีษศอเฮียะห์ (ถูกต้อง) ในหนังสือ อัลมัจญ์มูอ์ และอัลอัลบานีย์ได้จัดว่าเป็นหะดีษหะสัน (ดี))
อุมัร อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
รายงานจาก อิบนุ อุมัร กล่าวว่า: แท้จริง อุมัร อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบได้ที่ดินผืนหนึ่งที่ค็อยบัร แล้วเขาหาท่านนบี ﷺ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับมัน
โดยกล่าวว่า : โอ้ท่านร่อซูลของอัลลอฮ์ แท้จริงฉันได้ที่ดินผืนหนึ่งที่ค็อยบัร ซึ่งฉันไม่เคยได้ทรัพย์สินใดที่มีค่ายิ่งสำหรับฉันเท่านี้มาก่อน แล้วท่านจะสั่งให้ฉันทำอย่างไรกับมัน?’
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า : หากเจ้าต้องการ ก็จงเก็บ ต้นทรัพย์ (ตัวที่ดิน)ไว้ และบริจาคผลประโยชน์ของมันเป็นทาน
อุมัรจึงบริจาคมัน โดยกำหนดว่า:
♦· จะไม่ถูกขาย
♦· ไม่ถูกยกให้
♦· และไม่ถูกสืบทอดเป็นมรดก
และเขาได้บริจาคผลประโยชน์ของมันแก่:
♦· คนยากจน
♦· ญาติพี่น้อง
♦· การไถ่ทาส
♦· ในหนทางของอัลลอฮ์
♦· คนเดินทาง (ผู้ขัดสนระหว่างทาง)
♦· และแขกผู้มาเยือน
และไม่เป็นบาปแก่ผู้ดูแลทรัพย์นั้น หากเขาจะกินจากมันตามความเหมาะสม และเลี้ยงผู้อื่น โดยไม่สะสมเป็นทรัพย์สินของตน
ผู้รายงานกล่าวว่า: ฉันได้นำหะดีษนี้ไปเล่าให้ อิบนุ ซีรีน ฟัง เขากล่าวว่า:(คำว่า) ไม่สะสมเป็นทรัพย์’ หมายถึง ไม่เก็บไว้เป็นทรัพย์สินของตน
(บันทึกโดย บุคครีและมุสลิม)
ท่าน อบูฏ็อลฮะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)
รายงานจากท่าน อะนัส บิน มาลิก อบูฏ็อลฮะฮ์ เป็นผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในหมู่ชาวอันศอรในเมืองมะดีนะฮ์ โดยทรัพย์ของเขาส่วนใหญ่เป็นสวนอินทผลัม และสวนที่เขารักที่สุดคือสวน ชื่อว่า บัยร่อฮาอ์ (بيرحاء) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับมัสยิดของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และท่านนบีก็มักจะเข้าไปในสวนนั้นและดื่มน้ำจากน้ำที่ใสสะอาดและรสดี
ท่านอะนัส (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)ได้ รายงานว่า เมื่อโองการกรุอ่านนี้ถูกประทานลงมาว่า
“พวกเจ้าจะไม่ได้คุณธรรม(ความดี)เลยจนกว่าพวกเจ้าจะบริจาคจากสิ่งที่พวกเจ้าชอบ”
(อาลิอิมรอน 92)
ท่านอบูฏ็อลฮะฮ์จึงลุกขึ้นไปหาท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า: “โอ้ท่านรอซูลแห่งอัลลอฮ์! อัลลอฮ์ผู้ทรงจำเริญและสูงส่งได้ตรัสว่า:
لَنْ تَنَالُوا الْبِرَّ حَتَّى تُنْفِقُوا مِمَّا تُحِبُّونَ
“พวกเจ้าจะไม่ได้คุณธรรม(ความดี)เลยจนกว่าพวกเจ้าจะบริจาคจากสิ่งที่พวกเจ้าชอบ“
(อาลิอิมรอน 92)
และแท้จริงทรัพย์สินที่ฉันรักที่สุดคือสวนบัยร่อฮาอ์ ฉันขอมอบมันเป็นทานเพื่ออัลลอฮ์ หวังในความดีและผลบุญของมันจากพระองค์ ดังนั้นโปรดวางมันไว้ในที่ที่อัลลอฮ์ทรงชี้แนะแก่ท่านเถิด
ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า : บัคคฺ นี่คือ ทรัพย์ที่มีกำไรงดงาม นี่คือทรัพย์ที่มีกำไรงดงามจริง ๆ
ฉันได้ยินในสิ่งที่เจ้ากล่าวแล้ว และฉันเห็นว่าควรให้เจ้าบริจาคมันให้แก่ญาติพี่น้องของเจ้าเถิด
อบูฏ็อลฮะฮ์ จึงกล่าวว่า : ฉันจะทำเช่นนั้น โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ แล้วเขาก็แบ่งสวนสวนนั้นให้แก่ ญาติพี่น้องและลูกพี่ลูกน้องของตน ตามคำแนะนำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
(บันทึกโดย อิมามอัลบุคอรีย์ )
อัซซุเบย์รฺ บิน อัลเอาวาม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ):
อิบนุกะษีรกล่าวไว้ขณะเล่าถึงเหตุการณ์ว่า : ในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมในสงครามยัรมูกนั้น มีอท่านซุเบย์รฺ บิน อัลเอาวาม ซึ่งเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดในหมู่เศาะฮาบะฮ์ที่อยู่ ณ ที่นั้น และเขาเป็นหนึ่งในนักรบผู้กล้าหาญและยอดฝีมือในวันนั้น มีกลุ่มนักรบผู้กล้าหาญมารวมตัวกับเขา
แล้วกล่าวว่า : ท่านจะบุกไหม แล้วพวกเราจะบุกไปพร้อมกับท่าน ?
เขาตอบว่า : พวกท่านจะไม่สามารถยืนหยัดได้
พวกเขากล่าวว่า : ได้แน่นอน! ดังนั้นเขาจึงบุก และพวกเขาก็บุกตาม เมื่อเผชิญหน้ากับแถวทัพของชาวโรม พวกเขากลับถอย
แต่เขากลับเดินหน้าต่อไป เขาฝ่าทะลวงแถวทัพของชาวโรม จนออกไปอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงกลับมายังพวกพ้องของเขา
ต่อมาพวกเขาก็มาหาเขาอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง และเขาก็ทำเช่นเดียวกับครั้งแรก
ในวันนั้น เขาได้รับบาดแผลสองแผลระหว่างไหล่ทั้งสองของเขา และในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า: หนึ่งแผล
(หนังสือ อัลบิดายะฮ์ วันนิฮายะฮ์ อิบนุกะษีร)
และจากอุรวะฮ์ รายงานว่า: บรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่าแก่ อัซซุเบย์รฺ ว่า:
ท่านจะบุกไหม แล้วพวกเราจะบุกไปพร้อมกับท่าน ?
เขากล่าวว่า : หากฉันบุก พวกท่านก็จะไม่ทำตาม (คือจะถอยหนี)
พวกเขากล่าวว่า : พวกเราจะไม่ทำเช่นนั้น !
ดังนั้นเขาจึงบุกเข้าใส่พวกเขา จนสามารถฝ่าทะลวงแถวของศัตรูได้ และผ่านพวกเขาไปโดยไม่มีใครอยู่กับเขาเลย จากนั้นเขาก็หันกลับมาอีกครั้ง พวกศัตรูจึงจับบังเหียนม้าของเขาไว้ แล้วฟันเขาสองครั้ง :
ครั้งหนึ่งที่หัวไหล่ของเขา และระหว่างนั้นมีรอยแผลหนึ่งซึ่งเขาเคยได้รับในสงครามบะดัร
อุรวะฮ์กล่าวว่า : ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันเคยเอานิ้วสอดเข้าไปในบาดแผลเหล่านั้นเล่น !
และเขากล่าวว่า : ในขณะนั้น อับดุลลอฮ์ บิน อัซซุเบย์รฺ ซึ่งมีอายุสิบขวบ อยู่กับเขาด้วย เขาจึงให้เขาขึ้นม้า และมอบหมายให้ชายคนหนึ่งดูแลเขา
(บันทึกโดยบุคอรีย์)
อันนะสฺ บิน อันนัฎรฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ):
จากอะนัส (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า แท้จริงลุงของเขา (อันนะสฺ บิน อันนัฎรฺ) ไม่ได้เข้าร่วมสงครามบะดัร
เขาจึงกล่าวว่า : ฉันพลาดจากการต่อสู้ครั้งแรกของท่านนบี ﷺ! หากอัลลอฮ์ทรงให้ฉันได้เข้าร่วมกับท่านนบี ﷺ อีกครั้งหนึ่ง แน่นอนอัลลอฮ์จะได้เห็นว่าฉันจะทำอย่างเต็มที่เพียงใด
ต่อมาในวันสงครามอุฮุด เมื่อผู้คนพ่ายแพ้ เขากล่าวว่า : โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขออภัยต่อพระองค์จากสิ่งที่คนเหล่านี้ได้กระทำ (หมายถึงมุสลิม) และฉันขอประกาศความบริสุทธิ์ต่อพระองค์จากสิ่งที่บรรดามุชริกีนได้นำมา
จากนั้นเขาก็เดินหน้าไปพร้อมดาบของเขา และได้พบกับสะอฺด์ บิน มุอ๊าซ เขากล่าวว่า: โอ้สะอฺด์ ! (ท่านจะไปไหน?) แท้จริงฉันได้กลิ่นหอมของสวรรค์จากด้านอุฮุด!
แล้วเขาก็เดินหน้าต่อไปจนกระทั่งถูกสังหาร และไม่มีใครจำเขาได้ จนกระทั่งน้องสาวของเขาจำเขาได้จากไฝหรือปลายนิ้วของเขาและบนร่างของเขามีบาดแผลมากกว่าแปดสิบแผล จากการแทง การฟัน และลูกธนู
(บันทึกโดย บุคครีและมุสลิม)
ญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ):
จากญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) เล่าว่า : แท้จริงอับดุลลอฮ์ (บิดาของเขา) ได้เสียชีวิตลง และทิ้งบุตรสาวไว้เก้าคน หรือเจ็ดคน
เขากล่าวว่า : ฉันจึงได้แต่งงานกับหญิงที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว (หญิงหม้าย)
ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ จึงกล่าวกับฉันว่า : โอ้ญาบิรฺ เจ้าได้แต่งงานแล้วหรือ ?
ฉันตอบว่า : ใช่ครับ
ท่านกล่าวว่า : เป็นหญิงสาว (พรหมจารี) หรือหญิงหม้าย ?
ฉันตอบว่า : เป็นหญิงหม้ายครับ โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์
ท่านกล่าวว่า : ทำไมเจ้าไม่แต่งกับหญิงสาว เพื่อเจ้าจะได้หยอกล้อกับนาง และนางจะได้หยอกล้อกับเจ้า
หรือท่านกล่าวว่า : เจ้าได้ทำให้นางหัวเราะ และนางทำให้เจ้าหัวเราะ
ฉันจึงกล่าวกับท่านว่า : แท้จริงอับดุลลอฮ์ได้เสียชีวิต และทิ้งบุตรสาวไว้เก้าคนหรือเจ็ดคน และฉันไม่ต้องการนำหญิงสาวที่อายุใกล้เคียงกับพวกนางมาอยู่ร่วมด้วย ฉันจึงต้องการหญิงที่สามารถดูแลพวกนาง และจัดการเรื่องของพวกนางได้
ท่านกล่าวว่า : ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริญแก่เจ้า
หรือกล่าวว่า : ขออัลลอฮ์ทรงให้สิ่งที่ดีแก่เจ้า
(บันทึกโดย บุคอรีย์ และมุสลิม)
อิบนุหะญัร กล่าวว่า : ในหะดีษนี้มีข้อบ่งชี้ถึงความประเสริฐของญาบิรฺ เนื่องจากความเมตตาและความห่วงใยของเขาที่มีต่อน้องสาวของเขา และการที่เขาให้ความสำคัญ กับประโยชน์ของพวกนางเหนือกว่าความต้องการของตนเอง