กำหนดการเฝ้ากุโบร์ให้เป็นอิบาดะห์
  จำนวนคนเข้าชม  44

กำหนดการเฝ้ากุโบร์ให้เป็นอิบาดะห์

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

     อิสลามเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ วะห์ยู (الوحي) คือสิ่งที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานลงมาแก่ศาสนทูตของพระองค์ ดังนั้น เรื่องของ อิบาดะห์  จึงไม่ใช่พื้นที่สำหรับความคิดเห็นส่วนบุคคล ประเพณี หรือความรู้สึกว่าการกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นเรื่องที่ต้องยึดตามหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์

 

     หนึ่งในหลักการสำคัญของศาสนา คือ. الأصل في العبادات التوقيف "หลักเดิมของการอิบาดะห์ คือการหยุดอยู่ที่หลักฐาน"

      หมายความว่า มนุษย์ไม่มีสิทธิ์กำหนดรูปแบบ เวลา สถานที่ หรือวิธีการของอิบาดะห์ขึ้นมาเอง เว้นแต่จะมีหลักฐานจากอัลลอฮ์และเราะสูล ﷺ รับรอง

 

     ปัญหาหนึ่งที่พบในบางสังคมมุสลิม คือการนำธรรมเนียมหรือการปฏิบัติที่สืบทอดกันมา มายกระดับให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา โดยไม่ได้ตรวจสอบหลักฐาน หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงคือ การเฝ้ากุโบร์ของผู้เสียชีวิตโดยบางแห่งมีการนั่งอยู่ที่หลุมศพเป็นเวลานาน หรือจัดเวรเฝ้าหลุมศพ พร้อมกับเชื่อว่าเป็นการทำบุญ เป็นสิ่งที่มีผลบุญ หรือเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริม

 

     ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า "ผู้คนทำสิ่งนี้หรือไม่" แต่คือคำถามว่า การกระทำดังกล่าวมีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์หรือไม่?

 

 

อิบาดะห์เป็นสิทธิของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว

 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

أَمْ لَهُمْ شُرَكَاءُ شَرَعُوا لَهُمْ مِنَ الدِّينِ مَا لَمْ يَأْذَنْ بِهِ اللَّهُ

"หรือว่าพวกเขามีภาคีที่ได้บัญญัติศาสนาแก่พวกเขา ในสิ่งที่อัลลอฮ์มิได้ทรงอนุญาต"

(อัชชูรอ : 21)

     อายะฮ์นี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า การกำหนดบทบัญญัติทางศาสนาเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ไม่ใช่สิทธิของมนุษย์

 

อิบนุ ตัยมียะฮ์ กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างเรื่องทางโลกกับเรื่องอิบาดะห์ คือ

  เรื่องทางโลก หลักเดิมคืออนุญาตจนกว่าจะมีหลักฐานห้าม

  เรื่องอิบาดะห์ หลักเดิมคือไม่สามารถกำหนดขึ้นได้จนกว่าจะมีหลักฐานอนุญาต

      เพราะอิบาดะห์คือการเข้าใกล้อัลลอฮ์ และไม่มีใครรู้วิธีการเข้าใกล้พระองค์ได้ดีไปกว่าผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา คือท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ

 

 

 ความสมบูรณ์ของศาสนา ไม่เปิดช่องให้มนุษย์เพิ่มเติมอิบาดะห์

 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإِسْلَامَ دِينًا

"วันนี้เราได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว

และเราได้ให้ความโปรดปรานของเราครบถ้วนแก่พวกเจ้า และเราได้พอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า"

(อัลมาอิดะฮ์ : 3)

     เมื่อศาสนาถูกทำให้สมบูรณ์แล้ว การเพิ่มรูปแบบอิบาดะห์ใหม่เข้าไป ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ เพราะหากสิ่งนั้นเป็นความดีที่ทำให้เข้าใกล้อัลลอฮ์จริง ท่านนบี ﷺ และบรรดา เศาะหาบะฮ์ย่อมเป็นผู้ที่ทำก่อนเรา

 

 

หลักฐานจากซุนนะฮ์เรื่องการปฏิเสธสิ่งใหม่ในศาสนา

 

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

*«مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ»*

"ผู้ใดอุตริสิ่งหนึ่งขึ้นมาในกิจการของเรานี้ ซึ่งมิใช่ส่วนหนึ่งของมัน สิ่งนั้นย่อมถูกปฏิเสธ"

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

     และท่านกล่าวว่า

«مَنْ عَمِلَ عَمَلًا لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ»

"ผู้ใดกระทำการงานที่ไม่มีคำสั่งของเรา การงานนั้นย่อมถูกปฏิเสธ"

(บันทึกโดยมุสลิม)

     อิมาม อันนะวาวี กล่าวว่า หะดีษนี้เป็นหลักการใหญ่ของอิสลาม เพราะเป็นมาตรวัดว่า การงานใดจะได้รับการตอบรับหรือไม่

     ดังนั้น ความดีในมุมมองของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นความดีในศาสนา เว้นแต่มีหลักฐานยืนยัน

 

 

 สิ่งที่มีหลักฐานเกี่ยวกับผู้ตายหลังการฝังศพ

 

     ซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ ไม่ใช่การเฝ้ากุโบร์เป็นเวลานาน แต่คือการยืนขอดุอาอ์ให้แก่ผู้ตายหลังการฝัง

     มีรายงานว่า เมื่อท่านนบี ﷺ ฝังศพเสร็จ ท่านจะยืนที่หลุมศพและกล่าวว่า

 **«اسْتَغْفِرُوا لِأَخِيكُمْ، وَاسْأَلُوا لَهُ التَّثْبِيتَ، فَإِنَّهُ الآنَ يُسْأَلُ»**

"พวกท่านจงขออภัยโทษให้แก่พี่น้องของพวกท่าน และจงขอให้เขามั่นคง เพราะขณะนี้เขากำลังถูกสอบสวน"

(บันทึกโดยอบูดาวูด)

หะดีษนี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกบัญญัติ คือ

* การขอดุอาอ์

* การขออภัยโทษให้ผู้ตาย

* การขอความมั่นคงแก่เขา

มิใช่การกำหนดพิธีเฝ้าหลุมศพเป็นระยะเวลาหนึ่ง

 

 

 การสืบทอดธรรมเนียมโดยไม่ตรวจสอบหลักฐาน

 

     หนึ่งในปัญหาสำคัญของสังคม คือการที่บางคนกล่าวว่า "บรรพบุรุษของเราทำมาแบบนี้" แต่หลักการอิสลามไม่ได้วัดความถูกต้องด้วยอายุของธรรมเนียม แต่วัดด้วยหลักฐาน 

     อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสถึงผู้ที่ยึดตามบรรพบุรุษโดยไม่มีหลักฐานว่า

إِنَّا وَجَدْنَا آبَاءَنَا عَلَىٰ أُمَّةٍ وَإِنَّا عَلَىٰ آثَارِهِم مُّقْتَدُون

"แท้จริงเราได้พบว่าบรรพบุรุษของเราอยู่บนแนวทางหนึ่ง และแท้จริงเราจะปฏิบัติตามร่องรอยของพวกเขา"

(อัซซุครุฟ : 23)

     อิสลามไม่ได้ปฏิเสธทุกประเพณี แต่ประเพณีนั้นต้องไม่ถูกยกขึ้นเป็นศาสนา หากไม่มีหลักฐานรองรับ

 

 

ผลเสียของการสร้างอิบาดะห์ที่ไม่มีหลักฐาน

 

     การนำสิ่งที่ไม่มีหลักฐานมาอ้างว่าเป็นอิบาดะห์ อาจนำไปสู่ปัญหาหลายประการ 

ประการที่หนึ่ง : สูญเสียเวลาและทรัพย์สิน

ผู้คนอาจใช้เวลา เงินทอง และแรงงานจำนวนมากกับสิ่งที่ไม่มีหลักฐาน ขณะที่สิ่งที่ศาสนาส่งเสริมจริง ๆ ถูกละเลย

 

ประการที่สอง : ทำให้ซุนนะฮ์ถูกแทนที่ด้วยธรรมเนียม

เมื่อสิ่งใหม่ถูกเผยแพร่ ผู้คนรุ่นหลังอาจเข้าใจว่านั่นคือศาสนา และละเลยแนวทางที่แท้จริง

 

ประการที่สาม  กลายเป็นมรดกของความเข้าใจผิด

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«مَنْ سَنَّ فِي الإِسْلَامِ سُنَّةً سَيِّئَةً فَعَلَيْهِ وِزْرُهَا وَوِزْرُ مَنْ عَمِلَ بِهَا مِنْ بَعْدِهِ»

"ผู้ใดริเริ่มแนวทางที่ไม่ดีในอิสลาม เขาจะได้รับบาปของมัน และบาปของผู้ที่ปฏิบัติตามหลังจากเขา"

(บันทึกโดยมุสลิม)

 

     หลักการสำคัญของอิสลามคือ **ทุกอิบาดะห์ต้องมีหลักฐาน** ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นสิ่งที่สังคมนิยม ทำกันมานาน หรือมีเจตนาดี

 

     การเฝ้ากุโบร์ หากกระทำในฐานะธรรมเนียมหรือเหตุผลทางโลก ต้องพิจารณาตามรายละเอียด แต่หากถูกกำหนดว่าเป็น อิบาดะห์ที่ศาสนาสั่ง หรือเป็นพิธีที่มีผลบุญเฉพาะ  จำเป็นต้องมีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์

 

     มุสลิมจึงควรยึดหลักว่า "ความดีในศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เห็นว่าดี แต่คือสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ทรงรับรอง" เพราะหนทางแห่งความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มสิ่งใหม่ในศาสนา แต่อยู่ที่การรักษาสิ่งที่ท่านนบี ﷺ นำมาอย่างถูกต้องและบริสุทธิ์