อย่าปฏิบัติต่อผู้คนโดยมองเฉพาะด้านมืด
  จำนวนคนเข้าชม  31

 

ศิลปะแห่งการปฏิบัติต่อคนอื่น 2

 

อับดุลวาเฮด สุคนธา 

 

ประการที่หนึ่ง : อย่าปฏิบัติต่อผู้คนโดยมองเฉพาะด้านมืดของพวกเขา

 

     ไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่ถูกดึงรั้งด้วยพลังสองด้าน คือ ด้านแห่งความดี และ ด้านแห่งความชั่ว เมื่อด้านใดมีชัย ด้านนั้นก็จะเป็นลักษณะเด่นของบุคคลนั้น

     หากความดีมีชัย บุคคลนั้นก็จะเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและเป็นคุณแก่ครอบครัวของเขา แต่หากความชั่วมีชัย เขาก็จะกลายเป็นผู้ก่อความเสียหาย

 

     มนุษย์ทุกคนล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภายในตัวของแต่ละคนมีทั้ง แสงสว่างและความมืด ความจริงและความเท็จ ความงดงามและความน่าเกลียด การต่อสู้ภายในนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนด เป็นพระปรีชาญาณของพระองค์ และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะอัลลอฮ์มิได้ทรงประทานความปราศจากความผิดพลาดให้แก่ผู้ใด นอกจากบรรดานบีและเราะสูลเท่านั้น ขอความศานติจงมีแด่พวกท่าน

 

     การต่อสู้นี้เป็นการต่อสู้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมและจะดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด บางครั้งฝ่ายความดีก็เป็นผู้ชนะ บางครั้งฝ่ายความชั่วก็เป็นผู้ชนะ

 

     กวีท่านหนึ่งกล่าวว่า “ความดีในหมู่มนุษย์สามารถฟื้นฟูและเสริมสร้างได้เมื่อได้รับการส่งเสริม ส่วนความชั่วในหมู่มนุษย์นั้นไม่สูญสิ้น แม้พวกเขาจะตายและถูกฝังลงในหลุมก็ตาม”

 

     จิตใจของมนุษย์จะยังคงอยู่ในสภาพของการต่อสู้ระหว่าง ความดีและความชั่ว ระหว่างการฝ่าฝืนกับความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

( وَنَفْسٍ وَمَا سَوَّاهَا  فَأَلْهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقْوَاهَا )

“ขอสาบานด้วยชีวิต (มนุษย์) และผู้ทรงสร้างมันให้สมบูรณ์

แล้วพระองค์ทรงดลใจให้มันรู้ทั้งทางแห่งความชั่ว และทางแห่งความยำเกรง”

(สูเราะฮ์ อัชชัมส์ 7–8)

 

      ในหมู่ผู้คนนั้น มีบางคนเป็น กุญแจสู่ความดี และปิดกั้นความชั่ว ขณะที่บางคนเป็น กุญแจสู่ความชั่ว และปิดกั้นความดี

     ท่านอนัส อิบนุ มาลิก (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) รายงานว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า

 

إِنَّ مِنَ النَّاسِ مَفَاتِيحَ لِلْخَيْرِ ، مَغَالِيقَ لِلشَّرِّ ، وَإِنَّ مِنَ النَّاسِ مَفَاتِيحَ لِلشَّرِّ ، مَغَالِيقَ لِلْخَيْرِ ، فَطُوبَى لِمَنْ جَعَلَ اللَّهُ مَفَاتِيحَ الْخَيْرِ عَلَى يَدَيْهِ ، وَوَيْلٌ لِمَنْ جَعَلَ اللَّهُ مَفَاتِيحَ الشَّرِّ عَلَى يَدَيْهِ

 

     “แท้จริง ในหมู่ผู้คนนั้น มีผู้ที่เป็นกุญแจแห่งความดีและเป็นผู้ปิดประตูแห่งความชั่ว และในหมู่ผู้คนก็มีผู้ที่เป็นกุญแจแห่งความชั่วและเป็นผู้ปิดประตูแห่งความดี ดังนั้น ความสุขจงมีแด่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงทำให้เขาเป็นกุญแจแห่งความดี และความวิบัติจงมีแด่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงทำให้เขาเป็นกุญแจแห่งความชั่ว”

(บันทึกโดย อิบนุมาญะฮ์ หมายเลข 237 และเชคอัลอัลบานีย์รับรองว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์)

 

     ดังนั้น จึงไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้ที่เป็น คนดีโดยสมบูรณ์ และก็ไม่มีมนุษย์คนใดที่เป็น คนชั่วโดยสมบูรณ์ ยกเว้นบรรดาศาสดาผู้ได้รับการคุ้มครองจากความผิดพลาดเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ชั่วร้ายที่สุดบนหน้าแผ่นดิน ผู้ที่เต็มไปด้วยความอธรรม ความโอหัง และการกดขี่ ก็ยังคงมีทั้งด้านดีและด้านชั่วอยู่ภายในตัว

 

     ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กอบีล (กออีน) บุตรของอาดัม เมื่อเขาได้ก่อเหตุฆาตกรรมครั้งแรกบนหน้าแผ่นดิน ด้วยการสังหารน้องชายของตนคือ ฮาบีล  เขาได้ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์และขัดคำสอนของบิดา

      แต่หลังจากนั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่ยังคงอยู่ในหัวใจของเขาก็เริ่มทำงาน เขารู้สึกสำนึกผิดกับสิ่งที่ได้กระทำ และเริ่มค้นหาวิธีที่จะฝังศพของน้องชาย

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

 

﴿ فَبَعَثَ اللَّهُ غُرَابًا يَبْحَثُ فِي الْأَرْضِ لِيُرِيَهُ كَيْفَ يُوَارِي سَوْأَةَ أَخِيهِ ۚ قَالَ يَا وَيْلَتَىٰ أَعَجَزْتُ أَنْ أَكُونَ مِثْلَ هَٰذَا الْغُرَابِ فَأُوَارِيَ سَوْأَةَ أَخِي ۖ فَأَصْبَحَ مِنَ النَّادِمِينَ ﴾

“แล้วอัลลอฮ์ทรงส่งอีกาตัวหนึ่งมาคุ้ยเขี่ยพื้นดิน เพื่อสอนให้เขารู้ว่าจะฝังศพของน้องชายอย่างไร 

เขาจึงกล่าวว่า 'โอ้ ความวิบัติแก่ฉัน! แม้แต่จะทำเหมือนอีกาตัวนี้ เพื่อฝังศพน้องชายของฉัน ฉันก็ยังทำไม่ได้หรือ?' 

แล้วเขาก็กลายเป็นผู้ที่สำนึกเสียใจ”

(สูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ 31)

 

 

ข้อคิด

 

     เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า แม้ผู้ที่เคยทำบาปใหญ่ก็ยังอาจมีความดีและความสำนึกผิดหลงเหลืออยู่ในหัวใจ ดังนั้น ในการปฏิบัติต่อผู้คน เราไม่ควรตัดสินพวกเขาจากความผิดเพียงครั้งเดียว หรือมองเห็นแต่ด้านมืดของพวกเขา แต่ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลับตัวและส่งเสริมด้านดีที่ยังมีอยู่ เพราะหัวใจของมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการชี้นำจากอัลลอฮ์  

     แม้แต่ศัตรูที่แข็งกร้าวที่สุดของอิสลาม ในหมู่ผู้นำแห่งการปฏิเสธศรัทธาและความหลงผิด เช่น อบูละฮับ อบูญะฮัล และอัลวะลีด อิบนุ อัลมุฆีเราะฮ์ เป็นต้น ก็ยังมีด้านของความดีและความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว

     ดังที่มีรายงานว่า อบูละฮับ แม้ภายหลังจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม แต่เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ประสูติ เขากลับรู้สึกยินดีและแสดงความปลาบปลื้มต่อข่าวการประสูติของหลานชายของตน

 

    อีกเหตุการณ์หนึ่งที่อิบนุอิสหากได้บันทึกไว้ คือเรื่องของ อบูญะฮัลกับชายชาวอิรอช 

     ชายชาวอิรอชคนหนึ่งนำอูฐมาขายที่นครมักกะฮ์ อบูญะฮัลซื้ออูฐของเขา แต่กลับไม่ยอมจ่ายเงิน

     ชายผู้นั้นจึงเดินไปขอความช่วยเหลือจากบรรดาผู้นำกุเรชที่กำลังนั่งอยู่ใกล้กะอ์บะฮ์ โดยกล่าวว่า

     “มีใครจะช่วยทวงสิทธิของฉันจากอบูญะฮัลได้บ้าง? ฉันเป็นคนต่างถิ่น ไม่มีใครช่วยเหลือ”

     พวกกุเรชซึ่งต้องการเยาะเย้ยท่านนบี ﷺ จึงชี้ไปยังท่านแล้วพูดว่า “จงไปหาชายคนนั้นสิ เขาจะช่วยเจ้าได้”

     พวกเขาคิดว่าท่านนบี ﷺ กับอบูญะฮัลเป็นศัตรูกัน และคาดหวังว่าจะเกิดความขัดแย้ง ชายผู้นั้นจึงไปหาท่านนบี ﷺ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

     ท่านนบี ﷺ ไม่ลังเลแม้แต่น้อย แต่ลุกขึ้นทันทีและเดินไปพร้อมกับชายคนนั้นยังบ้านของอบูญะฮัล

     เมื่อท่านนบี ﷺ เคาะประตูและเรียกว่า  “นี่มุฮัมมัด ท่านจงออกมาพบฉัน”

     อบูญะฮัลก็ออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า  “จงคืนสิทธิของชายคนนี้”

     อบูญะฮัลตอบทันทีว่า “ได้ โปรดรอสักครู่” แล้วเขารีบเข้าไปนำเงินออกมาคืนแก่ชายผู้นั้นครบถ้วน

     เมื่อท่านนบี ﷺ พาชายผู้นั้นกลับไป เขาก็กล่าวกับบรรดากุเรชว่า

     “ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนชายผู้นั้นด้วยความดี เพราะเขาได้ช่วยให้ฉันได้รับสิทธิของฉันคืน”

     ต่อมาพวกกุเรชถามอบูญะฮัลด้วยความประหลาดใจว่า เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดเจ้าจึงยอมคืนเงินง่ายดายเช่นนั้น?

     อบูญะฮัลตอบว่า   ทันทีที่ฉันได้ยินเสียงของมุฮัมมัด ความหวาดกลัวก็เข้าครอบงำหัวใจของฉัน และเมื่อฉันออกไป ฉันเห็นเหนือศีรษะของเขามีอูฐเพศผู้ตัวมหึมา ตัวใหญ่และน่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หากฉันปฏิเสธ มันคงจะขย้ำฉันเป็นแน่  

(บันทึกโดย อิบนุฮิชาม, อัลบัยฮะกีย์ และอิบนุกะษีร)

 

     อีกตัวอย่างหนึ่งคือ อัลวะลีด อิบนุ อัลมุฆีเราะฮ์ ซึ่งแม้จะไม่ยอมรับอิสลาม แต่เมื่อได้ฟังอัลกุรอาน เขากลับรู้สึกประทับใจในความงดงามของถ้อยคำอย่างยิ่ง

     เมื่อท่านนบี ﷺ อ่านโองการต่อไปนี้ให้เขาฟัง

انَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالْإِحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ 

 

“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้มีความยุติธรรม การทำความดี และการช่วยเหลือญาติพี่น้อง

และทรงห้ามการลามก การทำชั่ว และการกดขี่”  

(สูเราะฮ์ อันนะห์ล 90–91)

     อัลวะลีดกล่าวว่า “โอ้หลานเอ๋ย จงอ่านอีกครั้งเถิด” เมื่อท่านนบี ﷺ อ่านซ้ำ เขากล่าวว่า

     "ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ถ้อยคำนี้มีความหวาน มีความงดงามยิ่ง รากของมันมั่นคง กิ่งก้านของมันออกผลดก และนี่ไม่ใช่คำพูดของมนุษย์อย่างแน่นอน"

 

     นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า อบูฏอลิบ เมื่อได้ยินโองการนี้ ก็กล่าวว่า

     “จงปฏิบัติตามหลานของฉันเถิด เพราะขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เขาเรียกร้องแต่สิ่งที่เป็นคุณธรรมอันสูงส่งเท่านั้น”

 

      เรื่องราวทั้งหมดนี้ยืนยันว่า จิตใจของมนุษย์ประกอบด้วยสองด้าน คือด้านแห่งความดีและด้านแห่งความชั่ว ด้านแห่งศรัทธาและด้านแห่งการปฏิเสธ ด้านใดได้รับการหล่อเลี้ยงและมีอำนาจเหนือกว่า ด้านนั้นก็จะเป็นตัวกำหนดการกระทำและบุคลิกของบุคคลนั้น

 

     ดังนั้น ผู้ศรัทธาไม่ควรรีบตัดสินผู้อื่นว่า "ไม่มีความดีเหลืออยู่เลย" แต่ควรพยายามมองเห็นด้านดีที่ยังคงมีอยู่ ส่งเสริมให้ความดีนั้นเติบโต และวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ทรงนำทางหัวใจของผู้คน เพราะการเปลี่ยนแปลงหัวใจนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์

 

     ดังนั้น ผู้มีสติปัญญาย่อมเลือกมอง ด้านสว่างของผู้คน และปฏิบัติต่อพวกเขาบนพื้นฐานของความดีที่มีอยู่ในตัวพวกเขา ไม่ใช่เลือกมองแต่ ด้านมืดและข้อบกพร่อง

 

      นี่คือแนวทางที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ปฏิบัติต่อ ท่านคอลิด อิบนุ อัลวะลีด (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) ผู้ซึ่งก่อนเข้ารับอิสลามเคยสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่บรรดามุสลิม ดังปรากฏชัดในสงครามอุฮุด ซึ่งการวางแผนของเขาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ของมุสลิมพลิกผัน

 

     ต่อมา เมื่อ อัลวะลีด อิบนุ อัลวะลีด พี่น้องของคอลิดเข้ารับอิสลาม และในช่วงอุมเราะฮ์ชดเชย (อุมเราะฮ์อัลเกาะฎออ์)

     ท่านนบี ﷺ ได้ถามถึงคอลิดว่า “คอลิดอยู่ที่ไหน?”

     อัลวะลีดตอบว่า “อัลลอฮ์จะทรงนำเขามาเอง”

     ท่านนบี ﷺ จึงกล่าวว่า

     “บุคคลอย่างคอลิด ไม่น่าจะไม่เข้าใจอิสลาม หากเขาใช้ความสามารถและความกล้าหาญที่มีต่อการต่อสู้กับพวกมุสลิม ไปใช้ต่อสู้กับพวกมุชริกีน ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับเขา และเราจะให้เกียรติเขาเหนือผู้อื่น”

 

     เมื่อได้ยินเช่นนั้น อัลวะลีดจึงออกตามหาคอลิด แต่ไม่พบ จึงฝากจดหมายไว้ให้ มีใจความว่า

     “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

     ฉันไม่เคยเห็นเรื่องใดน่าแปลกใจไปกว่าการที่เจ้าซึ่งมีสติปัญญา กลับยังห่างไกลจากอิสลาม ทั้งที่คนอย่างเจ้าไม่น่าจะไม่รู้จักความจริงของอิสลาม”

     ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ ยังได้ถามถึงเจ้า และกล่าวถึงเจ้าด้วยถ้อยคำที่ดี

     พร้อมทั้งกล่าวว่า พี่ชายเอ๋ย เจ้าจะได้ชดเชยสิ่งดี ๆ ที่พลาดไป หากเจ้ารับอิสลาม เพราะเจ้าพลาดโอกาสอันประเสริฐมาแล้วหลายครั้ง

 

      ในความเป็นจริง ขณะนั้นคอลิดกำลังใคร่ครวญเรื่องการเข้ารับอิสลามอยู่แล้ว เมื่อเขาอ่านจดหมายฉบับนี้ เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าท่านนบี ﷺ กล่าวชื่นชมความสามารถของเขา แทนที่จะตำหนิความผิดในอดีต สิ่งนี้ทำให้เขามีกำลังใจ และในที่สุดก็ตัดสินใจเข้ารับอิสลาม

(อ้างอิง: อัซ-ซีเราะฮ์ อัลหะละบียะฮ์ 2/777)

 

 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ในวันพิชิตนครมักกะฮ์

 

      ท่านอับบาส (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่าแก่ท่านนบี ﷺ ว่า

     "โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮ์ แท้จริงอบูซุฟยานเป็นคนที่รักเกียรติและศักดิ์ศรี โปรดมอบสิ่งหนึ่งที่เป็นเกียรติแก่เขาเถิด"

     ท่านนบี ﷺ จึงตรัสว่า

     “ได้ ผู้ใดเข้าไปอยู่ในบ้านของอบูซุฟยาน เขาผู้นั้นย่อมปลอดภัย และผู้ใดปิดประตูบ้านของตน เขาผู้นั้นก็ปลอดภัย และผู้ใดเข้าไปอยู่ในมัสยิดอัลหะรอม เขาผู้นั้นก็ปลอดภัย"

(อ้างอิง: อิบนุลก็อยยิม, ซาดุลมะอาด 3/347)

     ทั้งสองเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึง ศิลปะในการปฏิบัติต่อผู้คนของท่านนบี ﷺ

 

     ท่านไม่จมอยู่กับความผิดในอดีตของคอลิด แต่เลือกมองเห็นศักยภาพและความดีที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา จนทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของอิสลาม

 

     ท่านเข้าใจธรรมชาติของอบูซุฟยานว่ารักเกียรติ จึงมอบเกียรติที่ไม่ขัดต่อหลักการศาสนา ทำให้เขารู้สึกได้รับการยอมรับ และเป็นการเปิดประตูสู่การสร้างความปรองดอง

 

     บทเรียนสำคัญคือ หากเราต้องการชนะใจผู้คนและชักชวนพวกเขาไปสู่ความดี อย่ามัวแต่มองหาข้อบกพร่องของพวกเขา แต่จงค้นหาความดี ความสามารถ และคุณลักษณะที่โดดเด่นของพวกเขา แล้วใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นสะพานในการสร้างความสัมพันธ์ เพราะการยกย่องในสิ่งที่ดี มักจะปลุกให้ความดีนั้นเติบโตและงอกงามยิ่งขึ้น ดังเช่นแบบอย่างของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ.