
เมื่อคนเขลาถูกนำหน้า
บทเรียนจากการสังหารท่านอุษมาน رضي الله عنه สู่ความขัดแย้งในปัจจุบัน
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ประวัติศาสตร์อิสลามมิได้ถูกบันทึกไว้เพียงเพื่อให้เรารู้ว่า “ใครทำอะไร” แต่ถูกบันทึกไว้เพื่อให้เราเรียนรู้ว่า เหตุใดความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น และสังคมควรป้องกันมันอย่างไร
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม คือ การสังหารท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน رضي الله عنه เคาะลีฟะฮ์ผู้เป็นเศาะหาบะฮ์ของท่านนบี ﷺ และเป็นหนึ่งในผู้ได้รับข่าวดีเรื่องสวรรค์
เหตุการณ์นี้มิได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสะสมของหลายปัจจัย ทั้งข่าวลือ ความเข้าใจผิด การกล่าวหา การปลุกระดม ความไม่พอใจทางการเมือง และการที่ผู้คนบางส่วนถูกชักนำโดยผู้ที่ไม่มีความรู้เพียงพอ
บทเรียนสำคัญจึงมิใช่เพียงว่า “อย่าฆ่าผู้นำ”แต่ลึกกว่านั้น คือ เมื่อสังคมปล่อยให้ความเขลาอยู่เหนือความรู้ ปล่อยข่าวลืออยู่เหนือข้อเท็จจริง และปล่อยอารมณ์อยู่เหนือหลักการ ฟิตนะฮ์ย่อมมีโอกาสลุกลามจนยากที่จะควบคุม
ท่านอุษมาน رضي الله عنه มิใช่ผู้นำที่ไม่มีคุณธรรม ท่านอุษมาน رضي الله عنه เป็นเศาะหาบะฮ์ผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นสามีของบุตรีสองท่านของท่านนบี ﷺ จนได้รับฉายาว่า ذو النورين — ผู้ครองสองรัศมี ท่านเป็นผู้เสียสละทรัพย์เพื่ออิสลาม และมีคุณูปการอย่างมากต่อประชาชาติ ดังนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์จำเป็นต้องแยกให้ออกระหว่าง “การวิจารณ์การบริหารงาน” กับ “การกล่าวหาบุคคลโดยปราศจากความยุติธรรม”
การที่ประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารของผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อกล่าวหาจะเป็นความจริง และไม่ใช่ทุกคนที่มีความไม่พอใจจะมีสิทธิ์ตัดสินเรื่องใหญ่ด้วยอารมณ์ของตนเอง นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับทุกยุค
ฟิตนะฮ์เริ่มต้นจากเรื่องเล็ก แต่ขยายด้วยข่าวลือ
หนึ่งในอันตรายที่สุดของสังคมคือ ข่าวที่ไม่มีการตรวจสอบ อัลลอฮ์ سبحانه وتعالى ตรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنْ جَاءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَإٍ فَتَبَيَّنُوا
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา หากผู้ฝ่าฝืนคนหนึ่งนำข่าวใดมายังพวกเจ้า พวกเจ้าจงตรวจสอบให้แน่ชัด”
อัลกุรอานจึงไม่ได้สอนให้มุสลิมเป็นเพียงผู้ “รับข่าว” แต่ต้องเป็นผู้ ตรวจสอบข่าว เพราะข่าวหนึ่งประโยคอาจทำให้คนคนหนึ่งถูกเกลียด ข่าวหนึ่งโพสต์อาจทำให้ครอบครัวแตกแยก และข่าวเท็จจำนวนมากอาจทำให้สังคมเข้าสู่ความวุ่นวาย
เหตุการณ์ท่านอุษมาน رضي الله عنه จึงสอนเราว่า ฟิตนะฮ์จำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นด้วยดาบ แต่เริ่มต้นด้วยคำพูด ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อคนไม่มีความรู้กลายเป็นผู้นำทางความคิด
คำว่า “คนเขลา” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีการศึกษาในระบบเท่านั้น แต่หมายถึงผู้ที่ ขาดความรู้ ขาดความรอบคอบ และกล้าตัดสินเรื่องใหญ่เกินขอบเขตความรู้ของตน คนเช่นนี้อาจมีความตั้งใจดี แต่ความตั้งใจดีที่ไม่มีความรู้สามารถสร้างความเสียหายได้
บางครั้งเขาได้ยินข้อกล่าวหาเพียงด้านเดียว แล้วรีบตัดสิน เห็นคลิปเพียงไม่กี่นาที แล้วสรุปเรื่องราวทั้งหมด อ่านข้อความหนึ่งโพสต์ แล้วตัดสินผู้คนทั้งกลุ่ม ฟังผู้นำทางความคิดเพียงคนเดียว แล้วคิดว่าคนอื่นทั้งหมดเป็นฝ่ายผิด นี่คืออันตรายอย่างยิ่ง
อัลลอฮ์ سبحانه وتعالى ตรัสว่า
وَلَا تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ
“และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับมัน”
หลักการนี้ใช้ได้กับทั้งศาสนา การเมือง สังคม และความขัดแย้งภายในชุมชน ไม่ใช่ทุกคนที่ตะโกนเสียงดังจะเป็นผู้รู้
บทเรียนจากประวัติศาสตร์คือ จำนวนผู้สนับสนุนไม่ใช่หลักฐานแห่งความถูกต้อง
คนจำนวนมากสามารถเข้าใจผิดพร้อมกันได้ เสียงส่วนใหญ่สามารถถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ได้ และคนจำนวนมากสามารถถูกชักนำด้วยข่าวที่ไม่ผ่านการตรวจสอบได้
ดังนั้น ผู้ศรัทธาต้องไม่ถามเพียงว่า “มีคนเห็นด้วยกี่คน?”
แต่ต้องถามว่า “หลักฐานคืออะไร? “ผู้พูดมีความรู้หรือไม่? ข้อมูลนี้ได้รับการตรวจสอบแล้วหรือยัง? “มีอีกด้านหนึ่งที่เรายังไม่ได้ฟังหรือไม่?
นี่คือความแตกต่างระหว่าง การแสวงหาความจริง กับ การแสวงหาสิ่งที่ตรงกับอารมณ์ของเรา
การวิจารณ์ผู้นำต้องอยู่ภายใต้ความยุติธรรม
อิสลามไม่ได้สอนให้มนุษย์ยกผู้นำให้อยู่เหนือการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ได้อนุญาตให้ทุกคนกล่าวหา ใส่ร้าย หรือปลุกระดมโดยไม่มีหลักฐาน
อัลลอฮ์ سبحانه وتعالى ตรัสว่า
اعْدِلُوا هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى
“จงยุติธรรม เพราะมันใกล้เคียงกับความยำเกรงมากกว่า”
ดังนั้น เมื่อเรามีปัญหากับผู้นำ ผู้บริหารอิหม่าม คณะกรรมการมัสยิด หรือองค์กรใดก็ตาม เราต้องถามว่า เราต้องการแก้ปัญหา หรือเราต้องการเอาชนะคน ? สองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน
ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาจะค้นหาข้อเท็จจริง
ผู้ที่ต้องการเอาชนะจะค้นหาความผิดของอีกฝ่าย
ผู้ที่ต้องการความจริงจะยอมรับเมื่อพบว่าตนเองผิด
แต่ผู้ที่ต้องการชัยชนะจะบิดหลักฐานเพื่อรักษาความเชื่อของตนเอง
จากอดีตสู่ปัจจุบัน : ยุคของโซเชียลมีเดียอาจสร้างฟิตนะฮ์ได้เร็วกว่าเดิม
ในอดีต ข่าวหนึ่งอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง แต่ปัจจุบัน ข่าวหนึ่งสามารถเดินทางไปถึงคนหลายแสนคนภายในเวลาไม่กี่นาที คลิปสั้น ๆ สามารถถูกตัดบริบท ข้อความสามารถถูกนำเสนอเพียงด้านเดียว
คำพูดสามารถถูกนำมาใช้โดยไม่รู้ว่าใครพูด เมื่อไร และพูดในบริบทใด จากนั้นผู้คนก็เริ่มโกรธ เริ่มแบ่งฝ่าย เริ่มกล่าวหากัน
และในที่สุดบางคนก็เชื่อว่า “ถ้าเราไม่ทำอะไร เรากำลังยอมรับความชั่ว”
นี่คือจุดที่อันตราย เพราะความรู้สึกว่าตนเองกำลัง “ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง” อาจกลายเป็นเหตุผลให้คนทำสิ่งที่ผิดได้
คนฉลาดไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อใดควรหยุด
ในยุคแห่งความขัดแย้ง เราต้องการคนที่มีความรู้และความสุขุม คนที่เมื่อได้ยินข่าว จะตรวจสอบ เมื่อถูกกล่าวหา จะฟังอีกฝ่าย เมื่อไม่รู้ จะพูดว่า “ฉันไม่รู้” เมื่อเห็นความผิด จะเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม และเมื่อเห็นไฟแห่งฟิตนะฮ์กำลังลุกขึ้น จะไม่เอาน้ำมันไปราดบนไฟ
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
«كَفَى بِالْمَرْءِ كَذِبًا أَنْ يُحَدِّثَ بِكُلِّ مَا سَمِعَ
“เพียงพอแล้วสำหรับคนคนหนึ่งที่จะเป็นผู้โกหก ด้วยการที่เขาเล่าทุกสิ่งที่เขาได้ยิน”
บทเรียนสำหรับผู้นำ
เหตุการณ์ท่านอุษมาน رضي الله عنه ยังเป็นบทเรียนสำหรับผู้นำด้วย ผู้นำไม่ควรปิดกั้นคำแนะนำ , ไม่ควรสร้างกำแพงระหว่างตนเองกับประชาชน , ไม่ควรรับฟังเฉพาะคนที่พูดในสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ควรมีระบบปรึกษาหารือ รับฟังผู้รู้ และเปิดช่องทางให้ปัญหาถูกแก้ไขก่อนที่จะสะสมจนกลายเป็นวิกฤต
ผู้นำที่ดีไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีคนคัดค้าน แต่คือผู้ที่สามารถจัดการความเห็นต่างโดยไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นความแตกแยก
บทเรียนสำหรับประชาชน
ประชาชนเองก็มีหน้าที่เช่นกัน
อย่าให้ใครใช้ความรักในศาสนาของเราเป็นเครื่องมือปลุกระดม
อย่าให้ใครใช้คำว่า “เพื่ออิสลาม” เพื่อบังคับให้เราหยุดใช้สติ
อย่าตัดสินบุคคลจากข่าวเพียงด้านเดียว
อย่ากล่าวหาผู้อื่นด้วยเรื่องที่เราไม่รู้
อย่าทำให้ความแตกต่างทางความคิดกลายเป็นความเกลียดชังระหว่างพี่น้อง
และอย่าคิดว่าการทำลายอีกฝ่ายคือการสร้างศาสนา
เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นการ “ปกป้องศาสนา” อาจกลายเป็นการทำลาย ความเป็นพี่น้องของประชาชาติอิสลาม
อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในมัสยิดและชุมชนของเรา
เหตุการณ์ในอดีตไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในรูปแบบเดิม วันนี้เราอาจไม่ได้ถือดาบ แต่เราสามารถถือโทรศัพท์
เราอาจไม่ได้ปิดล้อมบ้านใคร แต่เราอาจปิดล้อมเขาด้วยคำกล่าวหาในโลกออนไลน์
เราอาจไม่ได้ทำร้ายใครด้วยมือ แต่เราอาจทำลายเกียรติของเขาด้วยคำพูด
ดังนั้น อาวุธของฟิตนะฮ์ในแต่ละยุคอาจเปลี่ยนรูปแบบ แต่รากของมันอาจเหมือนเดิม : *ความเขลา + ข่าวลือ + อคติ + การปลุกระดม + การไม่ตรวจสอบ + การขาดความยุติธรรม
การสังหารท่านอุษมาน رضي الله عنه เป็นหนึ่งในบทเรียนอันเจ็บปวดของประวัติศาสตร์อิสลาม สิ่งที่เราควรเรียนรู้ไม่ใช่เพียงการร้องไห้ต่อเหตุการณ์ในอดีต แต่ต้องถามตัวเองว่า วันนี้เรากำลังสร้างสังคมที่ผู้รู้เป็นผู้นำทางความคิด หรือกำลังสร้างสังคมที่คนเสียงดังที่สุดเป็นผู้กำหนดความจริง ?
เรากำลังตรวจสอบข่าวก่อนส่งต่อหรือไม่ ?
เรากำลังฟังทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ?
เรากำลังตักเตือนด้วยความจริงใจ หรือกำลังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือโจมตีคนที่เราไม่ชอบ ?
และที่สำคัญที่สุด เรากำลังแก้ปัญหา หรือกำลังเพิ่มปัญหา ?
ประวัติศาสตร์ไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมทุกประการ แต่มนุษย์สามารถทำผิดพลาดแบบเดิมได้ เพราะฉะนั้น จงเรียนรู้จากฟิตนะฮ์ในอดีต ก่อนที่ฟิตนะฮ์ในปัจจุบันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บทใหม่
จงให้ความรู้มาก่อนอารมณ์ ให้หลักฐานมาก่อนข่าวลือ ให้ความยุติธรรมมาก่อนความเป็นพวก และให้ความสามัคคีของประชาชาติอิสลามมาก่อนชัยชนะของตัวเราเอง นี่ต่างหากคือบทเรียนที่คนรุ่นหลังควรได้รับจากเหตุการณ์ของท่านอุษมาน رضي الله عنه