ชิริก ความไม่รู้ และการตัดสินบุคคล
  จำนวนคนเข้าชม  45

ชิริก ความไม่รู้ และการตัดสินบุคคล

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

 

     จุดยืนของนักวิชาการอะฮ์ลุสสุนนะฮ์ และมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ رحمه الله

     หนึ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดในวิชาการอะกีดะฮ์ คือเรื่อง ผู้ที่ตกอยู่ในการกระทำที่เป็นชิริกเนื่องจากความไม่รู้ (الجهل)ว่าควรมีจุดยืนอย่างไร ปัญหานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมมุสลิม เพราะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นสองด้าน

 

     ด้านหนึ่งคือผู้ที่กล่าวว่า “เมื่อผู้กระทำไม่รู้ การกระทำของเขาก็ไม่เป็นชิริก”

     อีกด้านหนึ่งคือผู้ที่กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ทำการกระทำที่เป็นชิริก ย่อมเป็นมุชริกหรือกาฟิรทันที โดยไม่ต้องพิจารณาอะไรเพิ่มเติม”

     ทั้งสองแนวทางล้วนต้องได้รับการตรวจสอบด้วยหลักฐาน

 

 

     แนวทางของอะฮ์ลุสสุนนะฮ์มีความละเอียดกว่านั้น เพราะจำเป็นต้องแยกอย่างน้อยสองเรื่องออกจากกัน คือ

หนึ่ง — หุก่มของการกระทำ (حكم الفعل)

สอง — หุก่มของบุคคลผู้กระทำ (حكم المعيّن)

     การกระทำบางอย่างอาจเป็นชิริกในตัวมันเอง แต่การตัดสินบุคคลเฉพาะรายว่าเป็นมุชริกหรือกาฟิรนั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาเรื่อง ความรู้ ความตั้งใจ การถึงของหลักฐาน การเข้าใจหลักฐาน และอุปสรรคต่าง ๆ

     นี่คือหลักการที่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อศึกษางานของชัยคฺ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ رحمه الله

      ชิริกคือความผิดที่ร้ายแรงที่สุด ก่อนจะกล่าวถึงเรื่อง “ความไม่รู้” ต้องกำหนดหลักการพื้นฐานก่อนว่า ชิริกไม่ใช่ความผิดเล็กน้อย

     อัลลอฮ์ سبحانه وتعالى ตรัสว่า

إِنَّ الشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ

“แท้จริงชิริกนั้นคือความอธรรมอันยิ่งใหญ่”

(สูเราะฮ์ลุกมาน 31:13)

     และพระองค์ตรัสว่า

إِنَّ اللَّهَ لَا يَغْفِرُ أَنْ يُشْرَكَ بِهِ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَٰلِكَ لِمَنْ يَشَاءُ

“แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยการตั้งภาคีต่อพระองค์ และพระองค์ทรงอภัยสิ่งอื่นนอกจากนั้นแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์”

(สูเราะฮ์อันนิสาอ์ 4:48)

 

     ดังนั้น ผู้เผยแผ่ศาสนาไม่สามารถพูดว่า “ไม่รู้ ดังนั้นชิริกไม่เป็นไร” เพราะการไม่รู้ ไม่ได้เปลี่ยนหุก่มของการกระทำให้กลายเป็นสิ่งถูกต้อง สิ่งที่เป็นชิริกยังคงเป็นชิริก

     แต่คำถามอีกระดับหนึ่งคือ ผู้กระทำทุกคนจะถูกตัดสินว่าเป็นมุชริกหรือกาฟิรในทันทีหรือไม่ ? ตรงนี้เองที่ต้องมีการศึกษาหลักวิชาอย่างละเอียด

 

 

อัลกุรอานวางหลักว่า การลงโทษต้องมีหลักฐาน

 

     อัลลอฮ์ ﷻ ตรัสว่า

وَمَا كُنَّا مُعَذِّبِينَ حَتَّىٰ نَبْعَثَ رَسُولًا

“และเราจะไม่ลงโทษจนกว่าเราจะส่งรอซูลไปเสียก่อน”

(สูเราะฮ์อัลอิสรออ์ 17:15)

      โองการนี้เป็นรากฐานสำคัญในเรื่อง إقامة الحجة  การนำเสนอหลักฐาน กล่าวคือ เราไม่สามารถมองมนุษย์ทุกคนเหมือนกันโดยไม่พิจารณาสภาพของเขา 

     คนหนึ่งอาจได้รับความรู้เกี่ยวกับเตาฮีดอย่างชัดเจน อีกคนหนึ่งอาจเติบโตในสังคมที่สอนเขาในสิ่งที่ผิด และไม่เคยได้รับคำอธิบายที่ถูกต้อง อีกคนหนึ่งอาจได้รับหลักฐาน แต่ไม่เข้าใจความหมายของหลักฐาน ดังนั้น การวินิจฉัยบุคคลจึงจำเป็นต้องมีความละเอียดมากกว่าการมองเพียง “การกระทำที่ปรากฏ”

 

 

ความแตกต่างระหว่าง “การตัดสินการกระทำ” และ “การตัดสินบุคคล”

 

     นี่เป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดในประเด็นนี้ นักวิชาการอาจกล่าวว่า “คำพูดนี้เป็นกุฟรฺ” หรือ هذا الفعل شرك  “การกระทำนี้เป็นชิริก” แต่การกล่าวว่า فلان كافر “บุคคลนี้เป็นกาฟิร” เป็นอีกขั้นหนึ่ง เพราะต้องพิจารณาว่า เงื่อนไขของการตัดสินครบหรือยัง และมีอุปสรรคหรือไม่

     ดังนั้น การพูดว่า“การกระทำนี้เป็นชิริก” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “บุคคลทุกคนที่ทำการกระทำนี้เป็นกาฟิรทันที” นี่เป็นความละเอียดที่ผู้ศึกษาวิชาอะกีดะฮ์จำเป็นต้องเข้าใจ

 

 

ความไม่รู้มีผลอย่างไร ?

 

     คำว่า الجهل — ความไม่รู้ ไม่ใช่คำตอบที่ใช้เหมารวมทุกกรณี ต้องถามว่า เขาไม่รู้อะไร? ทำไมเขาจึงไม่รู้? เขาเคยได้รับหลักฐานหรือไม่? หลักฐานไปถึงเขาในรูปแบบที่ถูกต้องหรือไม่? เขาเข้าใจหลักฐานหรือไม่? เมื่อมีผู้รู้มาอธิบาย เขายอมรับหรือปฏิเสธ? ทั้งหมดนี้มีผลต่อการพิจารณาบุคคล

     อัลลอฮ์ ﷻ ตรัสว่า

فَاسْأَلُوا أَهْلَ الذِّكْرِ إِنْ كُنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ

“ดังนั้นพวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้”

(สูเราะฮ์อันนะห์ลฺ 16:43)

     จึงเห็นได้ว่าอิสลามไม่ได้ส่งเสริมให้มนุษย์อยู่กับความไม่รู้ แต่สั่งให้เขา ถามและแสวงหาความรู้

 

 

หะดีษชายผู้สั่งให้เผาร่างของตน

 

     หลักฐานที่สำคัญในเรื่องนี้คือหะดีษที่รายงานโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิมเกี่ยวกับชายคนหนึ่งซึ่งมีความกลัวต่ออัลลอฮ์อย่างมาก และสั่งครอบครัวว่า เมื่อเขาตายให้เผาร่างกายและกระจายเถ้าของเขา เพราะเกรงว่าอัลลอฮ์จะลงโทษเขา

     เมื่อเขาเสียชีวิต อัลลอฮ์ทรงรวบรวมเขากลับมา แล้วถามถึงเหตุผลของการกระทำนั้น

     ชายคนนั้นตอบว่า مَا حَمَلَنِي إِلَّا مَخَافَتُكَ “ไม่มีสิ่งใดผลักดันฉันนอกจากความกลัวต่อพระองค์”

     แล้วอัลลอฮ์ทรงอภัยให้เขา

(รายงานโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

      นักวิชาการนำหะดีษนี้มาอภิปรายในเรื่องความไม่รู้และความผิดพลาดในเรื่องความเชื่อ แต่ต้องระวังไม่ตีความหะดีษอย่างง่ายเกินไปว่า “ใครทำกุฟรฺเพราะไม่รู้ก็ได้รับการอภัยเสมอ” เพราะเรื่องนี้มีรายละเอียดทางวิชาการ และไม่สามารถนำกรณีหนึ่งไปใช้ตัดสินทุกกรณีโดยไม่พิจารณาบริบท

 

 

จุดยืนของชัยคฺมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ رحمه الله

 

     เมื่อเข้าสู่จุดยืนของ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบจำเป็นต้องกล่าวด้วยความเป็นธรรมว่า การนำเสนอท่านเพียงด้านเดียวว่า “ท่านตักฟีรมุสลิมทุกคนที่ทำชิริก” เป็นการนำเสนอที่ไม่เพียงพอทางวิชาการ ในขณะเดียวกัน การนำเสนออีกด้านว่า “ท่านไม่เคยตักฟีรผู้ใดที่ทำชิริก” ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

 

     งานเขียนของท่านต้องอ่านโดยแยกระหว่าง การอธิบายหุก่มของชิริก กับ การตัดสินบุคคลเฉพาะราย  คำกล่าวของอิบนุ อับดุลวะฮาบเกี่ยวกับการตักฟีร ในจดหมายที่ถูกรวบรวมใน الدرر السنية มีคำกล่าวที่สำคัญของท่านว่า

 

وأما التكفير فأنا أكفر من عرف دين الرسول، ثم بعد ما عرفه سبّه ونهى الناس عنه وعادى من فعله، فهذا هو الذي أكفّره 

ความหมายคือ

      “ส่วนเรื่องการตักฟีรนั้น ฉันตักฟีรผู้ที่รู้ศาสนาของท่านรอซูล แล้วหลังจากที่เขารู้มัน เขากลับด่าศาสนานั้น ห้ามผู้คนจากมัน และเป็นศัตรูกับผู้ที่ปฏิบัติตามมัน นี่คือผู้ที่ฉันตักฟีร”

 

     ข้อความนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้อธิบายเรื่องตักฟีรแบบตัดขาดจาก ความรู้และการรับรู้หลักฐาน

     คำว่า عرف دين الرسول  “รู้ศาสนาของท่านรอซูล” เป็นข้อความที่ควรให้ความสำคัญ ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ตัดสินผู้คนโดยปราศจากการสอน

 

     เป้าหมายหลักของงานของมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ คือการเรียกร้องกลับสู่ เตาฮีด หนังสือ كتاب التوحيد ของท่านเริ่มต้นด้วยการอธิบายความสำคัญของเตาฮีดและหลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษ

     ท่านไม่ได้เริ่มต้นด้วยการแจกแจงว่า “ใครเป็นกาฟิรบ้าง”

      แต่เริ่มด้วยคำถามพื้นฐานว่า เตาฮีดคืออะไร? ชิริกคืออะไร? อะไรคือสิ่งที่ทำลายเตาฮีด? นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักเผยแผ่ศาสนาในปัจจุบัน

 

 

     การแก้ปัญหาชิริกต้องเริ่มจากการสอนเตาฮีด ไม่ใช่เริ่มจากการประณามบุคคล كشف الشبهات และการแก้ข้ออ้างของผู้ทำชิริก

 

     อย่างไรก็ตาม ต้องไม่เข้าใจแนวทางของอิบนุ อับดุลวะฮาบว่า ท่านใช้ “ความไม่รู้” เป็นข้อยกเว้นให้ทุกคน ตรงกันข้าม ท่านเขียน كشف الشبهاتเพื่อชี้แจงข้ออ้างและความคลุมเครือของผู้ที่ทำชิริก

     ท่านต้องการให้ผู้คนเข้าใจว่า การกล่าวว่า “เราไม่ได้บูชาพวกเขา เราเพียงใช้พวกเขาเป็นสื่อกลาง” ไม่ได้ทำให้การกระทำดังกล่าวถูกต้องโดยอัตโนมัติ

     ท่านนำเรื่องของมุชริกีนในสมัยท่านนบี ﷺ มาเป็นหลักฐานว่า พวกเขาก็ยอมรับว่าอัลลอฮ์คือผู้สร้าง แต่ปัญหาของพวกเขาคือการนำสิ่งอื่นเข้ามาเป็นสื่อในอิบาดะฮ์

อัลลอฮ์ ﷻ ตรัสว่า

مَا نَعْبُدُهُمْ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَا إِلَى اللَّهِ زُلْفَىٰ

“เราไม่ได้เคารพภักดีพวกเขา นอกจากเพื่อให้พวกเขาทำให้เราใกล้ชิดอัลลอฮ์”

(อัซซุมัร 39:3) 

     ดังนั้น จุดยืนของอิบนุ อับดุลวะฮาบคือ **ต้องทำลายความคลุมเครือด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความไม่รู้กลายเป็นหลักการถาวร

 

 

จุดยืนของอิบนุตัยมียะฮ์และอิบนุลก็อยยิมสอดคล้องกันในหลักการ

 

     แนวทางนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่อิบนุ อับดุลวะฮาบคิดขึ้นโดยไม่มีรากฐาน แต่เชื่อมโยงกับหลักการของนักวิชาการก่อนหน้า โดยเฉพาะ อิบนุตัยมียะฮ์ และ อิบนุลก็อยยิม

 

     อิบนุตัยมียะฮ์ให้ความสำคัญอย่างมากกับความแตกต่างระหว่าง الحكم على القول أو الفعل กับ الحكم على المعيّن กล่าวคือ การกล่าวว่าคำพูดหรือการกระทำหนึ่งเป็นกุฟรฺ ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถตัดสินบุคคลเฉพาะรายทันทีโดยไม่พิจารณาเงื่อนไขและอุปสรรค

 

     หลักการที่มักสรุปจากแนวทางของท่านคือ ليس كل من وقع في الكفر وقع الكفر عليه กล่าวโดยความหมายว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่ตกอยู่ในการกระทำกุฟรฺ จะถูกตัดสินกุฟรฺแก่เขาในทันที” หลักการนี้ต้องเข้าใจในกรอบวิชาการ ไม่ใช่นำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธเรื่องชิริก

 

 

ความแตกต่างระหว่าง “อธิบายเตาฮีด” กับ “ตักฟีร”

 

     นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมปัจจุบัน เมื่อมีคนกล่าวว่า “การขอสิ่งเร้นลับจากผู้ตายเป็นชิริก” สิ่งนี้คือ การอธิบายอะกีดะฮ์

     แต่ถ้ามีคนกล่าวว่า “คนที่ทำสิ่งนั้นเป็นกาฟิรแน่นอนทันที” นี่เข้าสู่เรื่อง ตักฟีรบุคคลเฉพาะราย สองสิ่งนี้ไม่ควรถูกนำมาปะปนกัน

     เพราะการสอนเตาฮีดเป็นหน้าที่ของผู้รู้และผู้เผยแผ่ ส่วนการตัดสินบุคคลเฉพาะรายต้องอาศัยความรู้ ความรอบคอบ และการพิจารณาเงื่อนไขและอุปสรรค 

 

 

ความผิดพลาดสองขั้ว 

 

     ขั้วแรก : ลดความร้ายแรงของชิริก บางคนกล่าวว่า“เขาไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร” แนวคิดนี้อันตราย เพราะอาจทำให้ผู้คนไม่สนใจศึกษาเตาฮีด ความไม่รู้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรยึดถือ แต่เป็นสิ่งที่ต้องกำจัดด้วยความรู้

 

     ขั้วที่สอง : ตักฟีรอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายกล่าวว่า “เขาทำชิริก ดังนั้นเขาเป็นกาฟิรทันที” นี่ก็อันตราย เพราะการตักฟีรบุคคลเฉพาะรายไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะดำเนินการตามอารมณ์

 

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

إِذَا قَالَ الرَّجُلُ لِأَخِيهِ يَا كَافِرُ فَقَدْ بَاءَ بِهِ أَحَدُهُمَا

“เมื่อคนหนึ่งกล่าวแก่พี่น้องของเขาว่า ‘โอ้กาฟิร’ คำนั้นย่อมกลับไปยังคนใดคนหนึ่งจากทั้งสอง”

(เศาะฮีหฺอัลบุคอรีย์และเศาะฮีหฺมุสลิม)

 

 

 ความรู้ที่แท้จริงทำให้มนุษย์ยุติธรรมมากขึ้น

 

     นักเผยแผ่ที่เข้าใจหลักวิชา จะไม่รีบกล่าวว่า “ทุกคนที่ฉันเห็นว่าผิดคือกาฟิร”

     แต่จะถามว่า เขาทำอะไร? หลักฐานว่าอย่างไร? เขาเข้าใจหลักฐานหรือไม่? มีความคลุมเครืออะไร? มีใครอธิบายแก่เขาหรือยัง? เขาปฏิเสธหลังจากได้รับหลักฐานแล้วหรือยัง?

     นี่ไม่ได้หมายถึงการปกป้องชิริก แต่เป็นการ ปกป้องหลักการของอะฮ์ลุสสุนนะฮ์ในการตัดสินบุคคล

 

 

มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบกับความเข้าใจผิดในยุคปัจจุบัน

 

     หนึ่งในความอยุติธรรมทางวิชาการคือการนำชื่อของมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตักฟีรโดยไม่อ่านงานทั้งหมดของท่าน

     หากศึกษา كتاب التوحيدและ كشف الشبهاتรวมถึงจดหมายและงานเขียนอื่น ๆ ของท่าน จะพบว่าประเด็นหลักของท่านคือ กลับสู่เตาฮีด , ละทิ้งชิริก , ยึดหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ , ขจัดความคลุมเครือ , สอนผู้คนให้รู้จักอิบาดะฮ์ที่ถูกต้อง และเรื่องการตัดสินบุคคลนั้นมีรายละเอียด ไม่ใช่เพียงเห็นการกระทำหนึ่งแล้วประกาศหุก่มแก่บุคคลทันที

 

 

บทเรียนสำหรับนักเผยแผ่ศาสนาในยุคปัจจุบัน

 

หากพบคนที่มีความเชื่อผิดเกี่ยวกับเตาฮีด วิธีการที่เหมาะสมคือ

ขั้นที่หนึ่ง วินิจฉัยปัญหา ต้องรู้ก่อนว่าการกระทำนั้นคืออะไร

ขั้นที่สอง นำหลักฐาน อัลกุรอานและซุนนะฮ์ต้องเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่อารมณ์หรือการโจมตีส่วนตัว

ขั้นที่สาม อธิบายเตาฮีด ให้ผู้ฟังเข้าใจว่า อิบาดะฮ์เป็นสิทธิของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว

ขั้นที่สี่ ขจัดชุบุฮาต ตอบข้อสงสัยด้วยความรู้ ไม่ใช่การเยาะเย้ย

ขั้นที่ห้า พิจารณาความไม่รู้ ถามว่าบุคคลนั้นรู้หรือไม่ ได้รับหลักฐานหรือไม่ และเข้าใจอย่างไร

ขั้นที่หก อย่ารีบตักฟีร การตักฟีรบุคคลเฉพาะรายไม่ใช่สนามสำหรับคนที่ไม่มีความรู้

 

 

ระหว่างความเข้มแข็งในเตาฮีดกับความยุติธรรมต่อผู้คน

 

     จุดยืนที่ถูกต้องต่อผู้ที่ตกอยู่ในการกระทำชิริกเพราะความไม่รู้ ต้องยืนอยู่บนหลักการสองประการพร้อมกัน

 

     ประการแรก : ต้องยืนยันความจริง ห้ามทำให้ชิริกกลายเป็นเรื่องเล็กเพียงเพราะผู้กระทำอ้างว่าไม่รู้ الشرك شرك، والتوحيد توحيد ชิริกก็คือชิริก และเตาฮีดก็คือเตาฮีด

 

     ประการที่สอง : ต้องมีความยุติธรรมต่อบุคคล อย่านำหุก่มของการกระทำไปใช้ตัดสินบุคคลเฉพาะรายโดยไม่พิจารณาความรู้ การถึงของหลักฐาน ความเข้าใจ และอุปสรรคต่าง ๆ 

 

     และเมื่อพิจารณาจุดยืนของ มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ رحمه الله  เราจะเห็นว่า การนำเสนอท่านอย่างสุดโต่งว่าเป็นผู้ “ตักฟีรมุสลิมทุกคนที่ทำชิริก” เป็นการลดทอนความซับซ้อนของงานวิชาการของท่าน ขณะเดียวกัน การนำคำว่า “ความไม่รู้” มาใช้เพื่อทำให้ชิริกเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ก็ไม่ใช่แนวทางของท่านเช่นกัน 

     ท่านต่อสู้กับชิริกด้วยหลักฐาน และการพิจารณาบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักฐานและความยุติธรรม ดังนั้น นักเผยแผ่ศาสนาในยุคของเราจึงควรเรียนรู้ว่า

จงเข้มแข็งต่อชิริก แต่จงยุติธรรมต่อผู้คน

จงสอนเตาฮีดอย่างชัดเจน แต่จงอย่ารีบตัดสินบุคคลโดยปราศจากความรู้

จงทำลายชุบุฮาตด้วยหลักฐาน แต่จงรักษามารยาทของการดะอ์วะฮ์

จงยึดความจริงโดยไม่ละทิ้งความเมตตา และจงมีความเมตตาโดยไม่ละทิ้งความจริง

     นี่คือความสมดุลระหว่าง التوحيد والعدلเตาฮีดและความยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาวิชาอะกีดะฮ์และผู้ทำงานดะอ์วะฮ์จำเป็นต้องรักษาไว้พร้อมกัน

 

 

والله أعلم