
บันทึกแห่ง ’สัจธรรม’ 60
แปลเรียบเรียง...เพจบันทึกฮัก
อิบนุ กะษีร -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ-
เมื่อรักษาละหมาดอัลลอฮฺจะทรงดูแลริสกี
﴿وَأْمُرْ أَهْلَكَ بِالصَّلَاةِ وَاصْطَبِرْ عَلَيْهَا لَا نَسْأَلُكَ رِزْقًا نَّحْنُ نَرزُقُكَ﴾
"และจงกำชับครอบครัวของเจ้าให้ทำการละหมาด และจงอดทนในการปฏิบัติมัน
เรามิได้ขอปัจจัยยังชีพจากเจ้า เราต่างหากที่เป็นผู้ให้ปัจจัยยังชีพแก่เจ้า"
(ฏอฮา 132)
"เมื่อท่านดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ปัจจัยยังชีพ (ริสกี) จะมายังท่าน จากหนทางที่ไม่ได้คาดคิด"
تفسير ابن كثير 327/5
อิบนุ อิสฮาก -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ- กล่าวว่า:
“และในบรรดาผู้ที่ถูกสังหารในวันอุฮุดนั้น คือ มุค็อยรีก (مُخَيْرِيق) ซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าบนีษะอฺละบะฮ์ อิบนุล ฟัฏยูน
เขากล่าวว่า : เมื่อถึงวันอุฮุด เขา(มุค็อยรีก)ได้กล่าวว่า “โอ้ ชาวยิวทั้งหลาย! ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกท่านย่อมรู้อยู่แล้วว่า การที่มุฮัมมัดจะได้รับชัยชนะเหนือพวกท่านนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
พวกเขากล่าวว่า : “แท้จริง วันนี้เป็นวันเสาร์”
(หมายถึงชาวยิวปฏิเสธที่จะออกไปร่วมรบเพราะวันเสาร์ (السبت / Sabbath) ตามบทบัญญัติของชาวยิวเป็นวันที่พวกเขาถูกห้ามจากการทำงานบางอย่าง รวมถึงการประกอบกิจการต่างๆ)
เขาจึงกล่าวว่า : “วันนี้ไม่มีวันเสาร์สำหรับพวกท่านอีกแล้ว”
จากนั้นเขาก็หยิบดาบและเตรียมอาวุธของเขา แล้วกล่าวว่า “หากฉันถูกสังหาร ทรัพย์สินทั้งหมดของฉันก็เป็นของมุฮัมมัด ให้เขาจัดการกับทรัพย์สินนั้นตามที่เขาประสงค์”
จากนั้นเขาได้ออกไปหาท่านร่อซู้ล ﷺ และต่อสู้เคียงข้างท่านจนกระทั่งถูกสังหาร
ท่านร่อซู้ล ﷺ กล่าวว่า: “มุค็อยรีกคือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ชาวยิว”
(หมายถึง ดีที่สุดในหมู่ชาวยิวในเหตุการณ์หรือสงครามครั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ชาวยิวทั้งหมด)
สรุป: เรื่องของมุค็อยรีกถูกกล่าวถึงในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่สายรายงานของเรื่องนี้มีจุดอ่อนอย่างมาก นักวิชาการจึงไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ยืนยันได้อย่างแข็งแรง และหากจะเข้าใจคำว่า “มุค็อยรีกคือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ชาวยิว” ก็ควรเข้าใจว่าในเหตุการณ์วันอุฮุด ไม่ใช่การยืนยันว่าเขา เป็นผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ชาวยิวทั้งหมดที่เข้ารับอิสลาม
(١) الروض الأنف (٦/ ١٢).
อิบนุล ก็อยยิม -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ-
10 ข้อแนะนำที่ช่วยในการละทิ้งและเลิกทำบาป
การอดทนต่อการไม่กระทำบาปนั้น เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ดังนี้:
1. การตระหนักถึงความเลวร้ายและความต่ำช้าของบาป : รู้ว่าอัลลอฮฺทรงห้ามสิ่งนั้นเพื่อปกป้องและคุ้มครองบ่าวของพระองค์ให้พ้นจากความต่ำต้อย
2. ความละอายต่ออัลลอฮฺ : เมื่อบ่าวรู้ว่าพระองค์ทรงมองเห็นและได้ยินอยู่เสมอ ผู้ที่มีความละอายย่อมไม่กล้าทำสิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงกริ้ว
3. การคำนึงถึงความเมตตาและบุญคุณของพระองค์ : เพราะการทำบาปย่อมทำให้ความเมตตาและเนียะอฺมัตที่เคยได้รับนั้นสูญสิ้นไป
4. ความกลัวและการยำเกรงต่อบทลงโทษของอัลลอฮฺ : ข้อนี้จะเข้มแข็งขึ้นตามระดับความรู้และความศรัทธาที่มี
5. ความรักต่ออัลลอฮฺ : นี่คือปัจจัยที่เข้มแข็งที่สุดในการอดทนไม่ขัดขืนพระองค์ เพราะผู้ที่รักย่อมเชื่อฟังผู้ที่ตนรัก
6. การมีเกียรติและความบริสุทธิ์ของจิตใจ : การยกตนให้สูงเกินกว่าจะเลือกทำสิ่งที่ลดทอนคุณค่า นำพาชีวิตลงต่ำ หรือทำให้ตนเองปะปนกับผู้ที่มีจิตใจต้อยต่ำ
7. การรู้ถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายของบาป : ทั้งความหมองของใบหน้า ความมืดบอด มืดมน ความโศกเศร้า ความวิตกกังวล และความกระสับกระส่ายที่เกิดขึ้น
8. การตระหนักว่าชีวิตนี้แสนสั้น : รู้ว่าตนเองพร้อมจะจากโลกนี้ไปทุกเวลา เปรียบเสมือนนักเดินทางที่แวะพัก ณ หมู่บ้านหนึ่งและเตรียมพร้อมที่จะเดินทางต่อเสมอ
9. การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกินคงามจำเป็น (ความฟุ่มเฟือย) : ทั้งเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า การนอน และการเข้าสังคม เพราะความอยากกระทำบาปมักเกิดจากสิ่งเกินจำเป็นเหล่านี้ เมื่อสิ่งที่อนุมัติไม่เพียงพอต่อความใคร่ มันจะเลยเถิดไปสู่สิ่งต้องห้าม และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือ "เวลาว่าง" เพราะหากไม่ใช้จิตใจทำสิ่งที่มีประโยชน์ มันจะดึงดูดไปทำสิ่งที่เป็นโทษอย่างแน่นอน
10. ความมั่นคงของต้นไม้แห่งศรัทธาในหัวใจ : ความอดทนต่อการไม่ทำบาปขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของอีหม่าน ยิ่งอีหม่านเข้มแข็ง ความอดทนก็ยิ่งสมบูรณ์ หากอีหม่านอ่อนแอ ความอดทนก็จะอ่อนแอลงตามไปด้วย
المصدر من كتاب طريق الهجرتين « 2/588»
ชัยคฺ สุลัยมาน อัรรุฮัยลีย์ -ฮะฟิซ่อฮุลลอฮฺ-
การยึดมั่นในญะมาอะฮฺ
"ชาวสะละฟีย์ในทุกประเทศ ล้วนเป็นดั่งแสงสว่างและความปลอดภัยแก่บ้านเมืองของตน
เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่มีความจริงใจและซื่อสัตย์ต่อผู้ปกครองของตนมากที่สุด
พวกเขารักษาเกียรติและความน่าเกรงขามของผู้ปกครอง ไม่ก้าวล่วงหรือดำเนินการใดๆ แทนผู้ปกครองในการตัดสินใจต่าง ๆ
พวกเขาให้ความไว้วางใจต่อผู้ปกครอง และช่วยรวบรวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ผู้ปกครอง
และหากมีเหตุอันควรแก่การตักเตือน ผู้ที่มีความสามารถในหมู่พวกเขาก็จะตักเตือนเป็นการส่วนตัว โดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
พวกเขาถือว่าการยึดมั่นอยู่กับญะมาอะฮฺเป็นสิ่งจำเป็น และยึดมั่นในการเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้ปกครอง ตราบใดที่ไม่ใช่การฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ"
•┈┈┈••✦✿✦••┈┈┈••┈┈┈••✦✿✦••┈┈┈••┈┈┈••✦✿✦••┈┈┈•